mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

EXIM BANK พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการด้านความยั่งยืน

+ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยรับกติกาการค้าโลกยุคใหม่ เปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการด้านความยั่งยืนเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้พร้อมรับกติกาการค้าโลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG) พร้อมจัดงานเสวนาหัวข้อ “เมื่อโลกเปลี่ยน ธุรกิจต้องปรับ : ความยั่งยืนกับโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทย” เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเตรียมความพร้อมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีนายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) นางสาววรมน สินสุวรรณ ผู้อำนวยการกองสหภาพยุโรป กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ และนายอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ณ EXIM BANK สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569

นายชลัช เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศคู่ค้าหลักของไทยทั้งสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกรวมกันกว่า 40% ของมูลค่าการส่งออกไทย กำลังบังคับใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ที่เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ EU ที่เดินหน้าภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ European Green Deal และออกมาตรการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมแล้วกว่า 3,400 มาตรการ อาทิ กฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (PPWR) ที่จะเริ่มบังคับใช้ในทางปฏิบัติวันที่ 12 สิงหาคม 2569 มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตไปยังกลุ่มสินค้าอื่นนอกเหนือจาก เหล็ก อะลูมิเนียม ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน กฎหมายว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ที่ห้ามการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรที่มาจากพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่า และข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนของภาคธุรกิจ (CSRD) ที่กำหนดให้ธุรกิจต้องเปิดเผยและรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ขณะที่สหรัฐฯ ได้ผลักดันกฎหมาย PROVE IT Act และอยู่ระหว่างการเสนอร่างกฎหมาย Foreign Pollution Fee Act ซึ่งจะเก็บค่าธรรมเนียมสินค้านำเข้าที่มี Carbon Intensity สูงกว่าสินค้าในสหรัฐฯ ส่วนจีนได้มีการพัฒนามาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนระดับชาติ (CSDS) เพื่อยกระดับการรายงาน ESG ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลเช่นกัน

“กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นกำลังเปลี่ยนโฉมการค้าโลก ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวตั้งแต่การออกแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การเลือกใช้วัตถุดิบ การบริหารจัดการพลังงาน การจัดเก็บและเปิดเผยข้อมูล ESG ตลอดจนการสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเหล่านี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่สามารถปรับตัวได้เร็ว เพราะการมีข้อมูลด้านความยั่งยืนที่น่าเชื่อถือ โปร่งใส และตรวจสอบได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้า เพิ่มโอกาสทางการค้า และเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวได้มากขึ้น” นายชลัช กล่าว

เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถรับมือกับกติกาการค้าโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ EXIM BANK ในฐานะธนาคารเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงเตรียมพัฒนาบริการสนับสนุนการจัดทำข้อมูลและรายงานด้านความยั่งยืนแก่ SMEs และผู้ส่งออกที่เป็นลูกค้าของธนาคาร เพื่อช่วยผู้ประกอบการจัดเตรียมข้อมูล ESG ที่จำเป็นสำหรับการตอบข้อกำหนดของผู้นำเข้าและบริษัทในห่วงโซ่อุปทานโลก ลดความเสี่ยงจากการสูญเสียโอกาสทางการค้า และเพิ่มศักยภาพในการขยายตลาดต่างประเทศ อันจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดสู่การเข้าถึงสินเชื่อสีเขียว สินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

นอกจากนี้ EXIM BANK เร่งขยายการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ แหล่งเงินทุน และกลไกช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการดังกล่าวได้ในต้นทุนที่เหมาะสม ปัจจุบัน EXIM BANK มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการทุกขนาดในการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว ด้วยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.75% ต่อปี ตลอด 2 ปีแรก วงเงินสูงสุด 100 ล้านบาท สำหรับ SMEs ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 10 ปี ผ่าน 2 ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ สินเชื่อ EXIM Solar D-Carbon สำหรับการลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน และ สินเชื่อ Green X Transformation สำหรับการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนเทคโนโลยี และการนำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในภาคธุรกิจ เพื่อช่วยลดต้นทุน ยกระดับประสิทธิภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

EXIM BANK ยังสนับสนุนสินเชื่อหมุนเวียนอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับผู้ประกอบการส่งออกและผู้ประกอบการในห่วงโซ่คุณค่าของภาคส่งออกที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมมอบส่วนลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม 0.25% ต่อปี นานสูงสุด 1 ปี สำหรับผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนสมัครสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและความยั่งยืน หรือสินเชื่อหมุนเวียน ภายในเดือนกรกฎาคม 2569

นอกเหนือจากการสนับสนุนด้านเงินทุน EXIM BANK ยังส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจ ผ่านการสนับสนุนผู้ประกอบการที่ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (T-VER) แบบแผนงานของ EXIM BANK รวมทั้งร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยผลักดันการใช้ระบบ SET Carbon ภายใต้โครงการ EXIM Know Your Carbon เพื่อช่วยผู้ประกอบการจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร โดยผู้ประกอบการที่ใช้สินเชื่อกับ EXIM BANK และจัดทำรายงานผ่านระบบดังกล่าว จะได้รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยสูงสุด 0.25% ต่อปี ตลอดอายุสัญญาเงินกู้

“EXIM BANK เชื่อมั่นว่าการยกระดับศักยภาพด้าน ESG ของผู้ประกอบการไทยจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทย ท่ามกลางกติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเป็นอีกกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายชลัช กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News