mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

ธนาคารกสิกรไทย แจ้งผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2568 กำไร 39,287 ล้านบาท

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2568 มีทิศทางชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี โดยได้รับแรงกดดันจากการส่งออกที่ลดลงซึ่งเป็นผลจากมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ และการอ่อนแรงของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวต่อเนื่องจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง สำหรับช่วงเวลาที่เหลือของปี 2568 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำกว่าช่วงที่ผ่านมา โดยปัจจัยสำคัญยังคงมาจากการปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ บรรยากาศการลงทุนภาคเอกชนที่ยังซบเซา รวมถึงโจทย์ท้าทายของภาคการท่องเที่ยวจากภาวะการแข่งขันและประเด็นความเชื่อมั่น ซึ่งทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวหลักยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ นอกจากนี้ คาดว่าเม็ดเงินของมาตรการกระตุ้นภาครัฐมีจำกัด และผลของมาตรการอาจเกิดขึ้นได้เพียงบางส่วนภายในปีนี้ ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลกอาจเผชิญกับความไม่แน่นอนและความท้าทายหลายด้านต่อเนื่องในปี 2569

ท่ามกลางความท้าทายของปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ ธนาคารกสิกรไทยและบริษัทย่อยยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ ผ่านการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ 3+1 และการจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายซึ่งรวมถึง ผู้ฝากเงิน ผู้ลงทุน ลูกค้าบุคคล ลูกค้าธุรกิจ และส่งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น ตลอดจนสนับสนุนภาครัฐอย่างเต็มที่ในการดูแลช่วยเหลือลูกค้า ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง

ผลการดำเนินงานสำหรับงวด 9 เดือน ปี 2568 เปรียบเทียบกับงวด 9 เดือน ปี 2567 ที่ปรับปรุงใหม่ ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้มีจำนวน 85,127 ล้านบาท ลดลงจำนวน 2,456 ล้านบาท หรือ 2.80% เป็นผลจากการลดลงของรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 104,239 ล้านบาท ลดลงจำนวน 7,768 ล้านบาท หรือ 6.94% ตามภาวะอัตราดอกเบี้ย ซึ่งรวมทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นทางการเงินมากขึ้น และการลดลงของเงินให้สินเชื่อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin : NIM) ลดลงอยู่ที่ระดับ 3.31% อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 42,709 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 5,178 ล้านบาท หรือ 13.80% หลัก ๆ จาก 1) รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เติบโตจากการให้บริการที่สามารถตอบโจทย์ได้ตรงความต้องการของลูกค้า ประกอบกับภาวะตลาดที่ปรับตัวดีขึ้น 2) กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และ 3) รายได้จากการลงทุนในภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 61,821 ล้านบาท ลดลงจำนวน 134 ล้านบาท หรือ 0.22% จากการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 42.07% นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss : ECL) จำนวน 30,047 ล้านบาท ลดลงจำนวน 4,962 ล้านบาท หรือ 14.17% โดยยังคงเป็นสำรองฯ ที่ตั้งตามหลักความระมัดระวังอย่างรอบคอบตามที่ได้ปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระดับสำรองฯ มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์และภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนและยังคงเผชิญกับความท้าทาย ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารสำหรับงวด 9 เดือน ปี 2568 มีจำนวน 39,287 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจำนวน 452 ล้านบาท หรือ 1.16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2568 เปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้จำนวน 28,280 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจำนวน 484 ล้านบาท หรือ 1.74% หลัก ๆ จากรายได้จากการดำเนินงานสุทธิที่มีจำนวน 49,246 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 647 ล้านบาท หรือ 1.33% ส่วนใหญ่เป็นผลจากการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิจากการบริหารจัดการกองทุนที่สามารถตอบโจทย์ตามความต้องการของลูกค้า และรายได้จากการลงทุนต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 34,158 ล้านบาท ลดลงจำนวน 497 ล้านบาท หรือ 1.43% จากไตรมาสก่อน สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 20,966 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจำนวน 163 ล้านบาท หรือ 0.78% และใกล้เคียงกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แม้ว่ามีค่าใช้จ่ายโครงการพิเศษในการดูแลพนักงานเพิ่มเติม โดยธนาคารและบริษัทย่อยมีมาตรการในการจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 42.57% ลดลงจากไตรมาสก่อนที่อยู่ในระดับ 42.81% นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องจำนวน 10,179 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 129 ล้านบาท หรือ 1.29% จากไตรมาสก่อน เพื่อให้สำรองฯ อยู่ในระดับที่เหมาะสม รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง และสถานการณ์ในอนาคตยังคงเผชิญความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารในไตรมาส 3 ปี 2568 จึงมีจำนวน 13,007 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจำนวน 519 ล้านบาท หรือ 4.16%

ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 4,436,648 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 95,694 ล้านบาท หรือ 2.20% เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ที่ปรับปรุงใหม่ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนสุทธิ ซึ่งเป็นการลงทุนตามการคาดการณ์ภาวะตลาดและทิศทางอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม เงินให้สินเชื่อสุทธิลดลง เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ โดยธนาคารยังคงมุ่งเน้นการขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ ให้ความสำคัญกับคุณภาพสินทรัพย์ และการเพิ่มผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงให้เหมาะสม ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ระดับ 3.19% ซึ่งยังคงต้องดำเนินการติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 166.43% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 21.60%

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News