สมาคมประกันชีวิตไทย เผยธุรกิจประกันชีวิตปี 68 โตสวนกระแส 3.45% กวาดเบี้ย 6.7 แสนล้าน ปักธงปี 69 โตต่อรับเทรนด์สุขภาพ-สังคมสูงวัย
นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในปี 2568 (ม.ค.-ธ.ค.) ว่า อุตสาหกรรมยังคงรักษาเสถียรภาพการเติบโตได้ดี โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวม (Total Premium) อยู่ที่ 676,505 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.45 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ 190,886 ล้านบาท (โต 3.60%) และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป 485,619 ล้านบาท (โต 3.40%) ซึ่งสะท้อนความมั่นคงด้วยอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ที่สูงถึงร้อยละ 82
เจาะลึกเทรนด์สินค้าขายดี: "สุขภาพ-ควบการลงทุน" มาแรง
ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตในปีที่ผ่านมา มาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพและการเงินมากขึ้นอย่างชัดเจน:
- ประกันสุขภาพ (Health): เติบโตโดดเด่นถึงร้อยละ 11.70 (สัดส่วน 17.16%)
- ประกันควบการลงทุน (Investment Link): เติบโตสูงถึงร้อยละ 15.75 (สัดส่วน 6.12%) เนื่องจากนักลงทุนมองหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น
- ประกันบำนาญ: เติบโตร้อยละ 9.14 ตอบรับการวางแผนเกษียณอายุ
- ช่องทางดิจิทัลพุ่งกระฉูด: แม้สัดส่วนยังน้อย แต่มีอัตราการเติบโตสูงถึงร้อยละ 72.45 สะท้อนการปรับตัวสู่ยุค InsurTech ในขณะที่ช่องทางตัวแทน (Agency) ยังคงเป็นแชมป์ส่วนแบ่งตลาดสูงสุดที่ร้อยละ 52.05
มองข้ามช็อตปี 69: คาดโตต่อเนื่อง 2.50 - 3.50%
สำหรับทิศทางปี 2569 สมาคมฯ ประเมินว่าธุรกิจประกันชีวิตจะยังคงเติบโตต่อเนื่องในกรอบร้อยละ 2.50 - 3.50 โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่:
- Medical Inflation: อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่คาดว่าจะสูงถึงร้อยละ 10.8 ในปี 2569 (ข้อมูลจาก WTW) กดดันให้ประชาชนต้องทำประกันเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย
- Super-Aged Society: การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปี 2572 กระตุ้นดีมานด์ประกันบำนาญและการออมระยะยาว
- เทคโนโลยีและนวัตกรรม: การนำ Big Data และ AI มาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล (Personalization)
จับตาความเสี่ยง: เศรษฐกิจโลก-มาตรฐานบัญชีใหม่
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังต้องระมัดระวังปัจจัยท้าทายรอบด้าน ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาหนี้ครัวเรือน ภาวะเงินเฟ้อ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk) รวมถึงการปรับตัวตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 17 (TFRS 17) ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อต้นปี 2568
ฐานะการเงินแกร่ง ดัน ESG สู่ความยั่งยืน
นายกสมาคมฯ ทิ้งท้ายถึงความเชื่อมั่นว่า ธุรกิจประกันชีวิตไทยมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งมาก โดยมีอัตราส่วนความพอเพียงของเงินกองทุน (CAR Ratio) อยู่ที่ร้อยละ 442.41 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด พร้อมเดินหน้ายุทธศาสตร์ความยั่งยืน (ESG) บูรณาการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เข้าสู่กระบวนการดำเนินงาน เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวและเป็นหลักประกันที่มั่นคงให้กับคนไทย