mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

Hyper-Personalization...กระแสเทคโนโลยีสำคัญปี2562

ประเด็นสำคัญ

  • -หนึ่งแนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจในช่วงปี 2562 คือ Hyper-Personalization ซึ่งเป็นการนำข้อมูลส่วนบุคคลเชิง Big Data มาประยุกต์ใช้ในการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่มีความเฉพาะในแต่ละบุคคล ในมิติที่มากกว่าที่เคยทำได้ในอดีต

        -Hyper-Personalization มีศักยภาพที่จะยกระดับการบริการในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร อุตสาหกรรมการคมนาคม ไปจนถึงอุตสาหกรรมสุขภาพ

  • -แต่ กระแสดังกล่าวยังคงมีประเด็นภาคปฏิบัติ เช่น การคัดเลือกตัวแปรข้อมูลเพื่อการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค การจัดการด้านคุณภาพของข้อมูล จนถึงประเด็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของผู้บริโภค ซึ่งผู้ประกอบการที่ต้องการจะนำเทคโนโลยีนี้มาประยุกต์ใช้ต้องพิจารณาให้ดี

Hyper-Personalization คืออะไร? แตกต่างจาก Personalization อย่างไร?

           ในเชิงศัพท์การตลาด Personalization นั้น มีความแตกต่างจาก Customization ที่สำคัญคือ Customization จะเป็นการปรับสินค้าหรือการบริการตามความต้องการของผู้บริโภค ที่สอดคล้องกับรายละเอียดที่ผู้บริโภคระบุไว้ด้วยตนเอง ขณะที่ Personalization คือ การที่ผู้ประกอบการคาดเดาความต้องการของผู้บริโภค และปรับสินค้าหรือการบริการของตนตามการคาดการณ์ดังกล่าว โดยที่ผู้บริโภคไม่ต้องลงแรงป้อนข้อมูลให้ผู้ประกอบการ

           เมื่อเทียบกับ Personalization แล้ว ความแตกต่างของ Hyper-Personalization คือ การนำข้อมูล Big Data มาใช้ในการคาดเดาความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งส่วนหนึ่งจะหมายความว่า ข้อมูลที่นำมาใช้จะมีบางส่วนที่เป็นข้อมูลล่าสุดจาก ณ ปัจจุบัน (Real-Time Data) มีแหล่งที่มาหลากหลาย และมีปริมาณมากกว่ากรณี Personalization ทั่วไป ซึ่งทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับนิยามของ Big Data ซึ่งต้องมี Velocity Variety และ Volume ในระดับที่มากกว่าข้อมูลทั่วไป

           ปริมาณข้อมูลทั่วโลกมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอนาคต ซึ่งทั้งหมดนี้มาจากสองปัจจัยหลัก อย่างแรกคือ การเติบโตของ Social Media ซึ่งเปลี่ยนพฤติกรรมประชากรให้มีการสร้างข้อมูลเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายเครือข่ายระบบอินเตอร์เน็ตและอุปกรณ์ที่เชื่อมเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ต (Internet of Things)  ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มปริมาณข้อมูล

           ทั้งสองปัจจัยนี้ จะช่วยผลักดันให้ปริมาณข้อมูลที่ถูกผลิตขึ้นทั่วโลกมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอนาคตอันใกล้ โดยทางบริษัทวิจัยการตลาด IDC ประเมินว่า ปริมาณข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้น/บันทึก/คัดลอกโดยเฉลี่ยในแต่ละปีทั่วโลก (Annual Size of Global Datasphere) จะเพิ่มจาก 33 zettabyte ในปี 2561 ขึ้นไปถึง 175 zettabyte ภายใน 2568 หรือมากกว่าห้าเท่าของปริมาณปัจจุบันภายในหกปีข้างหน้า

           นอกจากปริมาณที่เพิ่มขึ้นแล้ว ความหลากหลายของอุปกรณ์และช่องทางเก็บข้อมูลจะทำให้ข้อมูลมีความหลากหลายมากขึ้น (Variety) ในขณะที่แนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีในช่วงสองสามปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นกระแสความสนใจใน Edge Computing ซึ่งคือการวางระบบวิเคราะห์ข้อมูลใกล้จุดกำเนิดข้อมูล หรือ การวางระบบ 5G ต่างจะทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลชนิด Real-Time ทำได้ง่ายขึ้น ทำให้เห็นได้ว่า แนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ตอบรับเทคโนโลยีใหม่ ช่วยสนับสนุนเทรนด์หรือโมเดลธุรกิจ Hyper-Personalization ให้เกิดและแพร่หลายมากขึ้นในจังหวะนี้

