mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ตามคาด ttb analytics ชี้ไทยจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายสู่ระดับ2.00%

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics มองว่า ผลการประชุมกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่มีมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียง  0.25% สะท้อนการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดรอบนี้เข้าสู่จุดสูงสุดของวัฏจักรขาขึ้น โดยคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.00-5.25% ต่อเนื่องอย่างน้อยในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ของปี 2566 ซึ่งอาจส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มกลับมาอ่อนค่า ตามแรงการขายทำกำไรในตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ และแนวโน้มฟันด์โฟลว์น่าจะไหลเข้าตลาดยุโรปและตลาดเกิดใหม่มากขึ้นตามแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจปรับขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 2.00% ในการประชุมวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ ก่อนจะคงดอกเบี้ยต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2566 หลังเริ่มเห็นอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายมากขึ้น ขณะที่ค่าเงินบาทอาจได้แรงหนุนทำให้แข็งค่าขึ้นบ้างจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐเป็นสำคัญ  

เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 5.00-5.25% ตามคาด FOMC ชี้ชัดจะยังไม่เร่งลดดอกเบี้ยปีนี้

จากผลการประชุมกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เมื่อคืนวันที่ 2-3 พฤษภาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก  0.25% มาอยู่ที่ 5.00-5.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 10 สู่ระดับสูงสุดในรอบ 16 ปี โดยสรุปถ้อยแถลงชี้ว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ ตลาดแรงงานแข็งแกร่งและอัตราการว่างงานต่ำ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ด้านระบบธนาคารพาณิชย์โดยรวมแข็งแกร่ง แต่ภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นในภาคครัวเรือนและธุรกิจมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และอัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไป

ในการประชุมรอบนี้ เฟดกลับมาให้น้ำหนักด้านเสถียรภาพมากขึ้น หลังตลาดการเงินตึงตัวสะเทือนภาคธนาคารสหรัฐฯ และ Sentiment ตลาดการเงินทั่วโลก จากแรงกดดันที่ธนาคารในสหรัฐฯ หลายแห่งกำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องอย่างรุนแรงและปิดกิจการลง เนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2565 ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) รุ่นอายุ 2 ปีปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 200 bps ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน และเร่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดที่ราว 5.00% จนเริ่มกระทบงบดุลของธนาคารพาณิชย์หลายแห่งจากราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งสหรัฐฯ ยังพบปัญหาด้านประเด็นหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงและข้อจำกัดด้านการคลัง จึงทำให้เฟดต้องหันมาให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและเสถียรภาพมากขึ้น

ในทางกลับกัน วัฎจักรการลดดอกเบี้ยของเฟดรอบนี้อาจช้ากว่าขาลงรอบอื่น ๆ โดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้เร็วกว่าช่วงที่เกิดวิกฤต Oil Supply Shock ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เพื่อหวังที่จะกดเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ผ่านกำลังซื้อและตลาดแรงงาน แต่ดูเหมือนที่ผ่านมาจะเห็นผลช้ากว่าที่คาด สังเกตเห็นได้จากตัวเลขยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกที่ต่ำกว่า 2.5 แสนรายต่อเนื่อง เช่นเดียวกับอัตราว่างงานเดือนล่าสุดที่ยังอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ  50 ปี ที่ 3.5% อีกทั้งเงินเฟ้อทั่วไปสหรัฐฯ (Headline PCE) เดือนมีนาคมที่ยังอยู่ในระดับสูงที่ 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่มาจากภาคบริการ (ซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 62%) ที่สูงถึง 5.4%YoY สอดคล้องกับดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ (Service PMI) เดือนเมษายนที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3

ยิ่งกว่านั้น เฟดอาจต้องเพิ่มความระมัดระวังในการควบคุมราคาพลังงานไม่ให้กระทบต่ออัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในอนาคต โดยเฉพาะจากความไม่แน่นอนด้านราคาในตลาดโลกผ่านการควบคุมกำลังผลิตของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันหลัก ซึ่งล่าสุด กลุ่ม OPEC+ ประกาศลดการผลิตน้ำมันอีกประมาณ 1.16 ล้านบาร์เรลต่อวัน มีผลตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2566 หลังจากที่ลดลงไปแล้ว  2 ล้านบาร์เรลต่อวันแล้วเมื่อเดือนตุลาคม  2565 ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ดีดขึ้นมาทันทีเกือบ 5% ไต่ระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน ทำให้เฟดอาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับนี้ไปอย่างน้อย 1-2 ไตรมาสจนกว่าเงินเฟ้อจะทยอยปรับลดลงจนเข้าสู่กรอบเป้าหมายระยะยาวของเฟดที่ 2%

