สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

มาเลเซียอนุมัติควบรวม “เซลคอม-ดิจิ” หวังปูทางเสริมแกร่งเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมรับมือวิกฤติการเงินโลก ตัดหน้าประเทศไทย ชี้ไทยควรดูเป็นกรณีศึกษา

แหล่งข่าวจากวงการโทรคมนาคมเปิดเผยว่า กรณีล่าสุดคณะกรรมการการสื่อสารและมัลติมีเดียแห่งมาเลเซีย (MCMC)ที่กำกับดูแลกิจการสื่อสารไฟเขียวไม่คัดค้านการควบรวมระหว่างเซลคอมและดิจิ ทั้งนี้เพราะรัฐบาลมาเลเซียต้องการให้ประเทศมีบริษัทโทรคมนาคมที่แข็งแกร่งเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ประเทศเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนในด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอีกด้วย และที่สำคัญคือปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่วิกฤติการณ์ด้านการเงิน โดยไอเอ็มเอฟ ผู้นำจากอังค์ถัด องค์การการค้าโลก สถาบันการเงิน นักวิชาการชั้นนำของโลก ต่างออกมาเตือนว่า โลกกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจที่ท้าทายที่สุด นับแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ผนวกกับการก่อตัวของ Perfect Storm ทางเศรษฐกิจ ซึ่งธนาคารโลกประเมินว่า โลกจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เหมือนที่เคยเกิดในวิกฤติเศรษฐกิจยุค 70 พร้อมกับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น หลายประเทศมีแนวโน้มจะเผชิญสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่ FED ของอเมริกาออกมาตรการดูดซับเงินและทำให้เกิดกระแสดอกเบี้ยขาขึ้น ประเทศต่าง ๆ ต้องเร่งดึงเงินทุนให้ไหลเข้า ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกพร้อมซื้อบอนด์ของบริษัทเอกชนที่แข็งแกร่ง ด้วยเหตุนี้มาเลเซียจึงเร่งให้เกิดการลงทุนเพิ่มในประเทศ โดยอนุมัติการควบรวมกิจการโทรคมนาคมของบริษัทอันดับ 2 และ 3 ให้ก้าวมาเป็นอันดับ 1 เพื่อเกิดการแข่งขันมากขึ้น  ขณะที่การควบรวมทรูและดีแทคบริษัทโทรคมนาคมอันดับ 2 และ 3 ในไทยยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. โดยทรูและดีแทคได้ทำการยื่นรายงานต่อ กสทช. เพื่อแจ้งความประสงค์ที่จะควบรวมธุรกิจก่อตั้งบริษัทฯ ใหม่ร่วมกันไปตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2565 ที่ผ่านมา

“ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างเร่งปรับตัว เร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นการลงทุน เพื่อรีบกระโดดเข้าสู่กระแสแห่งเทคโนโลยีดิจิทัลในจังหวะเดียวกับโลกที่หมุนอยู่ หันมามองบ้านเรา ที่วันนี้ถูกแซงและทิ้งห่างออกไปเรื่อย ๆ จากความล่าช้าในการตัดสินใจของผู้กำกับดูแลภาครัฐที่ยังไม่ปรับตัว เพื่อรับกระแสโลก ยื้อยุดไม่ปล่อยให้บริษัทโทรคมนาคมของไทยรวมตัวกันโดยเร็ว เพื่อเร่งสร้างการลงทุน ทำให้เรากลายเป็นประเทศที่ล้าหลัง แข่งกับใครไม่ได้ แม้แต่แข่งกันเองในประเทศ”

การรวมกิจการของเอเชียต้าและดิจิ จะทำให้เกิดบริษัทใหม่ที่มีความพร้อมสำหรับการลงทุนขยายเครือข่าย เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในส่วนของการรับส่งข้อมูลและการเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัล รวมถึงความพร้อมในการขับเคลื่อนโซลูชั่น 5G ที่จะกระตุ้นโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ สำหรับองค์กรขนาดใหญ่และ SMEs ตลอดจนดึงดูดและจับมือเป็นพันธมิตรกับยักษ์ใหญ่ด้านดิจิทัลในระดับโลก ในการสนับสนุนแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลระดับชาติ หรือ JENDELA และโครงการ MyDigital ของมาเลเซีย

