พระครูรัตนปัญญาวิเทศ เจ้าอาวาสวัดรัตนปัญญา เมืองวิลโดมาร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมิริกา และเลขาธิการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ออกแถลงการณ์ โต้ ส.ส.อภิปรายดูหมิ่นพระพุทธศาสนา มีใจความว่า
พี่น้องชาวพุทธทั้งหลาย
มี ส.ส. พรรคประชาชน ชื่อว่า นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกุล เป็น ส.ส.นนทบุรี ได้อภิปรายในสภาอันทรงเกียรติ โดยไม่ให้เกียรติต่อพี่น้องชาวพุทธ โดยพูดเอามันเข้าไว้ว่า
“ทำไม พระสงฆ์มันจะต้องมีทั้งขวัญและกำลังใจในการทำงานด้วยเหรอครับ ผมก็งงครับ เพื่อเดินทางไปสักการะสังเวชนียสถานในประเทศอินเดียและเนปาล คือสถานที่พระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา แล้วก็ปรินิพพาน ซึ่งเป็นการใช้งบประมาณที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับผู้ได้ประโยชน์ ไปทั้งหมด 100 รูป ตก รูป ละ 50,000 บาท ไปทำอะไรครับท่านประธาน ? แล้วเค้าก็พูดแบบตกใจว่า “ไปกราบครับท่านประธาน”
ท่านอยู่ประเทศไทยท่านให้คนอื่นเขากราบไหว้ ขอไปประเทศอื่น ท่านกลับไปกราบอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งอาจจะอยู่ในหลักการของศาสนาพุทธนะครับ
“เป็นที่น่าเสียใจยิ่ง ที่ถ้อยคำอภิปรายของส.ส.นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกุล พรรคประชาชน ในสภาผู้แทนราษฎร ได้แสดงออกถึงความไม่เข้าใจและขาดความเคารพต่อพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเคารพนับถือ
การเดินทางไปสักการะสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่งในอินเดียและเนปาล ไม่ใช่เพียงการ “ไปกราบ” ตามที่ท่านกล่าวอย่างดูแคลน แต่เป็นการเดินทางไป ต้นกำเนิดแห่งพระพุทธศาสนา เพื่อให้พระสงฆ์ได้ซึมซับแรงบันดาลใจ ได้ขวัญและกำลังใจในการธำรงพระศาสนา และกลับมาสั่งสอนพุทธศาสนิกชนให้ดำรงอยู่ในศีลธรรมอันดีงามต่อไป
พระสงฆ์บางรูปไปแล้วได้พลังแห่งการมีชีวิต เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขของมวลมนุษยชาติ เช่นหลวงพ่อปัญญานันทะ ท่านไปนั่งอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ แล้วท่านก็อธิฐานจิตว่าจะเดินตามพระพุทธเจ้าจนกว่าชีวิตจะหาไม่ แล้วท่านก็กลับไปทำงานเพื่อพระพุทธเจ้า จนวาระสุดท้ายชีวิตท่าน นี่คือเหตุผลหนึ่งที่อยากจะบอก ส.ส. ผู้ด้อยประสบการณ์ จงรับรู้ไว้ด้วย
ส่วนงบประมาณที่ใช้ไปนั้น ไม่ใช่เพื่อตัวบุคคล แต่เพื่อ การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา อันเป็นรากฐานของวัฒนธรรมไทยและความสงบสุขของสังคมไทยทั้งมวล
คำพูดที่เยาะเย้ยศาสนา มิได้สร้างประโยชน์แก่บ้านเมือง แต่กลับสร้างบาดแผลในใจประชาชนผู้เคารพพระพุทธศาสนา
สิ่งที่ผู้แทนปวงชนชาวไทยควรกระทำคือ ใช้ปัญญาและเมตตาในการอภิปราย มิใช่ใช้ถ้อยคำบั่นทอนศรัทธาของประชาชน
ขอให้ท่าน ส.ส. ได้ย้อนพิจารณาและสำรวมวาจา อย่าได้ปล่อยให้วาทะกรรมที่ขาดปัญญา กลายเป็นชนวนแห่งความแตกแยก
แม้ท่านจะเขียน “คำขอโทษ” เปรียบเสมือนน้ำเย็นที่รดลงบนไฟ แต่ถ้าไฟยังคุกรุ่นอยู่ในใจ น้ำเพียงหยดเดียวก็ไม่อาจดับได้
สิ่งสำคัญกว่าการกล่าวคำขอโทษ คือการใช้สติพิจารณาว่า ‘เราจะไม่จุดไฟนั้นขึ้นมาอีก’
พระพุทธศาสนาไม่ต้องการการปกป้องด้วยการโต้เถียง หากต้องการเพียง ความเข้าใจด้วยปัญญา เพราะเมื่อเข้าใจแล้ว ความศรัทธาจะกลายเป็นพลังเกื้อกูลสังคม มิใช่เป็นเรื่องให้ถูกเย้ยหยัน
การเป็นผู้แทนปวงชน ต้องไม่เพียงแทนเสียงของประชาชน แต่ต้องแทนหัวใจของประชาชนด้วย
คำพูดที่เปี่ยมด้วยสติ ย่อมนำพาบ้านเมืองไปสู่ความสงบ
คำพูดที่ขาดปัญญา ย่อมนำพาสังคมไปสู่ความแตกแยก
ขอให้เหตุการณ์นี้ เป็นดุจบทเรียนแห่งสติ เพื่อให้ทุกฝ่ายหันมาพูดด้วยปัญญา
และเคารพศรัทธาของผู้คนในแผ่นดินเดียวกัน” ดีกว่าที่ใช้อคติ ซึ่งเกิดขึ้นในใจของท่าน แล้วมุ่งจะทำลาย โดยไม่นึกถึงหัวอกของคนอื่น มันไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน ที่พูดมาไม่ได้แก้ตัว แต่ประกอบด้วยเมตตา ยังไม่ช้าที่จะกลับใจ สมัยหน้าหรือสมัยไหน อาจจะล้มละลายในชีวิตก็ได้ อย่าเล่นกับศรัทธาชาวพุทธ