จับตาตลาดการเงินเสี่ยงผันผวนแรงหลังเฟดส่งสัญญาณหยุดขึ้นดอกเบี้ย

เงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มกลับมาอ่อนค่าหลังเฟดส่งสัญญาณหยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยเฟดเริ่มลดท่าที Hawkish หรือ หันมาใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้นสวนทางกับท่าทีของธนาคารกลางหลัก เห็นได้จากเครื่องมือ CME FedWatch Tool ล่าสุดที่บ่งชี้ว่า ผู้ลงทุนในตลาดการเงินให้น้ำหนัก 92.6% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไปวันที่ 14-15 มิถุนายนนี้ ขณะที่ตลาดฯ มองว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะยังมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก 50 bps ในการประชุมวันที่ 22 มิถุนายน ซึ่งขนาดการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ต่างกันของเฟด และ ECB อาจส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดพันธบัตรยุโรป รวมถึงตลาดเกิดใหม่มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีแรงขายในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ กดดันเพิ่มเติม โดยเฉพาะการลดการถือครองพันธบัตรระยะยาว ประกอบกับนักลงทุนรับรู้ข่าวที่เฟดจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อีก ซึ่งจะทำให้บอนด์ยีลด์ระยะสั้นอาจไม่ได้ปรับขึ้นเหมือนช่วงก่อนหน้า ขณะที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุ 2 ปี และ 

10 ปีของสหรัฐฯ ติดลบน้อยลง ทำให้ผู้ลงทุนในตลาดฯ มีโอกาสลดสถานะถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐลง โดยดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) อ่อนค่าลงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก และเข้าใกล้จุดต่ำสุดของปีนี้ประมาณ 100.86 จุดช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม คาดว่าเงินดอลลาร์สหรัฐอาจไม่ได้อ่อนค่าลงอย่างชัดเจน ซึ่งหากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาด หรือ สถานการณ์ในภาคธนาคารสหรัฐฯ ที่อาจกลับมาน่าเป็นห่วง ซึ่งอาจกดดันให้เงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่าเร็วขึ้น

สำหรับค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways สอดคล้องกับทิศทางของทั้งเงินดอลลาร์สหรัฐและราคาทองคำ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเองก็ยังไม่เร่งรีบกลับเข้ามาซื้อทั้งหุ้นหรือตราสารหนี้ไทยเนื่องจากนักลงทุนในตลาดการเงินต่างก็รอลุ้นผลการประชุมเฟด โดย ttb analytics มองว่า เงินบาทในช่วงกลางปี 2566 นี้ อาจได้แรงหนุนจากการแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้แนวรับที่ 33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอลงชัดเจน โดยเฉพาะเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) ก็จะทำให้นักลงทุนเชื่อว่าเฟดน่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.00-5.25% ต่อไป อย่างไรก็ดี ยังต้องระวังความผันผวนในตลาดทั้งจากตัวเลขการจ้างงานและเงินเฟ้อสหรัฐฯ รวมถึงปัจจัยพื้นฐานของไทยอย่างการฟื้นตัวของภาคส่งออก อีกทั้งในไตรมาส 2 และ 3 ซึ่งเป็นช่วงที่นักลงทุนต่างชาติส่งเงินปันผลจากตลาดหุ้นอีกราว 7 - 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็อาจทำให้เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าได้ตามจังหวะการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐและโฟลว์การเข้าซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว

ทั้งนี้ ttb analytics คาดว่า กนง. จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% สู่ระดับ 2.00% ในการประชุมวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ ก่อนจะลากยาวตลอดปี 2566 โดยข้อจำกัดเกี่ยวกับเสถียรภาพระบบการเงินจะเป็นแรงกดดันให้ กนง. จะยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อที่แม้จะลดลงไปบ้างจากแรงกดดันด้านอุปทานที่ลดลงแต่ถือว่าอยู่ในระดับสูง และน่าจะยังเจอแรงกดดันจากเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ในภาคบริการตามการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ทำให้ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ในช่วงครึ่งปีหลังอาจชะลอลงเล็กน้อยและทรงตัวที่ระดับ 1.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) คาดว่าจะชะลอลงสู่ระดับ 2.3% จากผลของฐานที่สูงปีก่อนหน้า รวมถึงราคาอาหารสดและพลังงานที่ปรับลดลงตามลำดับ  

++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News