mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

เอชเอสบีซีเผยบทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย หลังการประกาศมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลง

โดย อาริส ดาคาเนย์  นักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ธนาคารเอชเอสบีซี

    อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อไทย ที่ 19% ดีกว่าคาดการณ์ โดยเป็นอัตราภาษีในระดับที่ไม่ต่างกับประเทศตลาดเกิดใหม่ในอาเซียน (Emerging Markets)

    ผลกระทบโดยรวมต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ยังเป็นลบ แต่ปัจจุบันความเสี่ยงด้านลบหรืออุปสรรคที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจลดน้อยลงเนื่องจากไทยไม่มีข้อเสียเปรียบด้านภาษี

    ธนาคารเอชเอสบีซีคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนสิงหาคมนี้ แต่อย่างไรก็ตาม หากยังคงอัตราดอกเบี้ยเดิมไว้ก็อาจเป็นความเสี่ยงด้านบวกหรือโอกาสที่ทำให้ไทยได้ประโยชน์ เนื่องจากผลการเจรจาด้านภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ดีกว่าที่ ธปท. คาดการณ์

ข้อเท็จจริง

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศจะจัดเก็บอัตราภาษีนำเข้าจากไทยที่ระดับ 19% เมื่อวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากประกาศเมื่อวันที่ 2 เมษายนและ 9 กรกฎาคม 2568 ที่กำหนดอัตราภาษีนำเข้าไว้ที่ 36% นอกจากนี้ อัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ต่อไทยที่ 19% ยังอยู่ในระดับเดียวกับอัตราที่สหรัฐฯ เก็บจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ และต่ำกว่าอัตราภาษีนำเข้า 20% ที่จัดเก็บจากเวียดนามเล็กน้อย

ทั้งนี้ ไทยจะยกเว้นภาษีให้สหรัฐฯ สำหรับสินค้านำเข้าประมาณ 10,000 รายการเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน รวมทั้งจะลดอุปสรรคในการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ที่นอกเหนือจากการยกเว้นภาษีนำเข้าอีกด้วย อีกทั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทยหรือ BOI จะอำนวยความสะดวกให้บริษัทจากสหรัฐฯ ในภาคพลังงานหมุนเวียน เซมิคอนดักเตอร์ และโลจิสติกส์เข้ามาลงทุนในไทย ตลอดจนไทยยังได้ตกลงที่จะลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ลง 70% (จาก 120 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ภายในปี 2573 (The Nation, 1 สิงหาคม 2568)

สถานการณ์ปัจจุบัน

หลายฝ่ายคาดหวังผลการเจรจาภาษีที่แย่กว่านี้ เพราะการประกาศภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เมื่อ 2 เมษายนและ 9 กรกฎาคมทำให้ไทยเสียเปรียบทางการค้า เนื่องจากถูกกำหนดอัตราภาษีนำเข้าถึง 36% จากการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ  ซึ่งขณะนั้นหลายฝ่ายต่างเชื่อว่าไทยจะต้องมีข้อเสนอที่มากกว่านี้เพื่อใช้ในการเจรจาลดอัตราภาษีนำเข้าลง แต่การที่ภาครัฐของไทยแสดงจุดยืนชัดเจนว่าต้องการปกป้องอุตสาหกรรมบางประเภทจากการนำเข้าของสหรัฐฯ และความตึงเครียดล่าสุดของไทยกับกัมพูชา ทำให้การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ล่าช้าจนถึงนาทีสุดท้าย (The Nation, 31 กรกฎาคม 2568)

และเมื่อนาทีสุดท้ายก่อนกำแพงภาษีจะบังคับใช้มาถึง อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่เก็บจากไทยกลับกลายเป็นดีกว่าที่คาดการณ์โดยรวม อีกทั้งความเสี่ยงที่ไทยจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ ก็ลดลง

อัตราภาษีนำเข้าที่ 19% แม้จะสูงกว่าความคาดหวังของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ 18% แต่อัตราภาษีนำเข้าที่ 19% ของไทยไปยังสหรัฐฯ ก็เท่ากับอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ และต่ำกว่าอัตราภาษีนำเข้าของเวียดนามที่ 20% เล็กน้อย (แผนภูมิ 1) ซึ่งทั้งหมดนี้หมายความว่าไม่มีประเทศใดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ในอาเซียนที่มีข้อเสียเปรียบหรือข้อได้เปรียบเมื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ

เราไม่ได้กล่าวว่าอัตราภาษีตอบโต้ไม่มีผลกระทบใดๆ กับไทย เพราะแท้จริงก็มีผลกระทบ โดยเรายังคงคาดการณ์ว่าไทยจะสูญเสียการเติบโตที่ 0.9pppt จากผลกระทบโดยตรงของภาษีนำเข้าไปยังสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นที่ 19%  นอกจากนั้นการเติบโตตลอดปี 2568 จะอ่อนลงเหลือ 1.7% แต่อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านลบต่อการประมาณการนี้ตอนนี้ยังจำกัดเนื่องจากอัตราภาษีตอบโต้ทั่วภูมิภาคไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้มีการทดแทนกันระหว่างสินค้าจากตลาดเกิดใหม่ในอาเซียนหรือการจัดสรรส่วนแบ่งตลาดใหม่ในสหรัฐฯ