           การนำข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภคมาประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถยกระดับการบริการของตนให้ตอบโจทย์เฉพาะตัวผู้บริโภคมากขึ้น

ข้อมูลที่เพิ่มขึ้น เป็นโอกาสให้บริษัทที่สามารถประยุกต์ใช้ Big Data อย่างมีประสิทธิภาพสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ของตนอย่างเจาะจงยิ่งขึ้น ให้บริการกลุ่มลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพให้การบริการของตน โดยมีอุตสาหกรรมการตลาดและการโฆษณา อุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร และอุตสาหกรรมการแพทย์ เป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ในภาคปฏิบัติที่จะมีความชัดเจนมากขึ้นในอนาคต

การตลาดชนิด Hyper-Personalization จะรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคจากหลายแหล่งข้อมูล รวมถึง Social Media และพิจารณาถึงข้อมูลเชิงบริบท (Contextual Data) ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถปรับโฆษณาให้เหมาะสมกับผู้บริโภคได้กว่าการใช้เพียงข้อมูลประวิติการซื้อผลิตภัณฑ์บนเว็บไซต์เช่นเมื่อก่อน เช่น บริษัทโฆษณาอาจดูว่าผู้บริโภคใช้โทรศัพท์ระบบ Android หรือ iPhone ในการเยี่ยมชมเว็บไซต์ และแสดงกลุ่มสินค้าที่ราคาสูงกว่าให้ผู้บริโภคที่ใช้ iPhone เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มนี้ มักจะมีรายได้สูงกว่า  อีกหนึ่งตัวอย่างคือ บริษัท Netflix ที่ใช้ข้อมูล Big Data ของพฤติกรรมผู้ชมที่บ้าน ตั้งแต่อุปกรณ์ที่ผู้ชมใช้ดูรายการ จนถึงว่าผู้ดูกรอรายการตอนไหน  เป็นตัวช่วยในทั้งการแนะนำรายการอื่น และในการสร้างรายการใหม่ โดยจากรายการทั้งหมดที่ได้รับการชมบน Netlix เมื่อต้นปี 2561 นั้น 80% เป็นรายการที่ AI ของระบบเสนอให้ผู้ชม  ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์อย่างเจาะจงยิ่งขึ้น ด้วยแนวทาง Hyper-Personalization

สำหรับอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร สถาบันการเงินสามารถใช้ข้อมูล Social Media ในการคำนวณคะแนนเครดิต เพื่อให้บริการสินเชื่อกับกลุ่มประชากรที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการสินเชื่อผ่านช่องทางดั้งเดิมได้ เพราะขาดประวัติการทำงานเป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Lenddo ซึ่งเริ่มให้บริการสินเชื่อโดยใช้ Social Data ตั้งแต่ปี 2554 แต่การเข้าถึง Social Media ที่มากขึ้น บวกกับเทคโนโลยี AI/Machine Learning ที่พัฒนาขึ้น ได้ทำให้ช่องทางการให้บริการสินเชื่อดังกล่าวได้รับความสนใจมากขึ้นจากผู้ประกอบการธุรกิจการเงินการธนาคารดั้งเดิม จนในปัจจุบัน Lenddo ได้ขยายกิจการและมีข้อตกลงแบ่งข้อมูล Credit Score กับสถาบันการเงินถึง 15 ประเทศ  หนึ่งในนั้นคือ ประเทศอินเดีย ซึ่งทาง Lenddo ร่วมมือกับบริษัทประเมินคะแนนเครดิต FICO สร้างดัชนี FICO Score X ซึ่งทางบริษัทประเมินว่า จะเปิดโอกาสเข้าถึงสินเชื่อให้กับประชากรถึง 350 ล้านคน หรือ 27% ของประชากรทั้งหมดในประเทศ  ซึ่งสะท้อนการที่ Hyper-Personalization สามารถเปิดช่องทางให้บริการกลุ่มลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น

