mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

REIC เปิดภาพตลาดที่อยู่อาศัย EEC ไตรมาส 2 ปี 2569

+ส่งสัญญาณฟื้นตัวแต่ยังไม่ทั่วถึงต้องเลือกทำเล ประเภท ราคา และจังหวะลงทุน

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) รายงาน “สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยใน EEC ไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่าตลาดเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่ยังฟื้นแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยยอดขายใหม่เพิ่มขึ้น 23.2% หรือมีจำนวน 4,491 หน่วย ขณะที่หน่วยเหลือขายลดลง 5.3% เหลือ 61,945 หน่วย อัตราดูดซับรวมอยู่ที่ 2.3% ต่อเดือน และยังต้องใช้เวลาประมาณ 41 เดือนในการระบายอุปทานคงเหลือ ชลบุรี ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยเฉพาะตลาดอาคารชุดฟื้นตัวจากการท่องเที่ยวและตลาดต่างชาติ ขณะที่ระยองยังต้องเร่งระบายสต็อกบ้านจัดสรรแต่ทำเลใกล้แหล่งงานยังขยายตัว ด้านฉะเชิงเทรามีโอกาสเฉพาะในบางทำเล

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยผลสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ประกอบด้วย ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่า EEC ยังคงเป็นตลาดที่อยู่อาศัยสำคัญอันดับต้นของประเทศ รองจากกรุงเทพฯ–ปริมณฑล โดยมีทั้งฐานความต้องการจากภาคอุตสาหกรรม การจ้างงาน การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการท่องเที่ยว แต่สถานการณ์ตลาดของทั้ง 3 จังหวัดมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน จึงไม่สามารถใช้กลยุทธ์พัฒนาโครงการแบบเดียวกันทั้งพื้นที่ได้

ดร.มานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) กล่าวว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่ EEC กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ จากตลาดที่เติบโตตามการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่ตลาดที่ต้องขับเคลื่อนด้วย “อุปสงค์จริง” มากขึ้น แม้เศรษฐกิจ EEC ยังได้รับแรงสนับสนุนจากเงินลงทุนต่างประเทศ การจ้างงาน มาตรการภาครัฐ และโครงการโครงสร้างพื้นฐาน แต่กำลังซื้อยังถูกจำกัดด้วยหนี้ครัวเรือน ความเข้มงวดของสินเชื่อ และต้นทุนการพัฒนาที่สูงขึ้น ดังนั้น การเติบโตในระยะต่อไปจะไม่ได้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่ ทุกประเภท และทุกระดับราคา

“ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่ 3 จังหวัดหลัก EEC มีแรงขับเคลื่อนต่างกัน โดยตลาดชลบุรีมีโอกาสจากการฟื้นตัวของตลาดคอนโดมิเนียมที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและกำลังซื้อต่างชาติ โดยเฉพาะพัทยา บางแสน และศรีราชา ขณะที่ระยองมีฐานความต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบจากแรงงานและบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม โดยบ้านระดับราคา 3–5 ล้านบาทเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยม ส่วนฉะเชิงเทรากำลังเปลี่ยนบทบาทจากพื้นที่รองรับการขยายตัวของกรุงเทพฯ ไปสู่พื้นที่อยู่อาศัยใหม่ที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์”

คุณสิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ผลสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยใน 27 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่บ ไตรมาส 2 ปี 2569 มี Total Supply รวม 359,433 หน่วย มูลค่า 2.023 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้ EEC มีหน่วยเสนอขาย (Total Supply) 65,908 หน่วย คิดเป็น 18.3% และมีมูลค่า 276,193 ล้านบาท คิดเป็น 13.7% ของตลาดที่สำรวจทั้งหมด สะท้อนว่า EEC มีสัดส่วน “จำนวนหน่วย” สูงกว่าสัดส่วน “มูลค่า” อย่างชัดเจน และยังเป็นฐานตลาดสำคัญของที่อยู่อาศัยระดับราคาที่สอดคล้องกับกำลังซื้อของกลุ่มผู้ทำงานและ Real Demand ในพื้นที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาการเคลื่อนไหวของตลาดในไตรมาส 2 พบว่าหน่วยที่เสนอขาย  (Total Supply) ที่เกิดขึ้นจริง ลดลง 3.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้หน่วยที่เปิดขายใหม่ (New Supply) และหน่วยที่ขายได้ใหม่ (New Sales) จะเพิ่มขึ้น โดยหน่วยเหลือขาย (Remaining Supply) ณ สิ้นไตรมาส ลดลง 5.3% และมีอัตราดูดซับอยู่ที่ 2.3% ต่อเดือน และหากไม่มีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 41 เดือน ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าอุปสงค์ของ EEC กำลังฟื้นตัว แต่การฟื้นตัวเกิดขึ้นไม่เท่ากันในแต่ละจังหวัดและแต่ละประเภทที่อยู่อาศัย

