mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

มจธ.จับมือ ภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำไทย เดินหน้าสู่“ปศุสัตว์สีเขียว”

ปัจจุบันการค้าโลกมีการเปลี่ยนแปลงไป หลายประเทศมีนโยบายที่มุ่งเน้นเรื่องการผลิตสินค้าที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักในการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ของไทย ได้ออกมาตรการเกี่ยวกับสินค้ายั่งยืน อาทิ แผนการปฏิรูปสีเขียวของยุโรป (EU Green Deal) และ ESG: Environmental Social and Governance หรือหลักการทำธุรกิจที่คำนึงถึงความรับผิดชอบ 3 ด้านหลัก คือ สิ่งแวดล้อม สังคม การกำกับดูแล ซึ่งเป็นเงื่อนไขการแข่งขันทางการค้า อีกทั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero Greenhouse Gases Emission) ภายในประมาณปี ค.ศ. 2065 และการเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 ตามนโยบายของภาครัฐ ขณะที่อุตสาหกรรมในภาคปศุสัตว์ถูกระบุว่าเป็นผู้ปล่อยก๊าซมีเทน (ก๊าซเรือนกระจกชนิดหนึ่งที่มีความร้ายแรงในการก่อให้เกิดโลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ 25 เท่า) ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง จึงจำเป็นที่ทุกภาคส่วนจะต้องเร่งปรับตัวรองรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

โดยเมื่อวันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา ได้มีพิธีลงนามความร่วมมือโครงการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย (Thai Livestock Technical Consortium for Climate Neutrality, LCCN) ขึ้นระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กับกลุ่มภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำไทย ทั้ง 9 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย, สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย, สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย, สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีก, สมาคมสัตวแพทย์สัตว์น้ำไทย, สมาคมสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มสัตว์เคี้ยวเอื้อง, สมาคมธุรกิจเวชภัณฑ์สัตว์, สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และสมาคมผู้เลี้ยงโคนมไทยโฮลสไตน์ฟรีเชี่ยน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการ งานวิจัย และการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีการจัดสัมมนาเรื่อง “การลดก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์” ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ และเพื่อสร้างความตระหนักถึงผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต และร่วมหาแนวทางในการลดก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทย

รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าประเด็นการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเลี้ยงปศุสัตว์ และอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ ตลอดจนสมาคมชั้นนำที่เกี่ยวข้อง ได้มีความริเริ่มและให้คำมั่นสัญญาที่จะลดก๊าซเรือนกระจกภายในห่วงโซ่ให้เหลือการปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2040 มหาวิทยาลัยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ทางสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์และเครือข่ายได้เลือกที่จะทำความร่วมมือกันในการบรรลุดังกล่าว เชื่อว่าด้วยความร่วมมือกันของบุคคลในหลายๆ ส่วน และศักยภาพทางวิชาการของมหาวิทยาลัย จะช่วยกันใช้ศักยภาพที่มีอยู่ ทำให้การดำเนินงานตามบันทึกความร่วมมือนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี

คุณพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ตัวแทนภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำไทย กล่าวว่า เนื่องจาก มจธ. เป็นมหาวิทยาลัยแรกที่มีนโยบายชัดเจนด้านความยั่งยืนเกี่ยวกับระบบการจัดการด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และสร้างการมีส่วนร่วม โดยมหาวิทยาลัยได้ประกาศเจตนารมณ์การปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2040 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำไทย ที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการนำพาธุรกิจปศุสัตว์ไทยไปสู่ปศุสัตว์สีเขียว โดยตั้งเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero emissions) ในปี ค.ศ. 2040 เช่นกัน ดังนั้น การลงนามความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่เกิดความร่วมมือระหว่างภาควิชาการและภาคเอกชนซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ภาคธุรกิจปศุสัตว์ของไทยเดินหน้าเข้าสู่ปศุสัตว์สีเขียวได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

