mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

ก้าวต่อไปของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในทศวรรษที่ 3...รากฐานภูมิปัญญามหาชน

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้จัดการประชุม (Forum) งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น 20 ปี ระบบและกลไกการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในทศวรรษที่ 3 ในระบบวิจัยใหม่ เพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานวิจัยนวัตกรรมชุมชนท้องถิ่น เพื่อ “การขับเคลื่อน งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (CBR) กับระบบวิจัยใหม่” โดยจัดให้มีการนำเสนอรูปธรรมความสำเร็จของโครงการศูนย์วิจัยนวัตกรรมชุมชน 4 ภาค ซึ่งทำให้เกิด “ศูนย์วิจัยนวัตกรรมชุมชน” ที่สามารถสร้างชุดความรู้เชิงนวัตกรรมที่สามารถนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นๆ สามารถสร้างเครือข่ายนักวิจัยและเครือข่ายความร่วมมือ มีการพัฒนาระบบและกลไกการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม รวมไปถึงเกิดการทดลองปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาหรือสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ จะมีการนำสิ่งเหล่านี้มาเสนอ และใช้เป็นข้อมูลและประเด็นในการหารือร่วมกันของผู้เกี่ยวข้องจากทุกฝ่าย เพื่อหาแนวทางของการสร้าง “ตัวตน” ให้กลุ่มงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ในกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม

ในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “การวางรากฐานประเทศไทยสู่อนาคตด้วยงานวิจัย” แก่นักวิจัยท้องถิ่นและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกว่า 300 คนที่มาร่วมงาน

ดร.สุวิทย์  เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้กล่าวกับผู้เข้าร่วมการประชุมกว่า 300 คน ที่ส่วนหนึ่งเป็นตัวแทนจากชุมชนที่เข้าร่วมในการทำวิจัยท้องถิ่น กับ สกว. ว่า ทางกระทรวงยังคงตระหนักในความสำคัญของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น  เพราะการขับเคลื่อนให้ประเทศพัฒนาไปสู่ศตวรรตที่ 21 ด้วยแนวทางปรัชญาของเศรษกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาตินั้น หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมทางสังคม นวัตกรรมแก้จน นวัตกรรมชุมชน นวัตกรรมมวลชน หรือแม้แต่นวัตกรรมทางธุรกิจ ก็คือตัวของนักวิจัย  โดยเฉพาะนักวิจัยที่อยู่ในที่หมู่บ้าน อยู่ในชุมชน ในท้องถิ่น ที่สามารถนำปัญญาที่เกิดขึ้นผ่านงานวิจัยมาทำให้ภูมิปัญญาในพื้นที่ของตนเอง ที่เป็น “ภูมิปัญญามหาชน” มาสร้างให้เกิดนวัตกรรมที่ไปตอบโจทย์การสร้างคุณค่า มูลค่า ให้กับประเทศ

“ประเด็นกีคือ เราจะผสมผสานภูมิปัญญามหาชน กับภูมิปัญญาของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ให้ตกผลึก  และขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ขับเคลื่อนสังคมไทยไปข้างหน้า ขับเคลื่อนท้องถิ่นไปข้างหน้าได้อย่างไร ผมเชื่อว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายพวกเราในทศวรรษจากนี้ไป”

ในเวทีเสวนา “Wisdom Movement : ขับเคลื่อนอนาคตชุมชนไทยด้วยงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น”  ศ.ดร. ปิยะวัติ บุญ-หลง  ผู้ทรงคุณวุฒิ และอดีต ผอ.สกว. กล่าวว่า การวิจัยท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปัญญาจากฐานราก และยิ่งจำเป็นมากในปัจจุบัน  หัวใจของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นคือ ต้องให้ชาวบ้านทำเอง และมีกลไกสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่น เอกชน ฝ่ายจัดการ ซึ่งเดิมอยู่ที่ สกว. การหายไปของ สกว. คือการดึงกลไกสนับสนุนให้ชาวบ้านเกิดการเรียนรู้และทดลองทำ เพื่อให้เกิดปัญญาจากฐานรากออกไป

“โจทย์ตอนนี้คือ รูปแบบที่จะทำให้กลไกเช่นนี้ยังดำรงอยู่และขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างไร  ซึ่งไม่ว่าจะออกมารูปแบบไหนหลักการวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่ให้ชาวบ้านเรียนรู้ทดลองทำ ด้วยกระบวนการวิจัยที่ชาวบ้านทำเอง ลดระเบียบวิจัยลงเพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากปัญหาจริงจากการลงมือทำจริง เป็นคาถาที่ต้องเก็บไว้สำหรับการดำรงอยู่ต่อไปของชุมชนในอนาคต”

