mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

ttb analytics ชี้ดุลบัญชีเดินสะพัดปี 2566 มีโอกาสพลิกเกินดุล

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี หรือ ttb analytics ประเมินว่า ในปี 2566 ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยมีแนวโน้มกลับมาเกินดุลราว 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 0.7% ต่อจีดีพี จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ดีกว่าที่คาดไว้ รวมถึงการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนที่เร็วกว่าที่ประเมิน ขณะเดียวกับที่เงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างชาติก็ไหลเข้าตลาดการเงินไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นปี โดย ณ สิ้นปี 2566 คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.0-33.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไป ตลาดการเงินไทยยังเผชิญกับความผันผวนมากขึ้นจากแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยและการแข็งค่าของเงินบาท ท่ามกลางสถานการณ์ทั้งในและนอกประเทศที่มีความไม่แน่นอนสูง   

คาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยกลับมาเกินดุลจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว แม้เสี่ยงขาดดุลการค้าจากการส่งออกชะลอตัว

ttb analytics  มองว่า ส่งออกไทยเริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมาและต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้ โดยประเมินว่ามูลค่าการส่งออกปี 2566 ในรูปของฐานระบบศุลกากรจะขยายตัว 0.5% (ช่วงประมาณการ 0-1%) ต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลของฐานที่สูงขึ้นในปี 2565 ประกอบกับปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักเริ่มแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ และยุโรปซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรวมกันสูงกว่า 25.9% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด อีกทั้งห่วงโซ่การผลิตในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมขั้นต้นและกลางของไทยที่ส่งออกไปตลาดจีนก็ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากคำสั่งซื้อที่ลดลง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกในหมวดสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าฟุ่มเฟือย ตลอดจนอุปกรณ์ไอทีที่ชะลอลงตามวัฏจักรขาลงของตลาดโลก นอกจากนี้ มูลค่านำเข้าที่คาดว่าจะทรงตัวในระดับสูงก็อาจกดดันดุลการค้าเพิ่มเติม จากมูลค่านำเข้าสินค้าหมวดเชื้อเพลิงของไทยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะกระทบกับประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปและสินค้าเชื้อเพลิงเป็นหลัก 

ในส่วนของดุลบริการ คาดว่า มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างมีนัยจากรายรับด้านการบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยเฉพาะการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนจากการผ่อนคลายมาตรการเดินทางเข้าออกประเทศที่เร็วกว่าคาด ซึ่งเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาเที่ยวในไทยเพิ่มขึ้นจาก 11.2 ล้านคนในปี 2565 เป็น 29.5 ล้านคนในปี 2566 (เมื่อเทียบกับประมาณการณ์เดิมที่ 22.4 ล้านคน) นอกจากนี้ ด้านรายจ่ายการบริการก็มีแนวโน้มลดลงตามต้นทุนค่าระวางขนส่งสินค้าทางเรือในตลาดโลกที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องจนเริ่มกลับเข้าสู่ระดับปกติ ทำให้ ttb analytics ประเมินว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2566 จะพลิกกลับมาเกินดุลราว 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 0.7% ต่อจีดีพี ซึ่งเป็นการกลับมาเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นครั้งแรกหลังจากขาดดุลต่อเนื่องในปี 2564-2565 ที่ราว 1.1 และ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ

ปี 2566 “ปีแห่งความไม่แน่นอนของตลาดการเงินทั่วโลก”

ตลอดทั้งปี 2565 ที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกต่างกังวลต่อเศรษฐกิจถดถอยจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ จึงทำให้เห็นการเทขายสินทรัพย์ลงทุนทั้งตราสารหนี้และตราสารทุน กดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงไปไม่ต่ำกว่า 10% เช่นเดียวกับเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเร่งปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จนทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 16 ปี โดยอยู่ที่ 38.31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือ อ่อนค่าลงกว่า 14.7% เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2564 (YTD) 

สำหรับปี 2566 ตลาดเริ่มกลับมาส่งสัญญาณเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง หลังกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกส่วนใหญ่กลับมาเป็นปกติ อัตราเงินเฟ้อในประเทศหลักผ่อนคลายขึ้น อานิสงส์เชิงบวกต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกที่คลายมาตรการล็อกดาวน์ของจีน รวมถึงภาวะอุปทานตึงตัวคลี่คลายลง ซึ่งเห็นได้จากเงินดอลลาร์สหรัฐที่กลับมาอ่อนค่าอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นปีแตะระดับ 2.2% (YTD) รวมไปถึงสินทรัพย์เสี่ยงหลายประเภทก็เริ่มกลับมาเป็นบวกถ้วนหน้า

อย่างไรก็ดี ตลาดการเงินทั่วโลกในระยะต่อไปยังมีความไม่แน่นอนสูงและต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องติดตามในหลายภูมิภาค เช่น สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-จีน รวมไปถึงการยกระดับมาตรการกีดกันทางการค้าต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวนมากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ค่อนข้างเปราะบาง

นอกจากนี้ ตลาดการเงินไทยในช่วงที่ผ่านมายังเจอกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่เข้ามาพักเงินรอจังหวะ เห็นได้จากเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดตราสารหนี้สะสมสุทธิตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2565 – 31 มกราคม 2566 สูงถึง 6.3 หมื่นล้านบาท กดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุ 10 ปีของไทยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจนต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดสถานการณ์โควิด-19 เช่นเดียวกับการแสวงโอกาสทำกำไรในตลาดหุ้นไทยจากเงินบาทที่แข็งค่า (FX-gain) ส่งผลให้ราคาต่อกำไรล่วงหน้า (Forward P/E) ของ SET Index ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2565 สูงถึง 16.1 เท่า เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์เอเชียที่ระดับ 12.2 เท่า

ดังนั้น ttb analytics จึงประเมินว่า ความคาดหวังของตลาดต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทย รวมถึงการกลับมาเกินดุลบัญชีเดินสะพัดตามรายรับจากการท่องเที่ยว อาจส่งผลให้นักลงทุนยังคงกล้าเสี่ยงซื้อขายในตลาดในระดับราคาต่อหุ้น (P/E) ที่แพงขึ้น เช่นเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามการทยอยขึ้นดอกเบี้ยของตลาดประเทศเกิดใหม่รวมถึงไทยที่ล่าช้า (Backload) กว่าตลาดประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้น่าจะเห็นเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าตลาดเพิ่มเติม หนุนค่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2566 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบแข็งค่าราว 32.0–33.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มีแรงเทขายทำกำไรระยะสั้นจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นและเงินบาทแข็งค่า  ส่งผลให้ทั้งปีนี้ตลาดการเงินไทยมีความผันผวนมากขึ้น

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News