สำหรับเวทีการสัมมนาในวันนี้ ได้รับเกียรติจาก นายสัตวแพทย์ ดร.ธนวรรษ เทียนสิน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) และผู้แทนถาวรไทยประจำ FAO/IFAD/WFP ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี มาบรรยายพิเศษ ถึง “แนวโน้มความต้องการสินค้าปศุสัตว์ในอนาคตและมาตรการการค้าในสหภาพยุโรป” ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่ภาคปศุสัตว์โดยเฉพาะสินค้าส่งออกจำเป็นต้องรับทราบ นอกจากนี้ยังมีหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ “ความสำคัญของการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคธุรกิจปศุสัตว์ไทย” โดย ดร.พฤฒิภา โรจน์กิตติคุณ ผู้อำนวยการสำนักประเมินและรับรองโครงการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน), “บทบาทและแนวทางของกรมปศุสัตว์ในการส่งเสริมปศุสัตว์สีเขียว” โดย นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ ผู้อำนวยการกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ กรมปศุสัตว์ และ“ศักยภาพของ มจธ. ในการสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตอาหารสัตว์และปศุสัตว์” โดย ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ และ รศ.ดร.ธภัทร ศิลาเลิศรักษา โดยหลังจากนี้จะมีกิจกรรมสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความตระหนักแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องและเปิดเวทีให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันไปตลอดทั้งปีอีกด้วย

ศ. ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม หรือ JGSEE กล่าวว่า อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยเป็นภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะมีเทนในอัตราที่สูงมาก ทั้งจากกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ และระหว่างการผลิตปศุสัตว์ ซึ่งส่งผลต่อภาวะโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญ  อย่างไรก็ดีปัญหาในปัจจุบันคือ ผู้ประกอบการปศุสัตว์หรือกลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์ในไทยไม่มีข้อมูลว่าในแต่ละกระบวนการมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาในปริมาณเท่าไหร่อย่างชัดเจน จะมีเพียงรายงานผลการศึกษาในต่างประเทศเท่านั้น ดังนั้นประเด็นที่ทาง มจธ. สามารถช่วยกลุ่มภาคีปศุสัตว์ฯ ได้ประกอบด้วย การศึกษาหาข้อมูลพื้นฐาน ณ ปัจจุบัน Baseline ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทต่างๆ จากห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย โดยการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ และการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ในแต่ละกระบวนการของห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย การพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (มุ่งเน้นก๊าซมีเทน) เช่น การพัฒนาสูตรอาหารสัตว์โดยการเติมจุลินทรีย์ลงไปอาจทำให้ระบบการย่อยของสัตว์ดีขึ้น การวิเคราะห์จุลชีพในระบบทางเดินอาหารของสัตว์เพื่อออกแบบวิธีการให้อาหารสัตว์ที่เหมาะสม การพัฒนาอาหารเสริมสำหรับสัตว์ การพัฒนาปุ๋ยชีวภาพเพื่อใช้ปลูกพืชที่นำมาใช้ผลิตอาหารสัตว์ให้สามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างเพาะปลูก การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพที่มีประสิทธิภาพสูงจากมูลสัตว์ การเพิ่มประสิทธิภาพและนำเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์และการผลิตปศุสัตว์ การปรับปรุงระบบโลจิสติกส์และการขนส่ง การนำกลไกการซื้อขายคาร์บอนมาประยุกต์ใช้ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย เป็นต้น และการพัฒนาทักษะให้กับบุคลากรในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย เพื่อให้มีความเข้าใจเรื่องแนวทางการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ในตอนท้าย ศ. ดร.นวดล  กล่าวว่า “ความร่วมมือกันครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ให้ทราบถึงปัญหาเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่ในปัจจุบันและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหากมิได้มีการดำเนินการใดๆ เพื่อแก้ไข รวมถึงร่วมกันหาแนวทางเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ลงเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero emissions) ในปี ค.ศ. 2040”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News