mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

เปิดทรรศนะนักอนาคตศาสตร์ไทย“ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์”ชี้ไทย-เวียดนาม ต้องโตไปด้วยกัน

 ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา “เวียดนาม” กลายเป็นประเทศที่นักเศรษฐกิจและสังคมต่างลงความเห็นว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงในหลายมิติทั้งด้านการศึกษา การลงทุน การขยายตัวของเมือง รวมทั้งความก้าวหน้าทางนวัตกรรมจนมีคนคาดว่า ในอนาคตอันใกล้ “เวียดนาม” จะก้าวแซงไทยและกลายเป็นดาวเศรษฐกิจดวงใหม่ที่น่าจับตาที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับประเด็นดังกล่าว หลายภาคส่วนได้วิเคราะห์และคาดการณ์ไว้ว่านี่อาจเป็นสัญญาณที่กำลังบ่งบอกให้ “ประเทศไทย” ต้องเร่งเครื่องก้าวต่อไปให้ไกลมากขึ้น เพื่อรักษาความได้เปรียบในหลายบริบท โดยเฉพาะ “องค์ความรู้ด้านนวัตกรรม”

สำหรับประเด็นดังกล่าว ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ในฐานะหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านอนาคตศาสตร์ของไทย ได้นำเสนอทรรศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เราไม่ควรเปรียบเทียบการพัฒนานวัตกรรมของไทย-เวียดนามในเชิงแข่งขัน เนื่องจากแต่ละประเทศมีบริบทและจุดเด่นแตกต่างกันออกไป สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญต่อจากนี้ก็คือ การร่วมมือกันระหว่างกลุ่มประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย เนื่องจากอาเซียนมีประชากรถึง 655.9 ล้านคน (ข้อมูลปี 2562) มากเป็นลำดับ 3 ของโลก รองจากจีน และอินเดีย และมีผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) 3.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่ามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นลำดับที่ 5 ของโลก รองจากสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และเยอรมนี ตามลำดับ ฉะนั้น หากเราร่วมมือกันก็จะสามารถสร้างให้ระบบนวัตกรรมและเศรษฐกิจในภูมิภาคมีความแข็งแกร่งและหลากหลายมากยิ่งขึ้น สามารถแข่งขันกับประเทศชั้นนำด้านนวัตกรรมของโลกได้ และหากมองในมุมการทำธุรกิจ ประเทศเวียดนามก็ต้องการที่จะเข้ามาทำธุรกิจที่ประเทศไทย และกลุ่มสตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี หรือบริษัทขนาดใหญ่ของไทยก็ต้องการที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศเวียดนามเช่นกัน ซึ่งไทยเป็นนักลงทุนรายใหญ่อันดับ 9 ใน 132 ประเทศที่ลงทุนในเวียดนาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยลงทุนในเวียดนามมากถึง 10.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในไตรมาสแรกของปี 2020 นักลงทุนไทยได้เพิ่มเงินทุนในตลาดเวียดนามถึง 43.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น บริบทของการทำนวัตกรรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจึงควรเป็นการเกื้อหนุนกันและกันมากกว่าการแข่งขัน หากเวียดนามโต ไทยก็โตไปด้วยกัน และหากสามารถทำได้เชื่อว่าอาเซียนจะกลายเป็นแหล่งระบบเศรษฐกิจที่มีความหลากหลายสามารถดึงดูดนักลงทุนจากซีกโลกอื่นให้เข้ามาลงทุน หรือเลือกกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นฐานการผลิตหลัก ซึ่งจะทำให้อาเซียนมีความคล้ายคลึง และเปรียบเสมือนยุโรปแห่งที่สองของทวีปเอเชียได้ในอนาคต

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวเสริมว่า จุดเด่นของเวียดนาม ณ ตอนนี้ คือการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตหลัก โดยมีปัจจัยมาจากต้นทุนแรงงานที่ค่อนข้างต่ำเฉลี่ยอยู่ที่ 132-190 บาท/วัน มีสัดส่วนประชากรที่อยู่ในวัยแรงงานมากถึง 63 ล้านคน มีภูมิประเทศที่ออกสู่ทะเลได้ทุกทิศทาง เหมาะแก่การขนส่งสินค้าทางทะเล รวมไปถึงด้านบนมีอาณาเขตติดกับประเทศจีนโดยตรงส่งผลให้ระบบโลจิสติกส์ค่อนข้างสะดวก ประกอบกับการปรับโครงสร้างพื้นที่ของระบบห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global value Chain) ที่ทำให้หลายประเทศย้ายฐานการผลิตออกจากจีนและหันมาซบเวียดนาม เนื่องจากเวียดนามมีข้อตลงทางการค้ากับต่างประเทศที่ช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงความเข้าใจและความคืบหน้าเพื่อหุ้นส่วนข้ามแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership: CPTPP) และ ความตกลงเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป (EU-Vietnam Free Trade Agreement: EVFTA) ที่มีการยกเว้นภาษีนำเข้าให้กับสินค้ากว่า 98% ที่ส่งออกไปยังประเทศสมาชิก และลดภาษีศุลกากรกว่า 99% ระหว่างกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปและเวียดนามนานกว่า 10 ปี รวมไปถึงกฎหมายที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและยังไม่เข้มงวดเท่าไทย อาทิ กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ปัจจัยเหล่านี้ถือว่าเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนเวียดนาม

หากเปรียบเทียบตอนนี้เวียดนามเหมือนไทยเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ก่อนเริ่มมีการลงทุนจากต่างประเทศ การที่มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในเวียดนามทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างก้าวกระโดด และถือเป็นโอกาสในการวางโครงสร้างพื้นฐานและก้าวไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมขั้นสูงได้ แต่หากมองลึกลงไปจะเห็นว่าเวียดนามไม่ได้มีบริษัทขนาดใหญ่เป็นของตัวเองมากนัก ส่วนมากจะเป็นการเข้ามาตั้งบริษัทของต่างชาติ และใช้เวียดนามให้เป็นฐานการผลิตต้นทุนต่ำ โดยเฉพาะการผลิตสินค้าไฮเทค กรณีดังกล่าวส่งผลให้เวียดนามเกิดการเรียนรู้จนสามารถนำความรู้ไปพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีและผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีขึ้นมาใช้ในประเทศได้สำเร็จ สำหรับตนมองว่าไทยและเวียดนามอยู่คนละบริบทที่จะนำมาเปรียบเทียบกัน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยรายได้บ่งชี้ต่อหัวของประชากร โดยไทยอยู่ที่ประมาณ 7,769 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี หรือประมาณ 236,558 บาทต่อคนต่อปี เวียดนามอยู่ที่ 2,524 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี หรือประมาณ 76,864 บาทต่อคนต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าอำนาจการจับจ่ายเพื่อดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยยังคงสูงกว่าเวียดนาม ส่งผลให้ไทยถูกจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper middle income country) ด้านเวียดนามจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับต่ำ (lower middle income country)

ดร.พันธุ์อาจ อธิบายต่อว่า ความสามารถนวัตกรรมไทย-เวียดนามในช่วงที่ผ่านมามีการไต่ระดับความสามารถอย่างต่อเนื่อง จากการจัดอันดับดัชนีตัวชี้วัดความสามารถทางนวัตกรรม (GII) ของประเทศทั่วโลก 131 ประเทศ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาไทยไต่ระดับได้ถึง 9 อันดับจากอันดับที่ 52 ในปี 2016 สู่อันดับที่ 44 ในปี 2020 ส่วนเวียดนามมีการไต่ระดับความสามารถทางนวัตกรรมขึ้นมา 16 อันดับจากอันดับที่ 59 เป็นอันดับที่ 42 ในปี 2020  ส่วน “บลูมเบิร์ก” ก็มีการจัดอันดับนวัตกรรม Bloomberg Innovation Index (BII) รวม 60 กว่าประเทศเช่นกัน ในปี 2020 พบว่า ไทยตีตื้นขึ้นมาจากลำดับที่ 40 สู่ลำดับที่ 36 ส่วนเวียดนามนั้นอยู่ลำดับที่ 55 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยที่ส่งผลให้ความสามารถทางนวัตกรรมของเวียดนามเติบโตอย่างก้าวกระโดด คือ ผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์โดยเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าไฮเทคซึ่งกว่า 40% มาจากเป็นฐานการผลิตของต่างประเทศ สำหรับประเทศไทยเองก็มีความโดดเด่นทางนวัตกรรมไม่แพ้กัน โดยเฉพาะผลผลิตที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมีอันดับการเติบโตทางนวัตกรรมดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากไทยมีการส่งออกสินค้าความคิดสร้างสรรค์ อาทิ งานศิลป์ ภาพยนตร์ ละคร บริการด้านข้อมูล คอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังวางเป้าหมายการพัฒนาประเทศ เพื่อยกระดับนวัตกรรมด้วยการส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมไทยให้มีโอกาสออกไปลงทุนในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น  ทั้งสตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี แลบริษัทขนาดใหญ่ รวมถึงการสร้างตลาดนวัตกรรมภายในประเทศ เพราะ NIA มองว่าไทยเองสามารถเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่พึ่งพาตนเองได้

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวทิ้งท้ายว่า ทุนมนุษย์และงานวิจัยเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่จะนำไปสู่การเพิ่มระดับความสามารถทางนวัตกรรม โดยไทยและเวียดนามต่างก็ให้ความสำคัญในบริบทดังกล่าวค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงระบบการศึกษาของประเทศ สำหรับเวียดนามมีความโดดเด่นในการพัฒนาคุณภาพของประชากรในภาคการศึกษา โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระบบเศรฐกิจที่กำลังจะเปลี่ยนไปสู่บริบทใหม่ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะและความเชี่ยวชาญของประชากรเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมถึงการพัฒนาด้านภาษาที่ 2 และ 3 ซึ่งปัจจุบันคนเวียดนามสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างดี จึงถือเป็นเรื่องที่ได้เปรียบค่อนข้างมาก ส่วนประเทศไทยเน้นการเตรียมความพร้อมพัฒนาคนเพื่อก้าวเข้าสู่ยุคแรงงาน 4.0 โดยการสร้างคนให้มีทักษะและความรู้ขั้นสูง ทั้งการรีสกิล (Reskill) อัพสกิล (Upskill) และมัลติสกิล (Multiskilling) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคม รวมถึงการเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนสำหรับการก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการตั้งแต่อยู่ในช่วงมหาวิทยาลัยผ่านโครงการต่าง ๆ ซึ่งแนวทางดังกล่าวเป็นสิ่งที่ NIA ได้ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News