mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

อีไอซี ฉายภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2562

อีไอซี ธนาคารไทยพาณิชย์ ออกบทวิเคราะห์ เรื่อง REAL ESTATE 2019 : RESIDENTIAL MARKET โดยระบุว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยทั่วประเทศในปี 2019 มีแนวโน้มหดตัวจากที่ขยายตัวดีในปีก่อนหน้า จากปัจจัยฉุดรั้งสำคัญ คือ การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยผ่านการกำหนดระดับ Loan-to-Value (LTV) ที่เข้มงวดมากขึ้น ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และอุปสงค์จากชาวจีนที่อาจชะลอตัวลง แม้ว่าจะมีปัจจัยสนับสนุนจากการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าในหลายสายทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล

อีไอซีคาดการณ์ว่า ยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศปี 2019 อาจปรับลดลงประมาณ 10% เทียบกับปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 7.6 แสนล้านบาท (หลังจากที่ปีก่อนขยายตัวสูงกว่า 26%YOY) โดยตลาดหลักยังคงเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑลประมาณ 5.1 แสนล้านบาท ขณะที่หน่วยขายได้ (Presale) ของที่อยู่อาศัยที่เปิดขายในกรุงเทพฯ และปริมณฑลปี 2019 คาดว่าจะหดตัวประมาณ 14% เทียบกับปีก่อนหน้า โดยคอนโดมิเนียมมีโอกาสลดลงมากที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากมาตรการ LTV และกำลังซื้อของต่างชาติที่อ่อนแอลง ขณะที่ ผู้ประกอบการอาจชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ (หดตัวประมาณ 12% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) เนื่องจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว ผนวกกับภาวะอุปทานส่วนเกินที่ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียม

ตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2018: มีทิศทางขยายตัวดี โดยมูลค่ายอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่มีการจัดเก็บข้อมูล

ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยทั่วประเทศในปี 2018 มีทิศทางที่ขยายตัว สะท้อนจากมูลค่ายอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศกลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 3 ปีที่ 25% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งมีมูลค่าสูงสุดนับตั้งแต่มีการจัดเก็บข้อมูลอยู่ที่ 8.4 ล้านบาท โดยปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการฟื้นตัว ได้แก่ (1) การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่เติบโตดีมาตั้งแต่ปี 2017 ต่อเนื่องถึงปี 2018 (2) ทิศทางดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่อาศัยบุคคลทั่วไปที่ปรับลดลงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR (3) การแข่งขันที่มากขึ้นในการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารพาณิชย์ (4) กำลังซื้อจากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน และ (5) ปัจจัยฐานต่ำในปี 2017 (Low base effect)

อย่างไรก็ตาม ในปี 2019 ตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยของไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะมาตรการการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือการกำหนดระดับ Loan-to-Value (LTV) ที่เข้มงวดมากขึ้นของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2019 ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มทยอยสูงขึ้นมาตั้งแต่ช่วงท้ายของปี 2018 ขณะที่อุปสงค์จากชาวจีนมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและการเงิน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยฐานสูงในปี 2018 ที่กดดันอัตราการขยายตัวของมูลค่ายอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในปี 2019 (High base effect) จากปัจจัยข้างต้น อีไอซีคาดการณ์ว่า มูลค่ายอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศปี 2019 อาจปรับลดลงประมาณ 10% เทียบกับปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 7.5 แสนล้านบาท โดยยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลคิดเป็นประมาณ 5.1 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนหลักที่ 68% ของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในปี 2019 (รายละเอียดจะกล่าวต่อไปในบทวิเคราะห์)

มาตรการการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย: มาตรการที่เข้มงวดส่งผลกระทบทางลบต่ออุปสงค์ที่อยู่อาศัยให้ลดลง ซึ่งผลกระทบแตกต่างกันไปตามประเภทที่อยู่อาศัยและระดับราคา

