-สู่กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยภายใต้แนวคิด ESG
กรมสรรพสามิตก้าวสู่ปีที่ 94 ปรับบทบาทจากผู้จัดเก็บภาษีสู่ “ผู้สร้างแรงสนับสนุน” ใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างสมดุลและยั่งยืน
ดร. พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ในวันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2569)กรมสรรพสามิตก้าวเข้าสู่ปีที่ 94 อย่างมั่นคงและภาคภูมิใจ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตได้พัฒนาบทบาทและภารกิจอย่างต่อเนื่อง จากหน่วยงานที่มุ่งจัดเก็บภาษีสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพหรือสังคม เช่น สุราและยาสูบ สู่การเป็นหน่วยงานสำคัญที่ใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว เสริมสร้างความมั่นคงทางการคลัง และสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ
ที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตได้ดำเนินมาตรการภาษีที่สำคัญหลายประการ อาทิ การปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันลิตรละ 1 บาท เพื่อให้การจัดเก็บภาษีสอดคล้องกับต้นทุนด้านพลังงานและเสริมเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ ควบคู่กับการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อยกระดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว นอกจากนี้ ยังได้ขยายเวลาการปรับลดอัตราภาษีกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจจากร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 5 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว รวมถึงการปรับปรุงหลักเกณฑ์การผลิตสุรา เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและสุราชุมชน เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก
อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวต่อว่า ในปี พ.ศ. 2569 กรมสรรพสามิตยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายภายใต้กรอบ ESG (Environmental, Social, and Governance) อย่างต่อเนื่อง โดยปรับบทบาทจาก “ผู้จัดเก็บภาษี” สู่การเป็น “ผู้สร้างแรงสนับสนุน” ให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม ผ่านมาตรการภาษีที่ส่งเสริมสังคมคาร์บอนต่ำ สนับสนุนพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจหมุนเวียน ให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนผ่านการกำกับดูแลสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ตลอดจนการยกระดับความโปร่งใส ด้วยการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการทุกระดับ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว กรมสรรพสามิตได้ยึดกลยุทธ์ “Excise Exercise” เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินงาน พร้อมเตรียมมาตรการภาษีในอนาคต อาทิ การขยายฐานภาษีสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) การขยายฐานภาษีสินค้าหรือบริการที่ฟุ่มเฟือยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) และเชื้อเพลิงชีวภาพ การจัดเก็บภาษีความเค็มเพื่อลดปัญหาสุขภาพจากการบริโภคโซเดียมเกินความจำเป็น การปรับโครงสร้างภาษีแบตเตอรี่โดยคำนึงถึงวงจรชีวิตการใช้งานและประสิทธิภาพการให้พลังงาน ตลอดจนการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ซิกาแรตให้เป็นระบบอัตราเดียว นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตยังได้ยกระดับการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายสรรพสามิตอย่างจริงจัง ด้วยการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างระบบภาษีที่เป็นธรรม โปร่งใส และได้รับความเชื่อมั่นจากสังคม
อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวทิ้งท้ายว่า ในโอกาสครบรอบ 94 ปี กรมสรรพสามิตมุ่งมั่นพัฒนาระบบภาษีสรรพสามิตให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล พร้อมสนับสนุนการปรับตัวของทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการคลัง ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และนำพาประเทศไทยไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว