mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

สวทช.จับมือ สรพ.หนุนโรงพยาบาลพื้นที่ EEC ก้าวสู่ Smart Hospital

หัวใจของการพัฒนา “เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก” หรือ “EECi” ณ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง คือการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมสมบูรณ์แบบ ซึ่งจะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ที่มีความเข้มข้นสูงด้านงานวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม การจะบรรลุเป้าหมายนี้ นอกจากจะต้องส่งเสริมเรื่องโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อรองรับการเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ในอนาคตแล้ว การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ก็เป็นอีกภารกิจที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หน่วยงานหลักที่ดูแลการพัฒนา EECi มองว่ามีความสำคัญยิ่งยวดไม่แพ้กัน และพยายามผลักดันมาตลอดผ่านโครงการที่เป็นประโยชน์และน่าสนใจจำนวนมาก

          โครงการ 2P Safety Tech (Patient and Personal Safety Technology Awards) หรือโครงการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรในโรงพยาบาล เป็นตัวอย่างหนึ่งของโครงการดีๆ ที่ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. ร่วมกับสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. สถาบันที่ทำงานในการขับเคลื่อนระบบริการสุขภาพด้วยการประเมินรับรองคุณภาพสถานพยาบาลและพัฒนากลไกต่างๆ รวมถึงการสร้างความร่วมมือ เพื่อให้เกิดคุณภาพและความปลอดภัยในสถานพยาบาลและระบบบริการสุขภาพ ที่ได้ริเริ่มโครงการขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถนำมาใช้ทำงานได้จริง ในการแก้ไขปัญหาและป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยและผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล เป็นการนำร่องสู่การสร้างโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) ในประเทศไทย โดยเริ่มเปิดโครงการมาตั้งแต่ปี 2561 และมีโรงพยาบาลทั่วประเทศที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ 18 แห่ง พร้อมด้วยบริษัทเทคโนโลยีการแพทย์ 12 แห่ง สามารถพัฒนานวัตกรรมต้นแบบได้รวม 15 ผลงาน

          นายเฉลิมพล ตู้จินดา รักษาการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. เล่าถึงแนวคิดของโครงการ 2P Safety Tech ว่าเป็นการประสานพลังระหว่างโรงพยาบาล ผู้ประกอบการนักพัฒนาเทคโนโลยีการแพทย์ (HealthTech) และสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะเข้ามาช่วยให้ระบบงานบริการในโรงพยาบาลสะดวกและง่ายขึ้น ทำให้ความเสี่ยงที่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยลดลง เช่น ปัญหาผู้ป่วยพลัดตกเตียง สื่อสารไม่ได้ หรือได้รับบริการไม่ทันท่วงที ไม่สอดคล้องกับระดับความรุนแรงของอาการเจ็บป่วย ขณะเดียวกันยังช่วยสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีปัญหาไม่เพียงพอกับการดูแลผู้ป่วย ซึ่งเทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยลดปัญหาเหล่านี้ในเบื้องต้นได้

โครงการ 2P Safety Tech เปิดโอกาสให้โรงพยาบาลที่มีปัญหาความเสี่ยงเหล่านี้เขียนโครงการเข้ามาสมัคร จากนั้นทางโครงการฯจะนำมาคัดเลือกและจับคู่กับผู้ประกอบการด้าน HealthTech ที่อยู่ในความดูแลของศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. ที่มีเทคโนโลยีใกล้เคียงกัน ช่วยคิดวิเคราะห์พัฒนานวัตกรรมต้นแบบที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทปัญหาของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง โดยมีศูนย์บ่มเพาะฯ เป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีและการออกแบบโมเดลธุรกิจ พร้อมให้ทุนสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ทีมละ 100,000 บาท แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมีความพร้อมในการนำนวัตกรรมไปใช้งานจริงเมื่อผลงานเสร็จสมบูรณ์

“ข้อดีของโครงการนี้คือ โซลูชันที่ได้ถูกออกแบบและพัฒนาโดยคนทำงานที่มีปัญหาจริง ทั้งยังนำมาทดสอบในโรงพยาบาล ทำให้ตอบโจทย์ความต้องการและแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ หากประสบผลสำเร็จด้วยดียังสามารถต่อยอดขยายผลไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ได้โดยมีต้นทุนต่ำ ด้านบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีก็สามารถนำผลงานออกจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย ถือเป็นการเตรียมความพร้อมให้โรงพยาบาลเหล่านี้ก้าวสู่การเป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะในอนาคต” นายเฉลิมพล กล่าว