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2018 ธปท. ประกาศหลักเกณฑ์กำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) ปรับลดเพดาน Loan-to-Value (LTV) สำหรับสัญญากู้ซื้อที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาทตั้งแต่สัญญาที่ 2 ขึ้นไปและที่อยู่อาศัยราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป โดยมีรายละเอียดตามรูปที่ 3 (2) วงเงินสินเชื่อที่ใช้พิจารณาประกอบด้วยสินเชื่อบ้านที่นับรวมสินเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยไม่นับรวมสินเชื่อสำหรับชำระค่าเบี้ยประกันวินาศภัยและเบี้ยประกันชีวิตผู้กู้ (MRTA) และสินเชื่อเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจ และ (3) หลักเกณฑ์จะมีผลบังคับใช้กับสัญญาสินเชื่อใหม่และ Refinance ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2019 ยกเว้นผู้กู้ที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายก่อนวันที่ 15 ตุลาคม 2018

เกณฑ์ LTV ที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลกระทบหลักๆ 2 ส่วนสำคัญ (รูปที่ 5) ได้แก่ (1) กำลังซื้อหรือความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคลดลง ทั้งผู้บริโภคที่ซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อการอยู่จริง (Real Demand) และนักลงทุนที่ทำการกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุน/เก็งกำไร โดยกำลังซื้อที่ลดลงมาจากภาระจ่ายเงินดาวน์ที่มากขึ้นอันเกิดจากการปรับลดเพดาน LTV ทั้งนี้หากผู้ประกอบการไม่มีการปรับเพิ่มระยะเวลาผ่อนเงินดาวน์ของผู้ซื้อที่อยู่อาศัย มีโอกาสที่ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบจะมีภาระเงินดาวน์ต่อเดือนที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่มากกว่าผู้ซื้อคอนโดมิเนียม เนื่องจากการผ่อนดาวน์ของที่อยู่อาศัยแนวราบมีระยะเวลาที่สั้นกว่าคอนโดมิเนียม (รูปที่ 4) แต่หากผู้ประกอบการมีการปรับเพิ่มระยะเวลาดาวน์ของที่อยู่อาศัยแนวราบ ก็อาจช่วยลดทอนการเพิ่มขึ้นของภาระเงินดาวน์ต่อเดือนลงได้ และ (2) ความเต็มใจจะซื้อที่อยู่อาศัยของกลุ่มนักลงทุน/เก็งกำไร ทั้งไทยและเทศมีแนวโน้มที่จะลดลง เนื่องจากมาตรการ LTV มีผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มชะลอลง ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยในอนาคตมีโอกาสชะลอตัวลง และลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งกระทบต่อความน่าสนใจของการลงทุนในตลาดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะกลุ่มคอนโดมิเนียมซึ่งเป็นประเภทที่อยู่อาศัยที่นิยมซื้อเพื่อการลงทุน/เก็งกำไรของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ทั้งนี้ราคาคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาขยายตัวเฉลี่ย 6% ต่อปี (อ้างอิงจากข้อมูลดัชนีราคาที่อยู่อาศัยจากฐานข้อมูลสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจัดทำโดยธปท.)

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางลบต่อยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในปี 2019 อาจถูกลดทอนลงจากทั้งการเร่งซื้อที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จพร้อมโอนก่อนมาตรการ LTV จะมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2019 รวมถึงที่อยู่อาศัยที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายก่อนวันที่ 15 ตุลาคม 2018 สามารถใช้เกณฑ์ LTV เดิมได้ ซึ่งหากพิจารณาจากข้อมูลในอดีต ประมาณ 30-40% ของหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั้งหมดในปีหนึ่งๆ จะมาจากยอด Presale ของที่อยู่อาศัยในช่วงปีก่อนหน้า โดยส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม

นอกเหนือจากกรอบการพิจาณาผลกระทบของมาตรการ LTV ที่กล่าวมาข้างต้น อีไอซีขอสรุปประเด็นผลกระทบเพิ่มเติมอีก 4 ประเด็น ดังนี้

(1) กลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยมีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV ที่เข้มงวดมากกว่าผู้มีรายได้สูง ส่วนหนึ่งมาจากการสะสมความมั่งคั่งที่ต่ำกว่า ทำให้อ่อนไหวต่อปัจจัยต่างๆ ที่จะกระทบต่อกำลังซื้อได้ง่าย และอาจนำไปสู่อัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อาจมีมากขึ้นในระยะข้างหน้า

(2) มีโอกาสที่ผู้ซื้อจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อที่อยู่อาศัยไปสู่ที่อยู่อาศัยที่ราคาต่อหน่วยลดลง เพื่อให้สอดรับไปกับกำลังซื้อที่ถูกลดทอนลงจากมาตรการ LTV เช่น อาจซื้อบ้านเดี่ยวที่พื้นที่ใช้สอยลดลง/ราคาต่ำลงในโลเคชั่นใกล้เคียง หรือ อาจเลือกซื้อบ้านแฝดหรือทาวน์เฮาส์เพื่อทดแทนบ้านเดี่ยวที่อยู่ในโลเคชั่นเดิม เป็นต้น