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป สมาชิกวุฒิสภา เสนอว่า  การทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่ผ่านมาอยู่ในระดับไมโคร เช่น หมู่บ้าน ตำบล  เป็นการจัดการปัญหาในพื้นที่ของเขา เรียกว่าตัดเสื้อเฉพาะตัว  แต่ที่สามารถยกระดับสู่นโยบายสาธารณะยังมีอยู่น้อย ดังนั้น  นี่คือโอกาสที่จะสามารถยกระดับจากวิจัยท้องถิ่น ไปสู่ระดับสมอลสเกล (Small Scale) เช่น ระดับอำเภอ ให้ได้  โดยใช้กลไกการจัดการ ที่เป็นหน่วยงานรัฐในระดับอำเภอ หรือจังหวัด โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฎ ที่ต้องมาทำตรงนี้อย่างเต็มตัว

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วชิระ คณบดีวิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวเสริมว่า  มหาวิทยาลัยในพื้นที่สามารถไปอุดช่องว่างของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่ไม่สามารถทำให้เห็นถึงผลของความเปลี่ยนแปลงในระดับจังหวัดหรือระดับประเทศได้ชัดเจน แต่ก็ต้องเปลี่ยนกรอบแนวคิดของมหาวิทยาลัย ไปสู่ การทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่มุ่งสร้างสรรค์วิชาการบนฐานชีวิตจริง  ด้วย

ในส่วนของ คุณเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ  สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า นอกจากบทบาทของราชการส่วนท้องถิ่นร่วมงานกับส่วนภูมิภาค โดยให้ตัวชุมชนกับกลไกท้องถิ่นและภูมิภาคมาขับเคลื่อนงานด้วยกันแล้ว    การมีส่วนร่วมจากภาคเอกชน ที่เปลี่ยนจากงาน CSR แบบเดิม มาเป็นเป็นการเข้าไปร่วมคิดร่วมทำเพื่อสร้างสร้างความยั่งยืนร่วมกับชุมชน ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจ

สำหรับ “งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” (Community Based Research : CBR) ซึ่งเป็นงานวิจัยที่เริ่มระบบสนับสนุน โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว. - หรือในชื่อใหม่คือ สกสว.) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2541 มียุทธศาสตร์สำคัญคือการเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่น โดยเน้นให้ “คน” ในชุมชนท้องถิ่นเกิดการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยได้จริง ด้วยการเข้าร่วมกระบวนการวิจัยทุกขั้นตอน  ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ หรือทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาด้วยปัญญาของชุมชนท้องถิ่นเอง ดอกผลจากการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ได้ปรากฏให้เห็นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ อาทิ เกิดโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่ชาวบ้านเป็นผู้ทำวิจัยด้วยตัวเองกว่า 4,000 โครงการ เกิดนักวิจัยเพื่อท้องถิ่นมากกว่า 40,000 คน และขยายฐานงานจากงานวิจัยชาวบ้านสู่กลุ่มคนทั้งในหน่วยงานและสถาบันต่างๆ นอกจากนี้ พลังคนวิจัยได้นำสู่การสร้างสรรค์งานวิจัยในประเด็นต่าง ๆ มากมายที่เป็นผลเชิงประจักษ์ ทั้งการหลุดออกจากปัญหา ก่อเกิดวิธีการใหม่ ระบบใหม่ นวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นในชุมชนท้องถิ่น ได้แก่ ประเด็นการท่องเที่ยว เกษตรกรรมยั่งยืน สุขภาพการแพทย์แผนไทย และสมุนไพร ศิลปวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เศรษฐกิจชุมชน การบริหารจัดการท้องถิ่น เด็กและเยาวชน การศึกษากับชุมชน ชุมชนกับการจัดการทรัพยากร เป็นต้น ซึ่งแต่ละประเด็นล้วนก่อให้เกิดคุณค่าแก่ชุมชนท้องถิ่น นำมาซึ่งความภาคภูมิใจ และความสุขของคนทำวิจัย ที่ ณ วันนี้ ชาวบ้านได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า“ชาวบ้านทำวิจัยได้”และ“ใคร ๆ ก็ทำวิจัยได้”

และในการสรุปและปิดงาน โดย นพ.สุทธิพันธ์  จิตพิมลมาศ  ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนงานวิจัยถิ่นในอนาคตภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ว่าจะมีการเดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นต่อไป โดยเฉพาะข้อเสนอจากเวทีที่อยากให้มีหน่วยงานบริหารงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นโดยเฉพาะมาทำหน้าที่นี้ ก็เป็นหนึ่งในแนวทางที่ สกสว. กับ วช. กำลังพิจารณากันอยู่   แต่ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด  ผลลัพธ์และแนวทางการวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่ชุมชนได้สร้างขึ้น    จะถูกนำไปสู่การยกร่างแผนบูรณาการ วทน. เพื่อท้องถิ่นและท้องที่  เป็นยุทธศาสตร์การบูรณการความรู้ด้านวิทยาการในท้องถิ่น  ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของของภารกิจของ สกสว. อย่างแน่นอน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News