โดย...หรั่ง รอบโลก
นิสสันเปิดให้สื่อมวลชนได้ทดสอบขับ นิสสัน นาวารา ใหม่ ที่เปิดตัวไปเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2563 ด้วยคอนเซ็ปต์ รถกระบะอัจฉริยะพลังแรง ที่กล้า…. เพื่อคนแกร่ง หรือ Driven by the BRAVE ซึ่งเป็นรถกระบะรุ่นที่ 12 ของนิสสัน นับตั้งแต่รถกระบะคันแรกภายใต้แบรนด์ดัทสัน (Datsun) ที่ผลิตและเริ่มจำหน่ายในปี 1933 หรือ 80 ปีที่ผ่านมา
โดยออกแบบภายใต้แนวคิด “Unbreakable Design” ที่สื่อถึงอารมณ์และการใช้งานจริง ด้วยรูปโฉมภายนอกที่ดูบึกบึน ได้รับการออกแบบซุ้มล้อให้มีขนาดใหญ่ดูโดดเด่นเข้ากับรูปลักษณ์แบบรถยนต์ออฟโรด กระจังหน้าแบบ Interlock ขนาดใหญ่เสริมความดุดัน ไฟหน้า แบบ Quad-eye LED 4 ดวงคุณภาพสูง พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน Daytime Running Light และไฟท้าย LED light guide แบบเส้นเดียว สะท้อน Design DNA ซึ่งเป็นเอกลักษณ์การออกแบบสำหรับรถกระบะของนิสสันยุคใหม่
โดย นาวารา ใหม่ มีเครื่องยนต์ 3 แบบได้แก่ เครื่องยนต์ YS23DDTT ขนาด 2.3 ลิตร 4 สูบ ทวินเทอร์โบ เกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด พร้อมโหมดแมนนวล ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า (Ps) และแรงบิด 450 นิวตัน-เมตร (Nm) เครื่องยนต์ YS23DDT ขนาด 2.3 ลิตร 4 สูบ เทอร์โบแปรผันแบบ VGS เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า (Ps) และแรงบิด 403 นิวตัน-เมตร (Nm) และเครื่องยนต์ YD25DDTTi ขนาด 2.5 ลิตร เทอร์โบแปรผันแบบVGS ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า (Ps) และแรงบิด 403 นิวตัน-เมตร (Nm)
นิสสัน ได้ชู 2 รุ่นใหม่ คือ PRO4X และ PRO2X ซึ่งถอดแบบมาจากนิสสัน ไททัน กระบะฟูลไซส์ในสหรัฐฯ เพื่อลูกค้าที่ชอบการเดินทางแบบผจญภัยพร้อมลุยไปในเส้นทางแปลกใหม่ เสริมความดุดันของดีไซน์ภายนอกที่ทันสมัย กระจังหน้า และอุปกรณ์ตกแต่งโทนสีดำ ช่วงล่างที่ปรับแต่งใหม่ให้สามารถลุยไปได้ทุกที่ ทุกสถานการณ์ ผสานกับล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางแบบ All Terrain นิสสัน นาวารา ใหม่ PRO Series มาพร้อมสีพิเศษ สเตลท์ เกรย์ (Stealth Gray) เสริมด้วยชุดแต่ง แอคเซนท์สีส้ม-แดง ภายในห้องโดยสาร และเบาะนั่งสีดำดีไซน์สปอร์ต
นาวารา ใหม่ มาพร้อมระบบขับเคลื่อน เทคโนโลยี ได้แก่ เทคโนโลยีขับเคลื่อนสี่ล้อ 4x4 (4WD)* ที่ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนจากการขับขี่แบบสองล้อ หรือ two-wheel drive (2H) เป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือ four-wheel drive ได้ทั้ง 4H และ 4L ผ่าน Rotor Switch ที่บริเวณแผงคอนโซลกลาง ขณะที่โหมดการขับเคลื่อน 4 ล้อแบบความเร็วต่ำ low range four-wheel drive หรือ 4LO สำหรับการขับขี่บนพื้นที่ทุรกันดาร อาทิ ทราย โคลน ลุยน้ำ ปีนขึ้นที่สูงชัน หรือลงในเส้นทางลาดชัน
ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มาพร้อม ระบบป้องกันการลื่นไถล Brake Limited Slip Differential (B-LSD) โดยระบบจะส่งแรงไปยังล้อที่ลื่นไถลให้การออกตัวที่ลื่น พร้อมกระจายแรงขับขี่ไปที่ล้อแต่ละข้างเมื่อขับขี่ในโหมด 4H ขณะที่ ระบบล็อกเฟืองท้ายแบบไฟฟ้า Electronic Rear Locking Differential ช่วยเสริมกำลังฉุดเมื่อขับขี่ในสถานการณ์ที่ต้องการแรงบิดสูงในโหมด 4L