(3) หน่วยขายใหม่ (Presale) ของที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบมากที่สุด จากทั้งกลุ่มที่ซื้อเพื่อลงทุน/เก็งกำไรมีแนวโน้มชะลอตัวลง (ซึ่งอาจมีสัดส่วนประมาณ 10-20% ของคอนโดมิเนียมที่ขายได้ในช่วงปีที่ผ่านมา) และกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงที่กำลังซื้อถูกบั่นทอนลงจากมาตรการ LTV ซึ่งจากข้อมูลของธปท. จะพบว่าสัดส่วนของคอนโดมิเนียมที่เป็นสัญญาที่สองขึ้นไปมีสูงถึงกว่า 30% ของบัญชีสินเชื่อเพื่อคอนโดมิเนียมปล่อยใหม่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2017-ไตรมาส 2 ปี 2018

(4) กลุ่มบ้านเดี่ยวมีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มทาวน์เฮาส์ เนื่องจากพฤติกรรมการซื้อที่อยู่อาศัยในปัจจุบันของผู้บริโภค โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มักเริ่มจากการซื้อคอนโดมิเนียม/ทาวน์เฮาส์เป็นหลังแรกก่อน อันเป็นผลจากข้อจำกัดด้านราคาของบ้านเดี่ยวในปัจจุบันที่อยู่ในระดับราคาต่อหน่วยค่อนข้างสูง และมักซื้อบ้านเดี่ยวเป็นหลังถัดมาเพื่ออัพเกรดบ้าน ทำให้มีโอกาสที่สัดส่วนของสัญญาที่สองขึ้นไปของกลุ่มบ้านเดี่ยวอาจมีมากกว่าทาวน์เฮาส์ ส่งผลให้ผลกระทบต่อกำลังซื้อจากเกณฑ์ LTV ที่ลดลงของกลุ่มบ้านเดี่ยวมีโอกาสมากกว่าทาวน์เฮาส์

ถึงแม้ว่า การเข้มงวดที่มากขึ้นของทางการอาจส่งผลกระทบแง่ลบต่อตลาดที่อยู่อาศัยในระยะสั้นให้หดตัวลง แต่อีไอซีเชื่อว่า ในระยะข้างหน้ามาตรการ LTV ดังกล่าวจะช่วยคัดกรองผู้ซื้อที่อยู่อาศัยให้มีคุณภาพมากขึ้น โดยผู้บริโภคกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยอย่างแท้จริงจะทำการปรับตัว และกลับเข้ามาซื้อที่อยู่อาศัยในระยะข้างหน้าอีกครั้ง (แม้บางส่วนอาจหันมาซื้อที่อยู่อาศัยในราคาต่อหน่วยที่ต่ำลง) ขณะที่ กลุ่มที่ซื้อเพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไรจะมีต้นทุนในการเข้ามาลงทุนและจะระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น

ต้นทุนดอกเบี้ยซื้อบ้าน: ต้นทุนดอกเบี้ยที่อาจทยอยเพิ่มขึ้น และมาพร้อมกับมาตรการ LTV ที่เข้มงวดมากขึ้น เพิ่มโอกาสให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มสูงตามไปด้วย

นับตั้งแต่ปลายปี 2018 อัตราดอกเบี้ยนโยบายกำลังเข้าสู่ทิศทางขาขึ้น โดย ธปท. ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมาแล้ว 25bps จากที่ไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมาตั้งแต่กลางปี 2015 ทั้งนี้อีไอซีคาดการณ์ว่า ดอกเบี้ยนโยบายมีโอกาสปรับขึ้นต่ออีกประมาณ 25bps ในปี 2019 ส่งผลให้โอกาสที่ดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการซื้อที่อยู่อาศัยมีโอกาสปรับขึ้นตาม ทำให้ต้นทุนการซื้อบ้านของผู้บริโภคมีโอกาสทยอยปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้กู้รายใหม่ นอกจากนี้ แนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวที่มาพร้อมกับมาตรการ LTV ที่เข้มงวดมากขึ้น โดยที่รายได้ของผู้กู้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก อาจทำให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า ฉุดรั้งความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยของภาคครัวเรือน

อุปสงค์สำหรับคอนโดมิเนียมจากชาวจีน: ในปี 2019 อาจชะลอตัวลงหลังจากที่ขยายกว่า 40% ต่อปีในช่วงปี 2015-2017 จากความอ่อนแอลงของเศรษฐกิจและการเงินในประเทศจีน

ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดคอนโดมิเนียมได้รับปัจจัยบวกจากกำลังซื้อของชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวจีน จากข้อมูลของ ธปท.พบว่า ในปี 2015-2017 มูลค่าเงินโอนของชาวจีนเพื่อซื้อคอนโดมิเนียมขยายตัวเฉลี่ยถึง 44% ต่อปี และผลักดันให้การขยายตัวของมูลค่าเงินโอนของชาวต่างชาติเพื่อซื้อคอนโดมิเนียมในช่วงปี 2015-2017 ขยายตัวเฉลี่ย 13% ต่อปี เร่งตัวขึ้นจากเฉลี่ย 0.3% ต่อปีในช่วงปี 2009-2014 การเร่งตัวดังกล่าวส่งผลให้ต่างชาติมีสัดส่วนถึง 27% ของมูลค่าการโอนคอนโดมิเนียมในปี 2017 และ ธปท. ยังรายงานว่า มูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ของต่างชาติจะเพิ่มต่อเนื่องเป็น 31% ใน 9 เดือนแรกของปี 2018 ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในปี 2019 อีไอซีประเมินว่า อุปสงค์สำหรับคอนโดมิเนียมของชาวจีนในระยะข้างหน้าอาจชะลอตัวลง รวมถึงความเสี่ยงที่ชาวจีนจะทิ้งเงินดาวน์อาจมีมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยลบสำคัญ ได้แก่ (1) เศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดย IMF คาดว่าในปี 2019 จะขยายตัวเพียง 6.2% จากที่ขยายตัวเฉลี่ยเกือบ 7% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อันเป็นผลจากมาตรการปฏิรูปเศรฐกิจและสงครามการค้า (2) นักท่องเที่ยวจีนที่มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง ทำให้ผู้ซื้อชาวจีนที่ต้องการปล่อยเช่าแก่นักท่องเที่ยวยังคงระมัดระวังการเข้ามาซื้อเพิ่มเติม (3) การคุมเข้มที่มีมากขึ้นของทางการจีนเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกมาลงทุนในต่างประเทศ และ (4) แนวโน้มค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาท โดยในเดือนมกราคม 2019 เงินหยวนอ่อนค่าลงไปจากสิ้นปี 2016 ถึงกว่า 10% ทำให้ชาวจีนมีต้นทุนการซื้อคอนโดมิเนียมที่แพงขึ้น นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนชาวจีนต่อตลาดคอนโดมิเนียมของไทยอาจถูกสั่นคลอนเพิ่มขึ้นจากการชะลอตัวลงของราคาคาดหวังในอนาคตของคอนโดมิเนียม ส่วนหนึ่งมาจากอุปสงค์โดยรวมของคอนโดมิเนียมที่ถูกกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลงของชาวไทย

จากข้อมูลของ AREA พบว่า คอนโดมิเนียมที่มีสัดส่วนของชาวต่างชาติเข้าซื้อสูง ได้แก่ รัชดา-ลาดพร้าว (25% ของมูลค่าขายได้ทั้งหมดในปี 2018) พื้นที่ใจกลางเมือง CBD (22%) เช่น สุขุมวิท-พระรามสี่ และพหลโยธิน และอ่อนนุช-ศรีนครินทร์ (18%) โดยระดับราคาที่ชาวต่างชาตินิยมซื้ออยู่ในกลุ่มของราคา 3-5 ล้านบาทและ 5-10 ล้านบาท ดังนั้น หากพิจารณาการเพิ่มขึ้นของหน่วยเหลือขาย ณ สิ้นปี 2018 ของคอนโดมิเนียมในพื้นที่และระดับราคาดังกล่าวจะพบว่ากลุ่มคอนโดมิเนียมในราคาประมาณ 5-10 ล้านบาทของพื้นที่ รัชดา-ลาดพร้าว พหลโยธิน และสุขุมวิท-พระรามสี่ มีหน่วยเหลือขายเร่งตัวขึ้นค่อนข้างมาก ทั้งนี้หากการชะลอตัวลงของอุปสงค์จากชาวจีนเกิดขึ้น จะยิ่งเร่งให้ความเสี่ยงของอุปทานส่วนเกินเร่งตัวขึ้นในคอนโดมิเนียมกลุ่มดังกล่าว

ตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2019: มีโอกาสหดตัวลงหลังจากขยายตัวดีในปีก่อนหน้า โดยทั้งยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ และหน่วยขายในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมีโอกาสหดตัวในอัตราตัวเลขสองหลัก (Double-digit negative growth)

จากปัจจัยท้าทายที่กล่าวมาข้างต้น ได้แก่ ความเข้มงวดในเกณฑ์ LTV ของ ธปท. ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และอุปสงค์จากชาวจีนที่อาจชะลอตัวลง ผนวกกับปัจจัยฐานที่สูงในปีก่อนหน้า (High base effect) ทำให้อีไอซีคาดการณ์ว่า มูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศปี 2019 อาจปรับลดลงประมาณ 10% เทียบกับปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 7.5 แสนล้านบาท โดยยอดโอนฯ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลคิดเป็นประมาณ 5.1 แสนล้านบาท หรือ 67% ของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศ

อีไอซีประเมินว่า หน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปี 2019 มีโอกาสหดตัวเกือบ 11% เทียบกับปีก่อนหน้า (รูปที่ 8) โดยในช่วงไตรมาสแรกของปีหน่วยโอนกรรมสิทธิ์อาจยังคงขยายตัวได้ เนื่องจากทั้งผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยอาจจะเร่งขายที่อยู่อาศัยพร้อมโอน และผู้บริโภคอาจมีการเร่งซื้อที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จพร้อมโอนก่อนมาตรการ LTV จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2019 อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนเมษายน ปี 2019 เป็นต้นมาหน่วยโอนฯ จะปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม จากการที่ ธปท. กำหนดให้ที่อยู่อาศัยที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายก่อนวันที่ 15 ตุลาคม 2018 สามารถใช้มาตรฐาน LTV เดิมได้ ซึ่งจากข้อมูลในอดีตพบว่าประมาณ 60-70% ของหน่วยโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมที่เกิดขึ้นในแต่ละปีมาจากยอด Presale ของคอนโดมิเนียมในช่วงก่อนหน้า ทำให้มีโอกาสที่หน่วยโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2019 มีโอกาสหดตัวในอัตราที่ช้ากว่าที่อยู่อาศัยแนวราบ ที่ส่วนใหญ่เป็นโครงการสร้างเสร็จก่อนขาย โดยประมาณ 80-90% ของยอดโอนที่อยู่อาศัยแนวราบที่เกิดขึ้นในแต่ละปีมาจากยอด Presale ในปีเดียวกัน

สำหรับยอด Presale ของที่อยู่อาศัยที่เปิดขาย อีไอซีมองว่า ในปี 2019 มีโอกาสหดตัวประมาณ 14% เทียบกับปีก่อนหน้า (รูปที่ 9) โดยคอนโดมิเนียมมีโอกาสลดลงมากที่สุดที่ 18-19% เทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากเป็นกลุ่มที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV ทั้งทางตรงผ่านกำลังซื้อที่ลดลงของอุปสงค์แท้จริงและทางอ้อมผ่านความเชื่อมั่นที่ลดลงของนักลงทุน/เก็งกำไร พิจารณาได้จากอัตราการขายได้ของหน่วยเปิดขายใหม่รายเดือนปรับตัวลดลงมาอยู่ที่เฉลี่ย 24% ภายหลังมีการเปิดเผยเรื่องมาตรการ LTV ในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2018 จากเดิมซึ่งอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 44% ในช่วงเดือนมกราคม 2017-ตุลาคม 2018 นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อของต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนที่อาจลดลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและค่าเงินของจีนที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาท รวมถึงความเข้มงวดที่อาจมากขึ้นของทางการจีนเกี่ยวกับการนำเงินออกมาลงทุน/ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ

ถึงแม้ว่าหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยและหน่วยขายได้ (Presale) จะมีแนวโน้มลดลงในปี 2019 แต่หากพิจารณาที่จำนวนหน่วยโอนฯ และหน่วยขายได้ของที่อยู่อาศัยในปี 2019 อีไอซีคาดว่า ยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 2016-2017 (ช่วงเวลาที่ตลาดที่อยู่อาศัยโดยเฉลี่ยมีทิศทางอ่อนแอ) สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยบวกจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยคาดว่าในปี 2019 GDP จะเติบโตอยู่ที่ 3.8% เทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาที่ 3.1% ต่อปี ผนวกกับการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าในส่วนต่อขยายและเส้นทางใหม่ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-คูคต) ซึ่งก่อสร้างไปแล้วเกือบ 90% ของแผนการก่อสร้าง รถไฟฟ้าสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) เป็นต้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้มีพื้นที่ศักยภาพสำหรับการพัฒนาที่อยู่อาศัยมากขึ้น

สำหรับแนวโน้มอุปสงค์ที่อยู่อาศัยในระยะ 2020-2022 อีไอซียังคงคาดว่า หน่วยโอนกรรมสิทธิ์จะมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวที่อัตราเฉลี่ยประมาณ 3% ต่อปี และเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5% สำหรับมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ สอดรับไปกับการเติบโตของเศรษฐกิจที่มีต่อเนื่อง โดยในปี 2020-2022 อีไอซีคาดว่า จะขยายตัวได้เฉลี่ย 3.5-4.0% ต่อปี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของเขตเมืองตามการเพิ่มขึ้นของเส้นทางคมนาคมใหม่ โดยเฉพาะรถไฟฟ้าหลายสายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และการปรับผังเมืองที่อาจเพิ่มพื้นที่ศักยภาพในระยะข้างหน้า รวมถึงขนาดของครัวเรือนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และจังหวัดหัวเมืองหลัก

ความเสี่ยงภาวะอุปทานส่วนเกิน: ความเสี่ยงอุปทานส่วนเกินยังคงอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มคอนโดมิเนียม ขณะที่ กำลังซื้อมีแนวโน้มที่จะชะลอลง กดดันให้หน่วยเปิดขายใหม่ในปี 2019 มีโอกาสหดตัวลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2018 ผู้ประกอบการชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่และระบายที่อยู่อาศัยเหลือขาย (สต็อก) ขณะที่ ยอดขายยังคงเพิ่มขึ้น ทำให้สถานการณ์อุปทานส่วนเกินปรับตัวดีขึ้นดังรูปที่ 11 แต่ในครึ่งหลังของปี 2018 ผู้ประกอบการกลับมาเร่งเปิดตัวโครงการอีกครั้งเฉลี่ยเกือบ 4 หมื่นหน่วยต่อไตรมาสเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาที่เปิดตัวเพียงไตรมาสละ 2.6 หมื่นหน่วย โดยกว่า 60% เป็นคอนโดมิเนียม จากการเร่งเปิดตัวโครงการอีกครั้งส่งผลให้หน่วยเหลือขายในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ปรับตัวลดลงมาในช่วงกลางปี 2018 กลับมาทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง ณ สิ้นปี 2018 ที่ 2.0 แสนหน่วย

การเร่งตัวขึ้นของหน่วยเหลือขายมาจากกลุ่มคอนโดมิเนียมเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมราคาระดับกลาง (3-5 และ 5-10 ล้านบาทต่อหน่วย) และระดับสูง (มากกว่า 10 ล้านบาทต่อหน่วย) สะท้อนจากหน่วยเหลือขายที่มีทิศทางที่เร่งตัวขึ้นมากในช่วงปีที่ผ่านมา (รูปที่ 13) ขณะที่อัตราการขายได้ของคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็ปรับตัวลดลงในเกือบทุกกลุ่มราคาเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มราคามากกว่า 10 ล้านบาท

หากพิจารณาจากข้อมูลของ CBRE ในกลุ่มคอนโดมิเนียม Hi-end ขึ้นไป (ราคาเริ่มต้น 8 ล้านบาทขึ้นไปต่อหน่วย หรือราคามากกว่า 150,000 บาทต่อตร.ม.) ซึ่งกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ Downtown จะพบว่าเริ่มเห็นสัญญาณของอุปทานส่วนเกินในบางทำเล อย่างเช่น พื้นที่สุขุมวิท (นับรวมตั้งแต่ซอยสุขุมวิท 1-63 และ 2-42) มีอัตราการขายได้ของคอนโดมิเนียมที่เปิดขายและกำลังก่อสร้างปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 64% ในไตรมาส 3 ปี 2018 จากที่เคยมีอัตราสูงถึงเกือบ 80% ในปี 2015 (รูปที่ 15) ส่วนหนึ่งมาจากการเปิดตัวโครงการที่ค่อนข้างมาก (ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 28%YoY) ขณะที่อุปสงค์ยังไม่สามารถดูดซับไปได้มากนัก แม้จะเป็นกลุ่มผู้มีรายได้สูงและชาวต่างชาติก็ตาม