           ท้ายสุด สำหรับการแพทย์ชนิด Hyper-Personalization นั้น แขนงหนึ่งคือ Precision Medicine หรือการประยุกต์ใช้ข้อมูลระดับดีเอ็นเอและพันธุกรรมของผู้ป่วยในการออกแบบการรักษา เช่น ในการจ่ายชนิดและปริมาณยา  ในขณะที่อีกมิติหนึ่งจะเป็นการดูแลสุขภาพทั่วไป ซึ่งผู้ประกอบการที่จะให้บริการอย่างที่สอง ไม่ได้จำกัดอยู่ที่โรงพยาบาลและแพทย์ แต่รวมไปถึงยักษ์ใหญ่ในวงการอื่นที่มีฐานข้อมูลมาก ยกตัวอย่างเช่น บริษัท  Amazon ซึ่งได้จดสิทธิบัตรเทคโนโลยีซึ่งจะทำให้ Alexa ระบบสมองกลที่ควบคุมด้วยเสียงของบริษัท สามารถตรวจจับความผิดปกติในน้ำเสียงผู้ใช้ได้ เพื่อที่จะส่งสัญญาณเตือนว่าผู้ใช้ Alexa อาจมีอาการไม่สบาย  ซึ่งจากกรณีนี้จะเห็นได้ว่า นอกจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในแต่ละอุตสาหกรรมยกระดับการบริการของตนแล้ว ในบางกรณี การมาของกระแส Hyper-Personalization อาจยกระดับการแข่งขันจากภายนอกอีกด้วย

           Hyper-personalization มีศักยภาพที่จะเพิ่มกำไรให้ผู้ประกอบการ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น และประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ยกตวอย่างเช่น ในกรณีสินเชื่อซึ่งมีทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์พบว่า  การใช้ข้อมูล Facebook ของผู้กู้ยืมเข้าช่วย ทำให้การประเมินแนวโน้มการชำระหนี้ของผู้กู้ยืมแม่นยำขึ้นถึง 18% แต่นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังจะได้ประโยชน์ทางอ้อม จากการที่ผู้บริโภคจะมีความภักดีกับผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการ (Brand Loyalty) มากขึ้นอีกด้วย ยกตัวอย่างในกรณี Netlix ซึ่งทางบริษัทประเมินว่า การที่ระบบสามารถเดาใจผู้ชมได้ ช่วยให้ผู้บริโภคมีความจงรักภักดีต่อบริษัท ซึ่งเมื่อเทียบเป็นมูลค่าการตลาดในการดึงผู้บริโภคไว้แล้ว มีมูลค่าถึง 1 พันล้านดอลลาร์ฯต่อปี

           แม้ปริมาณข้อมูลที่เติบโตอย่างต่อเนื่องจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการยกระดับการบริการของตนได้ แนวทางพัฒนาดังกล่าวยังคงมีประเด็นภาคปฏิบัติอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นความซับซ้อนในการคัดเลือกตัวแปรข้อมูลเพื่อการคาดเดาพฤติกรรมผู้บริโภค ประเด็นด้านคุณภาพของข้อมูล จนถึงประเด็นสิทธิส่วนบุคคลของผู้บริโภค ซึ่งแต่ละประเด็นต่างเป็นโจทย์สำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการใช้ประโยชน์อย่างจริงจังในอนาคต

สำหรับประเด็นแรก การคัดเลือกตัวแปรข้อมูลที่เหมาะสมสำหรับการคาดเดาพฤติกรรมผู้บริโภค มักมีความซับซ้อนไม่น้อย และในหลายกรณีอาจสวนทางกับสัญชาตญาณของผู้ประกอบการ ยกตัวอย่าง ในกรณีการใช้ข้อมูล Facebook เป็นเครื่องมือในการคาดเดาพฤติกรรมผู้บริโภค ทีมงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้พบว่า แทนที่จะใช้ข้อมูลคุณลักษณะกลุ่มเพื่อนโดยตรง กลุ่มเพื่อนของเพื่อนของบุคคลหนึ่งต่างหาก ที่จะช่วยบ่งชี้แนวโน้มพฤติกรรมหรือสถานะของผู้บริโภคได้อย่างดี เช่นในการคาดเดาเพศของคนๆหนึ่ง หากใช้เพศของเพื่อนของเพื่อนของบุคคลนั้นเป็นตัวช่วย จะให้อัตราที่แม่นยำสูงกว่าการดูเพศของเพื่อนของบุคคลดังกล่าว  ในเชิงภาคปฏิบัติ หนึ่งวิธีที่ผู้ประกอบการสามารถคัดเลือกตัวแปรที่มีประโยชน์ได้คือ การใช้ขั้นตอน Machine Learning ไม่ว่าจะด้วยตนเองหรือโดยการว่าจ้างบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลก็ตาม แต่ทั้งสองช่องทางก็ต่างมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำหรับเอสเอ็มอี

 อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวโยงกับประเด็นความซับซ้อนในการวิเคราะห์ข้อมูล คือการที่ประเทศไทยขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะในการทำการวิเคราะห์ข้อมูลในระดับสูง (Data Analytics) ซึ่งเห็นได้จากแบบสอบถามปี 2560 จาก IMC Institute ที่พบว่า มีเพียง ร้อยละ 5.5 ของบุคลากรเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ในประเทศไทยที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในโปรแกรม AI/Big Data ซึ่งหากผู้ประกอบการไทยรายใดต้องการที่จะหาช่องทางประยุกต์ใช้ข้อมูลตามกระแสเทคโนโลยีทั่วโลก ก็คงต้องเริ่มด้วยการเฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถเหมาะสม ซึ่งอาจต้องมีการเตรียมงบประมาณด้านบุคลากรไว้ให้เพียงพอ

 นอกจากนี้ ยังคงมีประเด็น ปัญหาด้านคุณภาพของข้อมูล มีหลายสาเหตุที่อาจทำให้ข้อมูลผู้บริโภคที่ผู้ประกอบการได้รับมีความผิดพลาด อาทิ การให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ข้อจำกัดในการอัพเดทข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทาง IBM ก็ได้พบว่า  1 ใน 3 ของผู้นำองค์กรใหญ่ในประเทศสหรัฐฯไม่ไว้ใจว่าข้อมูลที่ตนได้รับนั้นถูกต้อง และต้นทุนในการจัดการปรับปรุงหรือแก้ไขข้อมูลทั้งหมดสำหรับประเทศสหรัฐฯ ตกอยู่ที่ 3.1 ล้านล้านดอลลาร์ฯ/ปี ดั้งนั้นจึงกลายเป็นอีกต้นทุนในการจัดการเพื่อให้ข้อมูลเอื้อกับการวิเคราะห์ที่ถูกต้องและแม่นยำอย่างแท้จริง

 ท้ายสุด ประเด็นสิทธิส่วนบุคคลในข้อมูลของผู้บริโภคเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ การที่ผู้ประกอบการหรือบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลจะนำข้อมูลผู้บริโภคไปใช้ ย่อมควรต้องมีการยินยอมจากผู้บริโภคเสียก่อน แต่เงื่อนไขการใช้ข้อมูล การเก็บรักษาข้อมูล แม้กระทั่งขั้นตอนการขอความยินยอม ประเด็นเหล่านี้ล้วนแต่ต้องได้รับการพิจารณาโดยทางการผู้กำกับดูแลและตัวผู้บริโภคเอง เพื่อที่จะให้มีความสมดุลระหว่างผลประโยชน์เชิงประสิทธิภาพและสิทธิส่วนบุคคลของผู้บริโภค ทั้งนี้ ในปัจจุบัน รัฐบาลหลายประเทศได้ตระหนักถึงประเด็นดังกล่าว และหนึ่งมาตรการรับมือสำคัญที่ออกมาก็คือ กฎเกณฑ์ GDPR (General Data Protection Regulation) จากสหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 ในขณะที่ประเทศไทยก็มีร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาทางกฎหมาย

จากทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่า Hyper-Personalization จะเป็นกระแสสำคัญในปี 2562 ทางผู้ประกอบการที่ไม่ต้องการเสียโอกาสทางธุรกิจควรเตรียมการให้ดี ทั้งในการจัดแบ่งงบประมาณสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล การหาและพัฒนาบุคลากรที่จำเป็นสำหรับมิติใหม่ของการแข่งขัน รวมถึงการเตรียมการรับมือการเริ่มบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกฎเกณฑ์อื่นๆที่อาจตามมาอีกด้วย ทั้งหมดนี้ คงทำให้ปี 2562 เป็นปีที่น่าจับตามอง ซึ่งจะมากไปด้วยโอกาสที่มาพร้อมกับความท้าทายในมิติใหม่สำหรับผู้ประกอบการไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News