“ชลบุรี” ยอดขายใหม่พุ่ง 39.1% สต็อกเริ่มลด

พื้นที่จังหวัดชลบุรี ยังคงเป็นตลาดที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ที่สุดของ EEC โดยไตรมาส 2 ปี 2569 มีที่อยู่อาศัยเสนอขายทั้งหมด 43,591 หน่วย ลดลง 2.4% (YoY)  มีการเปิดโครงการใหม่เพิ่มขึ้นถึง 112.9% ขณะที่มีหน่วยขายได้ใหม่ เพิ่มขึ้น 39.1% ส่งผลให้หน่วยเหลือขายลดลงเหลือ 40,502 หน่วย หรือลดลง 4.6% อัตราดูดซับเพิ่มเป็น 2.4% ต่อเดือน และใช้เวลาในการระบายอุปทานคงเหลือ 39 เดือน หากไม่มีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาด จุดที่น่าสนใจคือแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจาก ตลาดอาคารชุด ซึ่งมีจำนวนหน่วยขายได้ใหม่เพิ่มขึ้นถึง 74.5% และหน่วยเหลือขายลดลง 3.5% หรือมีจำนวน 19,932 หน่วย อัตราดูดซับสูงถึง 3.0% ต่อเดือน โดยใช้เวลาระบายอุปทานประมาณ 31 เดือน ขณะที่บ้านจัดสรรหน่วยขายได้ใหม่เพิ่มขึ้นเพียง 2.7% มี หน่วยเหลือขายลดลง 6.1%  หรือมีจำนวน 20,057 หน่วย อัตราดูดซับ 1.8%  ต้องใช้เวลาในการระบายอุปทานคงเหลือถึง 54 เดือน จึงกล่าวได้ว่าการฟื้นของชลบุรีรอบนี้เกิดขึ้นจากอาคารชุดเป็นตัวนำอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ในเชิงทำเล พัทยา–นาจอมเทียน เป็นตลาดอาคารชุดสำคัญที่มีหน่วยขายได้ใหม่เพิ่มขึ้น 54.6% ขณะที่แหลมฉบัง–บางละมุง เป็นทำเลที่มีอัตราดูดซับดีที่สุดสูงถึง 5.2% สะท้อนโอกาสของตลาดที่เชื่อมโยงทั้งการท่องเที่ยว การจ้างงาน และนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่ในตลาดบ้านจัดสรรต้องระมัดระวังบางพื้นที่ โดยเฉพาะ นิคมฯ อมตะนคร–บายพาส ที่มีหน่วยเหลือขายเพิ่มขึ้น 22.7% อัตราดูดซับเพียง 1.3% และต้องใช้เวลาระบายอุปทานประมาณ 74 เดือน รวมถึง ห้วยใหญ่ ที่ใช้เวลาขาย 74 เดือน และศรีราชา–หนองขาม กับ โรงโป๊ะ–หนองปลาไหลที่ใช้เวลาขาย 66–67 เดือน