จากสถานการณ์อุปทานส่วนเกินที่ยังไม่ดีขึ้น ท่ามกลางอุปสงค์ในตลาดที่อยู่อาศัยที่มีแนวโน้มอ่อนแอลงทั้งจากกำลังซื้อในประเทศและกำลังซื้อของชาวต่างชาติ ทำให้อีไอซีประเมินว่า ผู้ประกอบการมีโอกาสชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ (โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายกลางและเล็ก) เพื่อเน้นระบายสต็อกเก่าก่อนเริ่มมาตรการ LTV ในเดือนเมษายน และรอดูการปรับตัวของผู้บริโภคภายหลังที่มาตรการ LTV มีผลบังคับใช้

อีไอซีคาดว่า หน่วยเปิดขายใหม่ในปี 2019 มีโอกาสลดลงประมาณ 12% มาอยู่ที่ประมาณ 1.1 แสนหน่วย จากที่ปีก่อนหน้าหน่วยเปิดขายใหม่ทำสถิติสูงสุดในรอบ 5 ปี ด้วยอัตราการขยายตัวที่ 9.3% เทียบกับปีก่อนหน้า โดยการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมมีโอกาสหดตัวลงมากกว่าแนวราบ ส่วนหนึ่งมาจากการปรับตัวของผู้ประกอบการให้สอดรับไปกับแนวโน้มของยอดขาย Presale ในกลุ่มคอนโดมิเนียมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มที่อยู่อาศัยแนวราบ เนื่องจากปัจจัยลบหลายประการที่กระทบกับทั้งกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย (Real Demand) กลุ่มนักลงทุนที่ซื้อเพื่อการลงทุน และอุปสงค์ของชาวจีน ขณะที่กลุ่มที่อยู่อาศัยแนวราบอาจได้รับผลกระทบไม่มาก เนื่องจากมีสัดส่วนของการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงที่มากกว่า

ต้นทุนดอกเบี้ยของผู้ประกอบการ: แนวโน้มดอกเบี้ยที่ทยอยปรับขึ้น ท่ามกลางตลาดที่อยู่อาศัยที่มีแนวโน้มหดตัวในปี 2019 อาจต้องระมัดระวังผู้ประกอบการที่มีหนี้สินส่วนทุนสูงและมีสินค้าคงเหลือรอขายจำนวนมาก

จากที่กล่าวมาแล้วว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายกำลังเข้าสู่ทิศทางขาขึ้น นอกเหนือจากผลกระทบที่มีต่อต้นทุนการซื้อบ้านของภาคครัวเรือน ทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นยังส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการให้สูงขึ้นตาม ขณะที่ แนวโน้มกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อาจชะลอลง อาจทำให้ผู้ประกอบการเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสูงและสินค้าคงเหลือรอขายจำนวนมาก รวมถึงมีการพึ่งพิงการระดมทุนผ่านตลาดพันธบัตร โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่มีตราสารหนี้ที่จะครบกำหนดในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าในสัดส่วนที่สูง

การปรับตัวของผู้ประกอบการ: ระบายสต็อก ระวังการเปิดโครงการใหม่ มองหาพื้นที่ศักยภาพ กลั่นกรองลูกค้ามากขึ้น

ในปีนี้ตลาดที่อยู่อาศัยที่มีความท้าทายมากขึ้น ทำให้การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการอาจต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้นเพื่อรับมือกับปัจจัยเสี่ยงด้านลบต่างๆ ที่จะเข้ามา อีไอซีมองว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการอาจสามารถดำเนินการได้ในสภาวะที่ตลาดเป็นเช่นนี้มีอยู่หลายด้าน อาทิ

