mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

ซ่อม‘ดุลยพินิจรัฐไทย’ปิดช่องทุจริต หากินกับธุรกิจ-ประชาชน

ทีดีอาร์ไอ-สกว. เปิดวงเสวนาร่วมตัวแทนภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ถกปัญหาการใช้ “ดุลยพินิจรัฐไทย” เพื่อการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจและการกำกับดูแลธุรกิจ ห่วงเป็นช่องโหว่คอร์รัปชัน กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน และเอาเปรียบผู้บริโภค เห็นพ้องเดินหน้ากฎหมายอำนวยความสะดวกฯ มาถูกทาง แต่ขาดกลไกกำกับการใช้ดุลยพินิจ ด้วยการมีส่วนร่วมตรวจสอบจากประชาชน แนะเพิ่มการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นไปพร้อมกัน

 

เวทีเสวนา ‘ดุลยพินิจรัฐไทย ผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชน’ จัดโดย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เมื่อเร็วๆนี้ มีเป้าหมายเปิดประเด็นและกระตุ้นให้สาธารณะเห็นถึงผลกระทบจากการใช้ ‘ดุลยพินิจของรัฐ’ ที่แม้จะสามารถอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจหรือประชาชนได้ แต่ก็สร้างอุปสรรคได้หากการใช้ดุลยพินิจของรัฐไม่โปร่งใส ในเวทีนี้มีการนำเสนอผลวิเคราะห์ 2 บทบาทของภาครัฐ ได้แก่  รัฐในฐานะ ‘ผู้อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ’ และการปรับปรุงขั้นตอนราชการ และ รัฐในฐานะ ‘ผู้กำกับดูแลธุรกิจ’ และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ

นายธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโส ทีดีอาร์ไอ ได้วิเคราะห์ ผลกระทบจากการใช้ดุลยพินิจของรัฐในฐานะผู้อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ใน 10 ด้าน ตามรายงานการจัดอันดับ Doing Business ของธนาคารโลก ปี 2559 ที่เพิ่งปรับเกณฑ์ใหม่ พบว่า  อันดับ “ความยาก-ง่ายในการทำธุรกิจ” ไทยตกต่ำลง จากอันดับ 46 มาอยู่ที่ 49 จาก 189 ประเทศ

เสนอให้ภาครัฐเร่งปรับปรุง 3 ด้านที่คะแนนลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่  1) ด้านการคุ้มครองนักลงทุน ที่มีปัญหาผู้ถือหุ้นรายย่อยมีสิทธิน้อย  2) ด้านการบังคับใช้สัญญา ที่ยังต้องปรับปรุงคุณภาพของกระบวนการยุติธรรม ระบบ e-Court และ 3) ด้านการขอสินเชื่อ ที่เอสเอ็มอียังเข้าถึงแหล่งเงินทุนยาก ส่วนด้านที่ทำคะแนนได้ดีขึ้น ประกอบด้วย การขอใบอนุญาตก่อสร้างจากการมีจุดบริการแบบเบ็ดเสร็จ การชำระภาษี และการอำนวยความสะดวกในกระบวนการฟ้องร้องล้มละลาย

 

 

นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในฐานะหน่วยงานรัฐผู้ดูแลภาพรวมโครงสร้างและกระบวนการทางราชการ เผยว่า ตั้งแต่ทราบผลการจัดอันดับ ทาง ก.พ.ร. สำนักงานประกันสังคม  และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ไม่นิ่งนอนใจ ได้เร่งดำเนินการแก้ไขส่วนที่ต้องปรับปรุง 4 ด้าน คือ 1) ลดขั้นตอน เอกสาร และระยะเวลา ในการจดทะเบียนทำธุรกิจ 2) ลดค่าธรรมเนียม 3) ปรับกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวก 4) สร้างความเข้าใจต่อผู้เกี่ยวข้องต่อสิ่งที่ได้ปรับปรุง ซึ่งสอดคล้องกับปฎิรูปกระบวนการทางราชการตามข้อกำหนดของ พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558

ด้านตัวแทนภาคธุรกิจ นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานหอการค้าไทย เล็งเห็นว่า ที่ผ่านมาการมีอำนาจออกใบอนุญาตต่างๆ ของรัฐ ถูกใช้เป็นช่องทางทุจริต เช่น การเรียกรับเงินของเจ้าหน้าที่ ดังนั้น หากภาครัฐสามารถบังคับใช้ พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกฯ ได้ดีและคืบหน้ามากกว่านี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้การดำเนินการนั้นโปร่งใส ทั้งเรื่องขั้นตอน เอกสาร และผลการพิจารณาภายในระยะเวลากำหนดที่ชัดเจน

“กฎหมายนี้ยังไม่ครอบคลุมเรื่องประสิทธิภาพของภาครัฐ ซึ่งเป็นนโยบายเพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดตั้ง และดำเนินธุรกิจ ทางออกคือเราสามารถนำกรณีของต่างประเทศมาเปรียบเทียบตั้งต้นได้” รองประธานหอการค้าไทย ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม

เช่นเดียวกับ นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ที่เห็นว่า กฎหมายอำนวยความสะดวกจะเป็นเครื่องมือป้องกันทุจริต เพราะขั้นตอนต่างๆ จะชัดเจนขึ้น แต่ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นกฎหมายสิทธิพิเศษ เป็นเครื่องมือหาประโยชน์ของคนบางกลุ่ม อีกทั้งต้องสร้างความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายในระยะยาว และมีกลไกติดตามจากประชาชน

สำหรับบทบาทรัฐ ในฐานะผู้กำกับดูแลธุรกิจ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ ทีดีอาร์ไอ ได้ยกกรณีองค์กรอิสระกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม ที่มีอำนาจสูงในการใช้ดุลยพินิจและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล อย่างคณะกรรมการ  กสทช. มาเปิดประเด็น

จากการเปรียบเทียบการจัดตั้งและหลักการการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระของไทยกับระดับสากล พบว่า ประเทศไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการการตรวจสอบองค์กรอิสระเท่าที่ควร  และพบ 3ปัญหาหลัก  คือ ความไม่โปร่งใสในการทำหน้าที่ โดยเฉพาะเรื่องการขาดกฎเกณฑ์ที่สร้างความโปร่งใสในการติดต่อระหว่างผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานกำกับดูแลกับธุรกิจภายใต้กำกับดูแลหรือบุคคลภายนอก การขาดการเปิดเผยข้อมูลสำคัญต่อสาธารณะ ได้แก่ รายละเอียดเงินเดือน ผลประโยชน์ที่ได้รับของคณะกรรมการ โดยเฉพาะผู้ริหารระดับสูง และการออกกฎหมายต่างๆ ที่ยังขาดกระบวนการการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรฐานสากล

“เพื่อการปฏิรูปองค์กรกำกับดูแล ต้องมีแนวปฏิบัติกรณีที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และควรให้มีสำนักงานให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม หรือ ethics office เพื่อฝึกอบรมแก่เจ้าหน้าที่ให้ทำตามมาตรฐานจริยธรรม ส่วนการเปิดเผยข้อมูล เรื่องรายจ่าย – รายรับที่ผ่านมา มีแต่บอกว่าเปิดเผยต่อ สตง. แต่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งจริงๆ แล้วทั้งหมดนี้ต้องมีการเปิดเผยต่อประชาชนทั้ง 65 ล้านคน” ดร.เดือนเด่น เสนอแนะ

ผศ.ดร.พรเทพ เบญญาอภิกุล นักวิจัยโครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม หรือ NBTC Policy Watch ชี้ให้เห็นอีกว่า นอกจากการเปิดเผยข้อมูลที่ กสทช. ต้องทำให้โปร่งใสมากกว่าที่เป็นอยู่แล้ว ในด้านการใช้ดุลยพินิจขององค์กรกำกับดูแลก็ยังขาดความชัดเจน  ซึ่งได้สร้างผลกระทบต่อการตัดสินใจการทำธุรกิจของนักลงทุน เช่น การจัดการประมูลคลื่นความถี่ที่ไม่ทราบกำหนดแน่นอนว่าจะมีอีกหรือไม่ อย่างไร และกรณีการตีความกฎหมายในการเอาผิดผู้ประกอบการยังไม่นิ่ง ทำให้เกิดความสับสน ดังนั้นการมีข้อมูลและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงและอ้างอิงได้ จะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นแก่ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะ นักลงทุนและประชาชนในฐานะผู้บริโภค

โดยที่ผ่านมา ประชาชนในฐานะผู้บริโภคยังไม่มีส่วนร่วมในการกำกับดูแลการใช้ดุลยพินิจภาครัฐ นางสาวสารี อ๋องสมหวัง จึงเสนอเร่งผลักดัน ‘องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค’ ให้เกิดขึ้น หลังจากพยายามมาเกือบ 19 ปี เพื่อให้มีกลไกกำกับ และลดความเสียหายจากการใช้ดุลยพินิจของรัฐอย่างยั่งยืนต่อผู้บริโภค โดยได้ยกตัวอย่าง ผลกระทบที่รัฐปล่อยให้ผู้ได้รับสัมปทานทางด่วนใช้ดุลยพินิจขึ้นราคา  ไร้กลไกกำกับจากผู้บริโภค ผลคือประชาชนต้องจ่ายค่าทางด่วนที่แพงมาก

บทสรุปส่งท้ายจากการเสวนาในครั้งนี้ ตัวแทนจากทุกภาคส่วน เห็นร่วมกันว่า การเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐและองค์กรอิสระจะทำให้เกิดการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งจะช่วยกำกับการใช้ดุลยพินิจของรัฐไทย ในการเป็นทั้งผู้อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และการกำกับดูแลให้มีประสิทธิภาพและมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะมากที่สุด อีกทั้งยังเป็นการส่งไม้ต่อถึงสิ่งที่ต้องปรับปรุงไปยังทุกภาคส่วน ได้ร่วมกันเดินหน้าผลักดันภาครัฐไทยใช้ดุลยพินิจอย่างไร้ข้อกังขาและปราศจากการทุจริต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News