สำหรับในพื้นที่ EECi โรงพยาบาลระยองเป็นตัวอย่างผู้เข้าร่วมของโครงการ 2P Safety Tech ที่ประสบความสำเร็จมากในการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนและโรงงานท้องถิ่น ด้วยการพัฒนาระบบระบุตัวตนผู้ป่วยแผนกฉุกเฉิน ช่วยให้สามารถส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาพยาบาลได้อย่างทันท่วงที ขณะที่แพทย์และพยาบาลก็ทำงานได้ถูกต้องปลอดภัย

นพ.สมบูรณ์ มะลิขาว รองผู้อำนวยการฝ่ายคุณภาพและมาตรฐาน และหัวหน้าศูนย์พัฒนาคุณภาพ โรงพยาบาลระยอง ระบุว่า การระบุตัวตนผู้ป่วยให้ชัดเจนตั้งแต่เริ่มแรกเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก เพื่อจะได้ทราบถึงสาเหตุและอาการเจ็บป่วย ประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว ไปจนถึงสิทธิ์ในรักษาพยาบาล แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นทันทีหากผู้ป่วยหมดสติ ไม่มีหลักฐานติดตัว หรือไม่มีญาติมาด้วย ทำให้การรักษามีความยุ่งยากและอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ เช่น ให้ยาไม่เหมาะสมกับผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างโรคหัวใจ ปัญหาการส่งศพหรือทารกผิด

ทั้งนี้ นวัตกรรมที่รพ.ระยองได้ร่วมมือกับบริษัทเอกชนพัฒนาขึ้นเป็นริสแบนด์สวมข้อมือ ที่มีการฝังไมโครชิปบรรจุข้อมูลที่จำเป็นของผู้ป่วยเอาไว้ เช่น ชื่อนามสกุล ภาพใบหน้าของผู้ป่วย เลขประจำตัว 13 หลัก กรุ๊ปเลือด โรคประจำตัวที่ไม่เป็นความลับ ประวัติการแพ้ยา ฯลฯ เมื่อนำไปสแกนด้วยเครื่องอ่านที่ใช้งานร่วมกับมือถือระบบแอนดรอยด์ แพทย์และพยาบาลจะทราบข้อมูลในเบื้องต้นเกี่ยวกับผู้ป่วยได้ทันทีแบบเรียลไทม์ และทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง ยิ่งเป็นผู้ป่วยในพื้นที่ที่เคยมีประวัติรักษากับทางโรงพยาบาลมาก่อน ก็ยังสามารถเชื่อมโยงเข้ากับฐานข้อมูลหลักของโรงพยาบาลได้ทันที นอกจากนั้นยังช่วยป้องกันปัญหาการสวมสิทธิ์ใช้บัตรของผู้อื่นที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกันได้อีกด้วย

          ขณะเดียวกัน แพทย์และพยาบาลยังสามารถอัพเดตข้อมูลการรักษาใหม่ๆ ลงไป หรือมอนิเตอร์สถานะผู้ป่วยได้ว่า คนไข้ดังกล่าวได้รับยาหรือทำหัตถการใดไปแล้วบ้าง ซึ่งนวัตกรรมนี้ไม่เพียงเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยและบุคลากรในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้เป็นข้อมูลสถิติรายงานปัญหาด้านสาธารณสุขในพื้นที่ได้อีกด้วย เช่น การเฝ้าระวังโรคระบาด แนวโน้มอุบัติเหตุจราจร ช่วยให้ภาครัฐวางแผนรับมือได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นพ.สมบูรณ์ ทิ้งท้ายว่า นวัตกรรมนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน หากผ่านการพิจารณา ก็จะเริ่มนำมาทดลองใช้กับแผนกฉุกเฉินก่อนในเบื้องต้น แล้วจึงขยายไปยังหอผู้ป่วย ห้องยา และแผนกเอ็กซ์เรย์ต่อไป โดยริสแบนด์ 1 เส้นสามารถล้างข้อมูลแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้ประมาณ 2 แสนครั้ง มีอายุใช้งานราว 2 ปี

ไม่แน่ว่าในอนาคตต่อไป ประเทศไทยอาจไปไกลถึงขั้นระบุตัวตนผู้ป่วยได้ทันทีด้วยระบบสแกนใบหน้า ลายนิ้วมือ หรือดีเอ็นเอเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นการนำร่องโรงพยาบาล Smart Hospital ที่น่าสนใจไม่น้อยที่จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News