mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

กูรูทิสโก้ชี้นักลงทุนสถาบันจับตา3ปัจจัยเสี่ยง แนะจัดพอร์ตรับหุ้นผันผวน ทยอยขายรอจังหวะซื้อใหม่

กูรูทิสโก้ชี้ 3 ปัจจัยนักลงทุนสถาบันจับตา “สงครามการค้า-เฟดหั่นดอกเบี้ย-เศรษฐกิจถดถอย” หวั่นกระทบหุ้นทั่วโลกผันผวนตลอดปีแถมอัพไซด์น้อย แนะจับจังหวะหุ้นปรับเพิ่มทยอยขายออก-ถือเงินสดรอช้อนซื้อ ย้ำเกาะติดหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์-เมกะเทรนด์

นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr.Komsorn Prakobphol, Head of Economic Strategy Unit, TISCO Economic Strategy Unit : TISCO ESU) เปิดเผยในรายการ “LIVE with Guru เจาะลึกกับผู้รู้เรื่องการลงทุน” ในเพจเฟซบุ๊ก TISCO Mastery ว่า  ภายหลังการพบปะกับนักลงทุนสถาบันพบว่า 3 ปัจจัยหลักที่นักลงทุนสถาบันยังคงติดตามอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยของโลก ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นประเด็นที่คาดเดาได้ยาก จึงประเมินว่าจะส่งผลให้หุ้นทั่วโลกผันผวนตลอดทั้งปี ดังนั้น ในจังหวะที่หุ้นปรับเพิ่มขึ้นแนะนำให้ทยอยขายหุ้นออก และถือเงินสดรอซื้อกลับเมื่อราคาหุ้นลดลง

สำหรับรายละเอียดของประเด็นที่นักลงทุนสถาบันจับตา ประเด็นแรก คือ ความยืดเยื้อของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้าหลัก เช่น จีน ญี่ปุ่น ยุโรป และเกาหลี ซึ่งปัจจุบันนักวิเคราะห์หลายแห่งยังไม่ได้ประเมินถึงผลกระทบเชิงลบต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และนักลงทุนยังไม่ได้ประเมินถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

“เบื้องต้น TISCO ESU มองว่า มีโอกาสถึง 60% ที่สหรัฐฯ จะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็น 25% สำหรับสินค้าบางรายการที่อยู่ในกลุ่ม 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งนักลงทุนสามารถติดตามความชัดเจนอีกครั้งในระหว่างการประชุม G20 ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 28-29 มิถุนายนนี้  ขณะที่การเจรจาเรื่องภาษีนำเข้ารถยนต์กับประเทศญี่ปุ่น ยุโรป และเกาหลีก็มีโอกาสยืดเยื้อ เพราะอุตสาหกรรมรถยนต์ถือเป็นอุตสาหกรรมหลักของทั้งสามประเทศ” นายคมศร กล่าว 

ประเด็นต่อมา คือ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปัจจุบันนักลงทุนในตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปี 2562 - 2563 ซึ่ง TISCO ESU มองว่า Fed จะปรับลดได้มากสุดแค่ 2 ครั้งเท่านั้น นักลงทุนควรติดตามการประชุม Fed ในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ว่า Fed จะมีท่าทีปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกหรือไม่ หากแสดงท่าทีลดดอกเบี้ยไม่มากตามที่นักลงทุนคาด อาจทำให้หุ้นทั่วโลกรวมทั้งหุ้นไทยปรับลดลงจากความผิดหวังได้ 

ประเด็นสุดท้าย คือ เศรษฐกิจทั่วโลกอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ในช่วงต้นปีหรือกลางปี 2563 หลังตัวเลขและเครื่องมือด้านเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณในเชิงลบ เช่น ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นมาเพียง 75,000 ตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าปกติที่ต้องเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 แสนตำแหน่งต่อเดือน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ของสหรัฐฯ ลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 3 เดือน สะท้อนถึงความไม่มั่นใจของนักลงทุนต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว     

นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ หัวหน้าบริการที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) (Mr. Nattakrit Laotaweesap Head of Wealth Advisory, TISCO Bank Public Company Limited) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน เพราะได้รับปัจจัยบวกจากความคาดหวังว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ทำให้ราคาหุ้นหลายตลาดเริ่มแพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย ซึ่งตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันมีระดับพี/อี ที่ 14 เท่า ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ที่อยู่ในระดับ 11-12 เท่า ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศไทยฝากความหวังไว้ที่การบริโภคภายในประเทศ แต่ยังต้องติดตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐฯ ที่ยังต้องรอการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีมาอนุมัติโครงการ รวมถึงปัญหาภัยแล้งที่อาจส่งผลให้การบริโภคในประเทศอาจเติบโตไม่ได้มากนัก ขณะที่การส่งออกน่าจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า จึงประเมินว่าโอกาสที่หุ้นไทยจะปรับขึ้นแรงต่อจากนี้เริ่มมีแนวโน้มลดลง และจะผันผวนในกรอบกว้าง

สำหรับคำแนะนำการจัดพอร์ตลงทุนนั้น ในกลุ่มนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง แนะนำให้ลงทุนในตราสารหนี้ 50% หุ้น 20 - 25% โดยเน้นหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ตามเมกะเทรนด์ของสังคมผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นทั่วโลก และข้อดีของหุ้นกลุ่มนี้คือแนวโน้มกำไรเติบโตสม่ำเสมอในช่วงสภาวะเศรษฐกิจหดตัว ส่วนนักลงทุนที่สนใจลงทุนในหุ้นไทย แนะนำให้เน้นลงทุนในหุ้นปันผลเป็นหลัก สุดท้ายที่เหลืออีก 25 - 30% แนะนำให้ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) หรือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ตามเมกะเทรนด์การขยายตัวของความเป็นเมือง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News