บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ คาดการณ์กำไรปี 2567 ที่ 101 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 150% จากการรับรู้รายได้งานในมือ 8.5 พันล้านบาท โดยมีโครงการใหญ่ที่จะรับรู้รายได้ ได้แก่ อุโมงค์รถไฟเด่นชัยฯ 2 สัญญา โครงการก่อสร้างอุโมงค์ในกทม. ของประปานครหลวง และ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร 2 สัญญา รวมถึงโครงการก่อสร้างในสปป. ลาว 1 สัญญา ซึ่งเป็นโครงการที่มี Margin ค่อนข้างสูง โดยประเมินไว้ที่ 13% สำหรับแนวโน้มผลกำไรในไตรมาส 1/2567 คาดว่าจะกลับมามีกำไรในระดับ 30-35 ล้านบาทพลิกจากขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 38 ล้านบาท และ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสก่อนที่มีกำไร 1.4 ล้านบาท
ภายหลังจาก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 เริ่มประกาศใช้ คาดว่าจะมีงานประมูลภาครัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณดังกล่าวในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ของปีนี้ โดยมีงานที่ RT คาดหวัง เช่น งานก่อสร้างอุโมงค์ โครงการพิเศษสายกะทู้–ป่าตอง, อุโมงค์รถไฟฟ้าทางคู่ ปากน้ำโพ–เด่นชัย ซึ่งคาดว่าจะได้รับงานไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านบาท
โดย TRINITY ประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 2567 สำหรับหุ้น RT ที่ 1.02 บาท (Fully Diluted) อิง PBV ที่ 1.1 เท่า เทียบเท่า Avg PBV -0.5SD หรือคิดเป็น PER ที่ 14 เท่า PER-1.5 SD ของหุ้นในกลุ่มรับเหมา โดยปัจจุบันราคาหุ้นซื้อขายอยู่ในระดับ Avg PBV– 1.5SD ที่ 0.7 เท่า และคาดว่าแนวโน้มกำไรของบริษัทจะกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง และยังมีโอกาสเติบโตจากงานภาครัฐที่เร่งออกมาเป็นจำนวนมากในช่วงไตรมาส 2/2567 อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงมีปัจจัยความเสี่ยงด้านงานประมูลภาครัฐที่ล่าช้า ด้านต้นทุนพลังงาน และ วัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น
นายชวลิต ถนอมถิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไร้ท์ทันเน็ลลิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ RT ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านวิศวกรรมโยธา งานขุดเจาะอุโมงค์ และธรณีเทคนิคครบวงจร เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจช่วงไตรมาส 2/2567 บริษัทยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยความเชี่ยวชาญของบุคลากรและความพร้อมของเครื่องจักร โดยมีเป้าหมายการส่งมอบงานตามแผน พร้อมรับรู้รายได้จากโครงการในมือต่อเนื่อง นอกจากนี้บริษัทมุ่งเน้นการติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อต้นทุนก่อสร้าง รวมถึงวางแผนการบริหารการดำเนินงานและการใช้เทคโนโลยีในงานก่อสร้าง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดต้นทุนก่อสร้างในแต่ละโครงการไม่ต่ำกว่า 5%
นอกจากนี้บริษัทยังเพิ่มโอกาสในการเข้าประมูลงานโครงการต่าง ๆ โดยมีปัจจัยการอนุมัติงบประมาณจากภาครัฐ และการขยายตัวของงานโครงการก่อสร้างภาคเอกชน นอกจากเป็นงานที่สะท้อนราคาต้นทุนใหม่ เพิ่มความสามารถในการทำกำไรที่ดีแล้ว ยังเป็นการเสริมมูลค่างานในมือที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) ของบริษัทอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันบริษัทมี Backlog จำนวน 8,520 ล้านบาท พร้อมทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องถึงปี 2570