“ระยอง” Real Demand ยังมี แต่ต้องระวังสต็อกแนวราบบางทำเล

พื้นที่จังหวัดระยองมีที่อยู่อาศัยเสนอขายประมาณ 16,491 หน่วย ลดลง 4.1% (YoY) มีการเปิดโครงการใหม่ลดลง  45.9% แม้หน่วยขายได้ใหม่จะไม่ดีนักแต่ภาพรวมหน่วยเหลือขายลดลง 3.8% โดยมีหน่วยเหลือขายรวม 15,524 หน่วย มีอัตราดูดซับประมาณ 2.0% ต่อเดือน ต้องใช้เวลาประมาณ 48 เดือน ในการขายอุปทานที่เหลือเมื่อเจาะรายทำเลพบความแตกต่างสูง โดยปลวกแดง ยังเป็นตลาดใหญ่สำหรับตลาดบ้านจัดสรร แต่พบว่าจำนวนหน่วยขายได้ใหม่ลดลงถึง 30.4% อัตราดูดซับ 2.4% และใช้เวลาระบายอุปทาน 38 เดือน ขณะที่นิคมพัฒนามีหน่วยขายได้ใหม่เพิ่มขึ้น 56.7% และอัตราดูดซับ 2.3% ใช้เวลาระบายอุปทาน 40 เดือน และยังมีพื้นที่ที่ควรระมัดระวัง คือ เมืองระยอง ซึ่งมีหน่วยเหลือขาย 2,914 หน่วย แต่มีอัตราดูดซับเพียง 1.1% จึงต้องใช้เวลาระบายอุปทานนานถึง 88 เดือน ในทางกลับกัน ตลาดอาคารชุดของระยองมีขนาดเล็กกว่าแต่สัญญาณการระบายสินค้าอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยมีหน่วยขายได้ใหม่เพิ่มขึ้น 27.9% ขณะที่หน่วยเหลือขายลดลงถึง 25.5% มีอัตราดูดซับ 3.4% เนื่องจากมีสินค้าเหลือขายไม่มากจึงใช้เวลาระบายอุปทานประมาณ 27 เดือน

“ฉะเชิงเทรา” ตลาดเล็กกว่า แต่ต้องเลือกทำเลมากที่สุด

พื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรามีหน่วยเสนอขาย 6,354 หน่วย ลดลง 12.1% (YoY) และไม่มีการเปิดโครงการใหม่ในช่วงสำรวจ ส่งผลให้หน่วยขายได้ใหม่เพิ่มขึ้น 17.3% โดยมีหน่วยเหลือขาย 5,919 หน่วย ลดลง 13.7%  อัตราดูดซับประมาณ 2.3% ต่อเดือน ใช้เวลาในการระบายอุปทานประมาณ 41 เดือน ภาพรวมจึงไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤต แต่มีความแตกต่างของความต้องการระหว่างทำเลสูง  โดยตลาดบ้านจัดสรรมีหน่วยขายได้ใหม่เพิ่มขึ้น 14.1% ขณะที่หน่วยเหลือขายลดลง 12.6% อัตราดูดซับ 2.1% และใช้เวลาระบายอุปทานประมาณ 44 เดือน โดยทำเลแปลงยาว เป็นหนึ่งในพื้นที่เด่น หน่วยขายได้ใหม่เพิ่มขึ้น 71.9% อัตราดูดซับ 4.5% และใช้เวลาระบายอุปทานเพียง 19 เดือน ขณะที่พื้นที่ที่ต้องระมัดระวัง คือ พนมสารคาม ซึ่งบ้านจัดสรรมีอัตราดูดซับเพียง 0.6% และต้องใช้เวลาระบายอุปทานถึง 163 เดือน รวมถึงโซนโสธรที่มีอัตราดูดซับเพียง 1.0% และใช้เวลาระบายอุปทานประมาณ 95 เดือน

ในทางกลับกัน อาคารชุดของฉะเชิงเทรามีฐานตลาดเล็กมาก และสต็อกลดลงรวดเร็ว โดยมีหน่วยขายได้ใหม่ เพิ่มขึ้น 62.5% และมีหน่วยเหลือขายลดลง 60% อัตราดูดซับสูงถึง 13.1% และใช้เวลาระบายอุปทานประมาณ 5 เดือนเท่านั้น โดยเฉพาะบางปะกงซึ่งมีอัตราดูดซับ 18.1% สะท้อนมีช่องว่างตลาดที่ควรศึกษาเพิ่มเติม แต่ไม่ควรตีความว่าเป็นสัญญาณให้เพิ่มอุปทานจำนวนมากทันที เพราะฐานตลาดเดิมมีขนาดเล็กมาก

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News