 บริษัทใหม่ดังกล่าวจะสร้างพลังทวีคูณจากการประหยัดขนาด (economies of scale) เพื่อให้ประโยชน์แก่ลูกค้าผ่านช่องทางจัดจำหน่ายหลักที่แข็งแกร่งขึ้น การให้บริการเครือข่ายที่ดีขึ้น และประสิทธิภาพที่ได้จากกิจกรรมการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ซึ่งตอกย้ำความมั่นใจได้จากแผนการลงทุนสูงถึง 250 ล้านริงกิต ในระยะเวลา 5 ปี เพื่อสร้างศูนย์นวัตกรรมระดับโลกในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ให้มาเลเซียก้าวไปอยู่ในระดับแถวหน้าด้านวิวัฒนาการดิจิทัลระดับโลกและมีบทบาทสำคัญในการเดินหน้างานวิจัยและการพัฒนาให้ครอบคลุมมากขึ้น ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G, AI และ IOT นอกเหนือจากการกระตุ้นและบ่มเพาะบุคลากรบนฐานความรู้ที่สอดคล้องกับปณิธานด้านดิจิทัลของมาเลเซียแล้ว สตาร์ทอัพด้านดิจิทัลในประเทศจะสามารถใช้ประโยชน์จากฐานดังกล่าว เพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตนได้แบบก้าวกระโดดด้วย

 การผนึกกำลังกันของผู้ให้บริการโทรคมนาคมเบอร์ต้น ๆ ของมาเลเซียครั้งนี้ จึงเป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสองบริษัท ทั้งในด้านขนาด ประสบการณ์ เครือข่าย และความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม ซึ่งจะเร่งผลักดันการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมดิจิทัลของมาเลเซียในตลาดภูมิภาค ผ่านเครือข่ายดิจิทัลที่แข็งแกร่ง มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และความพร้อมในการนำเสนอบริการ นวัตกรรม และโซลูชันล้ำสมัยใหม่ ๆ ที่สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่มีเพิ่มขึ้นทุกวัน ทั้งในประเทศและภูมิภาค จึงเป็นอีกหนึ่งคู่แข่งที่มีศักยภาพของไทย ถือเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับประเทศไทย

ดังนั้นจะเห็นว่า การรั้งหน่วงการควบรวมกิจการของไทยจะยิ่งทำให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศไทยอ่อนแอลง รวมถึงขาดความน่าสนใจที่จะดึงดูดนักลงทุน ทั้งยังสร้างความไม่มั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ ต่อการกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐอย่างกสทช. ที่ขาดความชัดเจน รวดเร็ว และเข้มแข็ง ซึ่งต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย สิงค์โปร์ หรืออินโดนีเซีย ที่ให้การสนับสนุนนักลงทุนอย่างเต็มกำลัง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ไปต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การขยับตัวของมาเลเซียวันนี้น่าจะเป็นตัวอย่างและบทพิสูจน์ที่ดีให้กับผู้กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมของไทย ให้เร่งปรับตัว เปลี่ยนแปลง มองไปข้างหน้า กล้าตัดสินใจ เพื่อให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องของไทยได้วิ่งเข้าสู่กระแสเทคโนโลยีดิจิทัลของโลกได้ทัน เพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ ไม่ทิ้งไว้เพียงประวัติศาสตร์ก้าวที่พลาดของผู้กำกับดูแลเหมือนในอดีตจากหลายเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการล้มประมูลคลื่น 3G ที่ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ตลาด 3G ได้ล่าช้ากว่าทั้งโลก และกรณีทีวีดิจิทัล ที่ยึดติดกับความต้องการเพียงว่าให้มีผู้เล่นจำนวนมาก จนทำให้ผู้ประกอบการหลายสิบรายต้องตายจากอุตสาหกรรม ทิ้งไว้เพียงร่องรอยความบอบช้ำที่ไม่มีใครช่วยเยียวยา และกล่องทีวีที่ไร้ค่า เป็นเครื่องเตือนใจการทำงานที่ล้มเหลวและตำนานด้านมืดของผู้กำกับดูแลอุตสาหกรรมสื่อและโทรคมนาคมของไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทรู ดีแทค เร่ง กสทช. รักษากรอบเวลา อุตสาหกรรมต้องปรับตัวพร้อมรับความท้าทายตลาดที่เปลี่ยนไป จากการลงทุนและต้นทุนที่สูงขึ้น

ทรู เพิ่มทางเลือกนักลงทุน เตรียมออกหุ้นกู้ 5ชุด ชูดอกเบี้ย 3.00–4.90% ต่อปี

DTN ปิดการขายหุ้นกู้มูลค่ารวมกว่า 9,870 ล้านบาท สำเร็จตามเป้า

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ประเทศไทยต้องสร้าง“อธิปไตยทางเทคโนโลยี” เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันวิเคราะห์ควบรวมกิจการทรูดีแทคสู่ความแข็งแกร่ง

ลึกแต่ไม่ลับ“กัลฟ์”ขยับยุทธศาสตร์บันได3ขั้น ดันAIS ครองตลาดสื่อสารเบ็ดเสร็จ หลังล่าสุดประกาศซื้อกิจการ 3BB ด้วยวิศวกรรมการเงิน

จับตา“สภาองค์กรผู้บริโภค”เตรียมกดดันกสทช. กรณี‘เอไอเอส’กินรวบ คลื่น 700 หวั่นผูกขาด และตัดตอนเอ็นทีจากการแข่งขัน โทรคมนาคมไทย

Political News