แท้จริงแล้ว เราคาดว่าความเชื่อมั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นนี้ส่งผลต่อความเสี่ยงด้านบวกหรือโอกาสการเติบโตแก่ภาพรวมเศรษฐกิจไทย เพราะนักลงทุนและผู้ประกอบการชะลอการลงทุนนับตั้งแต่การเลือกตั้งสหรัฐฯ จนถึงการประกาศภาษีนำเข้าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลอดจนความเชื่อมั่นทางธุรกิจลดลงอย่างต่อเนื่อง(แผนภูมิ 2) ขณะที่ภาคเอกชนผู้ผลิตไม่เติมสินค้าคงคลังแม้จะมีการสั่งซื้อล่วงหน้า ดังนั้น สัดส่วนใหญ่ของการส่งออกในอนาคตน่าจะมาจากการผลิตสินค้าใหม่ ไม่ใช่การนำสินค้าคงคลังทีมีอยู่เดิมไปส่งออก อีกทั้งการเปิดเครื่องจักรและสายการผลิตอีกครั้งจะสามารถนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ระดับสินค้าคงคลังที่เพิ่มสูงขึ้นล่าสุด (หลังจากติดลบเป็นเวลา 6 เดือนติดต่อกัน) เป็นสัญญาณบวกที่บอกได้ว่าภาคเอกชนผู้ผลิตในไทยอาจมีผลประกอบการที่ดีขึ้นในอนาคต (แผนภูมิ 3) ตลอดจนการลงทุนในประเทศและต่างประเทศจะกลับมาหลังมีความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการค้าโลก

 ทั้งนี้ เราไม่เชื่อว่าสินค้าสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดภายในประเทศของไทย ภายหลังจากไทยเปิดตลาดให้สหรัฐฯ เนื่องจากสินค้าสหรัฐฯ ที่นำเข้ามายังไทยส่วนใหญ่อยู่ในกล่มธุรกิจพลังงานและสินค้าประเภทปัจจัยการผลิตชั้นสูง ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยไม่ผลิตอยู่แล้ว นอกจากนั้น ข้อมูลยังแสดงว่าไทยจัดหาสินค้านำเข้าส่วนใหญ่จากจีนแผ่นดินใหญ่ (ที่มีแรงกดดันการแข่งขันต่อเนื่อง) ซึ่งหากตัดสินค้าในกลุ่มพลังงานออกไป จะพบว่าไทยนำเข้าสินค้าจากจีนแผ่นดินใหญ่มากกว่าจากสหรัฐฯ ถึงสี่เท่า (แผนภูมิ 4) ส่วนในประเด็นอื่นๆ นั้น เราเคยวิเคราะห์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าข้อจำกัดการนำเข้าชิปชั้นสูงโดยสหรัฐฯ มายังไทย จะไม่ทำลายขีดความสามารถในการส่งออกของไทย (Thailand trade monitor, 31 กรกฎาคม 2568)

ในทางกลับกัน  นโยบายการเงินกลับเป็นเรื่องที่ซับซ้อน โดยเราคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 25bp หรือ 0.25% ในระหว่างการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เดือนสิงหาคม แต่อย่างไรก็ตาม เราก็เชื่อว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่ ธปท.จะคงท่าทีทางการเงินด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.75%

รายงานการประชุม กนง. ครั้งล่าสุดระบุชัดเจนถึงความตั้งใจของ ธปท.ในการลดอัตราดอกเบี้ยลงเพิ่มเติมว่า จะเป็นเพียงการปรับลดในจังหวะเวลาที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับนโยบายการค้าโลก เนื่องจากในการประชุมครั้งล่าสุด ธปท.ได้คาดว่าอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่เก็บจากไทยจะอยู่ที่ 18% ขณะที่ประเทศอื่นๆ จะมีอัตราภาษีนำเข้าเพียง 10% กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ธปท.ประเมินว่า ไทยจะมีข้อเสียเปรียบด้านภาษีเมื่อเทียบกับตลาดอาเซียนอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนได้บรรเทาลง และผลการเจรจาภาษีออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากประเทศตลาดเกิดใหม่ในอาเซียนมีอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ อยู่ที่ระดับ 19% -20% ทำให้ไทยไม่ต้องเผชิญข้อเสียเปรียบด้านภาษีนำเข้าจากประเทศอื่นๆในอาเซียน ดังนั้น เมื่อความเสี่ยงด้านลบต่อการเติบโตลดลง จึงทำให้ ธปท. มีแรงกดดันในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมที่เคยระบุไว้ในการประชุมครั้งสุดท้ายของ ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ในฐานะผู้ว่าการ ธปท. ลดลงไปด้วย

ทั้งนี้ ความท้าทายยังคงมีอยู่และเศรษฐกิจไทยยังต้องหาหาจุดยืนเมื่อเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างต่างๆ ในอนาคต แต่อย่างไรก็ดี อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่เพิ่งประกาศออกมาก็ช่วยลดอุปสรรคและความกังวลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยไปได้มาก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News