(1) ผู้ประกอบการที่มีหน่วยเหลือขายพร้อมอยู่จำนวนมาก อาจต้องเร่งระบายสต็อกเหล่านั้นก่อน โดยเฉพาะในช่วงนาทีทองก่อนที่มาตรการ LTV จะบังคับใช้โดยอาจใช้โปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขาย แม้ว่าอาจทำให้อัตรากำไรของผู้ประกอบการลดลงไปบ้างจากระดับเฉลี่ยประมาณ 30-40%

(2) เน้นเปิดตัวโครงการที่มั่นใจในศักยภาพ พิจารณาอย่างรอบคอบทั้งทำเลศักยภาพ ประเภทสินค้าที่เหมาะสม และภาวะการแข่งขันอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ ในทำเลรถไฟฟ้าซึ่งเป็นปัจจัยบวกสำคัญของตลาดที่อยู่อาศัย ผู้ประกอบการก็ควรต้องระมัดระวังเช่นกัน โดยเฉพาะปัญหาอุปทานส่วนเกินที่อาจเกิดขึ้นได้ในบางทำเลและบางประเภทที่อยู่อาศัย ดังเช่นที่เกิดขึ้นแล้วในกลุ่มคอนโดมิเนียมพื้นที่แถบรถไฟฟ้าสายสีม่วง

 (3) การกลั่นกรองลูกค้าก่อนทำสัญญาจะซื้อจะขายหรือการจอง เพื่อแนะนำโปรแกรมที่เหมาะสมสำหรับลูกค้า โดยเฉพาะการตรวจสอบสถานะสัญญาการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยว่ามีอยู่จำนวนกี่สัญญา เพื่อลดความเสี่ยงของผู้ซื้อเพื่อการลงทุน/เก็งกำไร และการทำ Pre-approve ในเบื้องต้น เพื่อลดการปฏิเสธสินเชื่อที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า

 (4) การขยายระยะเวลาการจ่ายเงินดาวน์  โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบที่ผู้บริโภคนิยมซื้อบ้านสร้างเสร็จก่อนขาย ผู้ประกอบการอาจเลือกปรับเปลี่ยนมาใช้รูปแบบการจองที่อยู่อาศัยที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง (บ้านสั่งสร้าง) เพื่อขยายเวลาการจ่ายเงินดาวน์ของผู้ซื้อออกไปได้ ลดภาระเงินดาวน์ที่เพิ่มขึ้นของผู้ซื้อที่อยู่อาศัย

(5) ลดการกระจุกตัวของกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าชาวจีน ซึ่งผู้ประกอบการอาจหันมาทำตลาดในกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติในประเทศอื่นๆ มากขึ้น เช่น สหรัฐฯ และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศอันดับสองและสามรองจากจีนที่เข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย หรือแม้แต่การทำการตลาดโดยตรงกับกลุ่ม Expat ที่เข้ามาทำธุรกิจและการค้าในไทยและลดการพึ่งพิงกลุ่มเอเจนซี่

(6) เพิ่มสัดส่วน Recurring income ให้มากขึ้น เช่น รายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า เป็นต้น เพื่อลดความเสี่ยงในช่วงที่ภาวะตลาดที่อยู่อาศัยเพื่อขายเผชิญกับภาวะซบเซา

โดยสรุป ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2019 อาจดูไม่สดใสมากนักในกลุ่มผลิตภัณฑ์และระดับราคา จากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของภาคธนาคารที่เข้มงวดมากขึ้น ท่ามกลางดอกเบี้ยที่ไม่สามารถทรงตัวในระดับต่ำมากแบบเช่นในอดีต รวมถึงความเสี่ยงของเศรษฐกิจและการเงินโลกที่กระทบต่อกำลังซื้อของชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ในระยะปานกลางแล้ว อีไอซียังเชื่อว่า ตลาดที่อยู่อาศัยจะสามารถทยอยฟื้นตัวอย่างช้าๆ ท่ามกลางการเติบโตของเศรษฐกิจที่มีต่อเนื่อง ขนาดครัวเรือนที่เล็กลง การขยายตัวของพื้นที่เมืองจากการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง รวมถึงการปรับผังเมืองที่อาจเพิ่มพื้นที่ศักยภาพในระยะข้างหน้า นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงมาตรการ LTV ที่เกิดขึ้นในปีนี้ จะนำพาให้ตลาดที่อยู่อาศัยปรับตัวไปในทิศทางที่มีคุณภาพมากขึ้น คัดกรองผู้ซื้อที่มีศักยภาพอย่างแท้จริงมากขึ้น สนับสนุนให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News