ขณะที่เดียวกัน โมโนเฟรมแชสซีทำจากเหล็กกล้าชิ้นเดียวตลอดคัน ที่มีชื่อเสียงของนิสสันมาพร้อมระบบช่วงล่างและระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระปีกนกคู่พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโครง ขณะที่ระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบแหนบซ้อนพร้อมโช๊คอัพ โดยปรับจูนใหม่ เพื่อสมรรถนะและการทรงตัวรถขณะขับเข้าโค้งที่ดีเยี่ยม เสริมความมั่นใจได้ทุกเส้นทาง ตอบโจทย์ทุกการใช้งานที่ต้องบรรทุกหนัก
ขณะเดียวกัน ยังคงระบบการขับขี่อัจฉริยะ นิสสัน อินเทลลิเจ้นท์ โมบิลิตี้ เทคโนโลยีอัจฉริยะ ที่ทำให้ทุกการขับขี่ เป็นเรื่องง่ายและปลอดภัย ได้แก่ เทคโนโลยีเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนอัจฉริยะ เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ เทคโนโลยีป้องกันการชนจากจุดอับสายตาอัจฉริยะ และเทคโนโลยีควบคุมรถเมื่อออกนอกช่องทางอัจฉริยะ เทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังขณะถอย เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง เทคโนโลยีช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Start Assist (HSA) และ เทคโนโลยีควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน Hill Descent Control (HDC)
ส่วนการออกแบบภายห้องโดยสาร ใช้กระจกแบบ Noise-reducing acoustic glass ลดเสียงรบกวนที่เข้ามาในห้องโดยสาร และกระจกตอนหลังกรองแสงสีชาเพื่อความสบายตา การตกแต่งภายในด้วยหนังแท้รอบห้องโดยสารโทนสีดำ เบาะนั่งคู่หน้าแบบ Zero Gravity ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมดันหลังปรับไฟฟ้า ในตำแหน่งผู้ขับขี่ ที่นั่งด้านหลังเพิ่มความสบายด้วยดีไซน์ใหม่นุ่มสบาย มีที่พักแขนและที่วางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่ง รวมถึงพอร์ต USB Type C บริเวณคอนโซลกลาง
นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ได้เนรมิต พื้นที่ถนนเจริญนคร 57 เป็นสนามทดสอบให้ได้อารมณ์แบบออฟโรด อย่างครบครัน โดยจำลองเป็น 6 สถานี เริ่มด้วย เนินเอียง 30 องศา เนินเอียงแบบโค้งไต่ระดับ ทางขรุขระ ไต่เนินสูงชัน 46 องศา และจบท้ายด้วยการขับลุยแอ่งน้ำแบบเต็มสปีด
ในการทดสอบครั้งใช้รถรุ่นท้อป PRO-4X ขับจากจุดเริ่มต้นด้วยโหมด 2H ปกติ วนไปจอดตั้งหลักก่อนถึงเนินเอียง จากนั้นปลดเกียร์ว่าง กดและบิดปุ่มเลือกระบบขับเคลื่อนเป็น 4L ตรวจสอบว่าระบบทำงานเรียบร้อยด้วยการสังเกตสัญลักษณ์ไฟ 4L บนชุดมาตรวัดหยุดกะพริบ เข้าสู่สถานีแรก เนินเอียง 30 องศา แตะคันเร่งเบาๆ ขึ้นไปถึงกลางความยาวของเนิน ให้รถทั้งคันเอียงเสมอกัน แล้วค่อยๆ กลับลงมา ซึ่งสามารถควบคุมรถได้นุ่มนวล
จากนั้นเข้าสู่ เนินเอียงที่ 2 ซึ่งนอกจากเอียงแล้วยังโค้งไต่ระดับบนแผ่นตาข่ายเหล็ก ซึ่งมีเส้นสีแดงบอกตำแหน่งล้อ การขับก็เหมือนกับสถานีแรก แต่ต้องใช้ความนิ่งมากขึ้นในการบังคับทิศทาง ซึ่งความแม่นยำของและความนุ่มของพวงมาลัย PRO-4X ตอบสนองการควบคุมได้ดี ทำให้ผ่านสถานีนี้ไปได้
