เจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานจัดงานพบปะสังสรรค์ ศิษย์เก่า "มจร" พธ.บ.รุ่นที่ 36 พร้อมมอบทุนการศึกษาและอุปกรณ์กีฬา แก่โรงเรียนและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ชุมชนธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด รวมทั้งกิจกรรมที่แสดงถึงความรัก ความสามัคคี และความสัมพันธุ์ที่แน่นแฟ้น ของสมาชิก ขณะที่ "เจ้าคุณประสาร" กระตุ้นชาวพุทธช่วยกันหาวิธีรักษาความเป็นแก่นของพระพุทธศาสนาในบริบทสังคมยุคใหม่
สมาชิกสมาชิกศิษย์เก่า พุทธศาสตรบัณฑิต รุ่น 36 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ร่วมกันจัดงานพบปะสังสรรค์ ประจำปี 2567 ภายใต้ธรีม “โฮมฮักสาเกตนคร ไหว้พระใหญ่ ส่องบึงพลาญชัย ไต่บันไดหอโหวด” ณ วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตำบลนิเวศน์ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด ระหว่างวันที่ 12-14 ตุลาคม 2567 ภายใต้การนำของ พระราชวัชรสารบัณฑิต รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มจร ผศ.ดร.อิทธิพล แก้วพิลา ผู้ช่วยอธิการบดี มจร ประธานสมาชิกพุทธศาสตรบัณฑิต รุ่น 36 ในฐานะศิษย์เก่า "มจร" พธ.บ.รุ่นที่ 36
สำหรับการจัดกิจกรรม นอกจากเป็นการพบปะสังสรรค์สมาชิกพธ.บ.รุ่น 36 แล้ว ยังมีกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์แก่ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 5 หลังจากก่อนหน้านี้ เคยมีจัดมาแล้ว โดยครั้งแรกจัดขึ้นที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ครั้ง 2 อ.วาปีปทุม ครั้ง 3 อ.นครชัยศรี และครั้งที่ 4 อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีวัตถุประสงค์ ประกอบด้วย เพื่อให้สมาชิกพธ.บ.รุ่น 36 ได้พบปะสังสรรค์กัน บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ร่วมกัน รำลึกถึงคุณูปการของมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งการจัดกิจกรรม ครั้งนี้ มีผู้สมาชิกเป็นพระภิกษุ และฆราวาส และแขกรับเชิญ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่งและพร้อมเพียงกัน 170 รูป / คน ประกอบด้วย
พร้อมกันนี้ สมาชิกพุทธศาสตรบัณฑิต รุ่น 36 ยังได้จัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนรอบข้าง ในอำเภอธวัชบุรี ด้วยการมอบทุนการศึกษา และอุปกรณ์กีฬา แก่โรงเรียน 5 แห่ง และนิสิตวิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด มจร และมอบเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ประชาชนในชุมชนรอบๆ มหาวิทยาลัย โดยมีพระเทพวชิรคุณาธาร เจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานในพิธี
ผศ.ดร.อิทธิพล กล่าวว่า สมาชิกพธ.บ.รุ่น 36 จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในปี 2532 ปฎิบัติศาสนกิจ ปี 2533 เข้ารับปริญญาบัตร ปี 2534 นับเป็น รุ่น 36 ของบัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หลังจากรับปริญญาบัตรแล้ว สมาชิก พธ.บ. รุ่น 36 ต่างก็แยกย้ายกันไปตามภาระหน้าที่ ไม่ค่อยได้ติดต่อกัน จนกระทั่งเมื่อปี 2558 ได้มีการเริ่มติดต่อกัน ตามหาเพื่อนในรุ่น มากขึ้นแล้วรวมตัวกันจัดกิจกรรม พบปะสังสรรค์กัน เพื่อบำเพ็ญสาธารณประโยชน์แก่ชุมชนและสังคม ร่วมทั้งยังได้ริเริ่มจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกพธ.บ.รุ่น 36 ที่ได้รับความลำบากและป่วยไข้ ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปี จนถึงปัจจุบันมีสมาชิก จำนวน 122 รูป/คน
นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจการเพื่อเป็นขวัญกำลัง และเพื่อแสดงออกถึงความรักและสามัคคี และสร้างความสัมพันธุ์อันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ได้แก่ การบายศรีสู่ขวัญ ตามธรรมเนียมประเพณีของชาวอิสาน และการแข่งขันเตะฟุตบอลกระชับมิตรกับข้างราชการตำรวจและคณะครูอาจารย์ วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด มจร และในช่วงสังสรรค์รับประทานอาหาร มี สมจิตร บ่อทอง ศิลปินชื่อดัง และหมอลำกลอนทินกร ในฐานะศิษย์เก่า มจร ได้ขับกล่อมด้วยบทเพลงอย่างไพเราะ สร้างบรรยากาศที่อบอุ่น ชื่นมื่นเป็นกันเอง จนกระทั่งจบงาน
ทั้งนี้ สมาชิก พธ.บ. รุ่น 36 มีมติร่วมกันในการจัดงานครั้งต่อไป หรือ ครั้งที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ในปี 2568
ขณะที่ พระเทพวชิรคุณาธาร เจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ให้โอวาทความว่า การที่พระราชวัชรสารบัณฑิตคณะนำศิษย์เก่า มจร พธ.บ.36 ทำกิจกรรมเช่นนี้ถือว่าได้ทำในสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะต้องมีความเสียสละ มีความพร้อม มีความกตัญญูต่อสถาบัน และให้การอนุเคราะห์ชุมชน จึงได้ชักชวนเพื่อนร่วมรุ่นทำกิจกรรมครั้งนี้
"อาตมามาที่ มจร วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ดทุกวัน เพราะถ้าไม่มาฉันอาหารไม่ได้ เนื่องจากต้องการให้กำลังใจบุคลากรที่จัดการศึกษาใน มจร วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ดแห่งนี้ เนื่องจากปัจจุบันนี้คนเกิดน้อย ผู้เข้ามาบวชก็น้อย และผู้ที่บวชอยู่ในพระพุทธศาสนาก็น้อยเช่นกัน จึงกล้าพูดได้ว่าปัจจุนนี้คณะสงฆ์และพระพุทธศาสนาอยู่ได้เพราะ มจร”พระเทพวชิรคุณาธาร กล่าว
ด้าน พระราชวัชรสารบัณฑิต กล่าวว่า ศิษย์เก่า มจร สมาชิก พธ.บ.36 จะทำกิจกรรมเช่นนี้ต่อไป เพราะมีประโยชน์ซึ่งจะเป็นพื้นฐานให้กับคนรุ่นใหม่ เนื่องจากคนรุ่นใหม่จะเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศต่อไป ประกอบกับระหว่างปี 2566-2570 มจร มีแผนจัดการศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการเข้ากับศาสตร์สมัยใหม่สร้างพุทธนวัตกรรมเพื่อพัฒนาจิตใจและสังคม
"ขอฝากชาวพุทธช่วยกันหาวิธีว่า จะรักษาความเป็นแก่นของพระพุทธศาสนาในบริบทสังคมยุคใหม่ได้อย่างไร เนื่องมีปรากฏการณ์เช่นคนตื่นธรรม คนรุ่นใหม่สนใจพระพุทธศาสนาน้อย และพรรคการเมืองบางพรรคก็ประกาศจะไม่ให้ความสำคัญกับศาสนา ดังนั้น ต้องกระตุ้นให้พรรคการเมืองและนักการเมืองประกาศให้ชัดเจนว่าจะสนับสนุนพระพุทธศาสนาหรือไม่" พระราชวัชรสารบัณฑิต กล่าว
+++++++++++++++++++++++++