ถัดมาเป็นการขับข้ามเนินจำลองเตี้ยๆ เป็นเนินสลับ มีการเลี้ยวเล็กน้อย เมื่อหน้ารถไต่เชิดขึ้นเนิน จะมองไม่เห็นทางข้างหน้า ต้องอาศัยมองภาพจากกล้องมองรอบคันช่วยวัดระยะเพื่อหลบหลีกไพลอนที่วางขนาบ 2 ข้างเป็นแนวเส้นทางคดเคี้ยว และแคบ ซึ่งแต่คันเร่งด้วยความเร็วที่เหมาะสมก็ผ่านสถานีนี้ไปได้
ต่อด้วยการลุยบ่อน้ำลึกระดับ 60 เซนติเมตร ซึ่งรถจะจมลงในบ่อ ระดับน้ำก็จะสูงขึ้นจนเอ่อ ในการขับให้ค่อยๆ ปล่อยรถลงไป ไม่ต้องอัดแรงให้น้ำกระจาย โดยใช้ความเร็วสม่ำเสมอ จากนั้นก็เพิ่มความเร็วเพื่อขึ้นจากบ่อน้ำ
จากนั้น ต่อด้วยสถานีขรุขระ ที่โรยหินเป็นก้อนๆ บดอัดแน่น ขับแบบรูดไปเลย ซึ่งตรงนี้ แม้ขับผ่านก้อนหิน แต่ความรู้สึกหนักแน่นและนุ่มนวล สะท้อนถึงช่วงล่างแน่นและซับแรงสะเทือนได้ดี โดยไม่มีความรู้สึกว่าตัวรถโคลงหรือกระเด็น กระดอน
และแล้วก็มาถึงสถานีสถานีไฮไลต์ ที่ให้ความตื่นเต้นสุดๆ แบบหายใจไม่ทั่วท้อง ขับไต่ความชันระดับ 46 องศา หน้าชี้ฟ้าในขาขึ้น และหัวปักดินตอนขาลง จอดรถที่หน้าสถานี ตั้งล้อให้ตรง ตั้งสมาธิให้มั่นเพื่อลดความตื่นเต้น สำรวมความกล้า ใช้ 4L กดคันเร่งเลี้ยงรอบประมาณ 2,000 รอบต่อนาที ค่อยๆ ไต่ขึ้นสามารถมองจอบอกทางหน้า แล้วไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงยอดเนิน จอดพักสงบนิ่งสักครู่ แล้วค่อยๆ ปักหัวลง แตะเบรก เพื่อไม่ให้รถพุ่งแรงเกินไป ซึ่งก็ผ่านสถานนี้ไปได้ แบบลุ้นสุดๆ จากนั้น ปิดท้ายที่สถานีว่งผ่านน้ำ ก่อนขึ้นแตะคันเร่งเต็มที่เพื่อให้น้ำกระจาย ถ่ายรูปออกมาสวย จบลงด้วยความสมบูรณ์แบบ
หลังการทดสอบ ต้องบอกว่า เป็นรถกะบะอีกหนึ่งรุ่นที่น่าใช้ โดยเฉพาะผู้ที่ชอบไลฟ์สไตล์ ขับขี่แบบแอดเวนเจอร์ ท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ ด้วยรูปลักษณ์ที่บึกบึน และสวยงามไม่อายใคร แถมในการใช้งานเพื่อการบรรทุกก็ยังมีจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์เหมือเดิม
นิสสัน นาวาร่า ใหม่ มีให้เลือก 14 รุ่นย่อย โดยเพิ่มจากรุ่นปกติ 2 รุ่นใหม่ คือ PRO4X และ PRO2Xเคาะราคา ตั้งแต่ 599,000 บาท ถึง 1,149,000 บาท ทั้งตัวถังแบบ King cab 2 ประตู แบบธรรมดา และ ตัวถังยกสูง (Calibre) รวมถึง Double Cab 4 ประตู เกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด และแบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ที่มีทั้ง ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ มีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ได้แก่ สีขาว ไวท์ โซลิด (White Solid), สีขาว ไวท์ เพิร์ล (White Pearl), สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ (Brilliant Silver), สีดำ แบล็ค สตาร์ (Black Star), สีแดง เบิร์นนิ่ง เรด (Burning Red) และสีใหม่ ฟอร์จ คอปเปอร์ (Forged Copper) ขณะที่รุ่น PRO series ทั้ง PRO4X และ PRO2X จะมี สีเทา สเตลท์ เกรย์ (Stealth Gray) เพิ่มเป็นทางเลือกเฉพาะรุ่นอีกด้วย สนใจจองได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย พร้อมส่งมอบตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563