-ชูสัดส่วนรายได้ประจำ 70% มุ่งสร้างฐานกำไรเชิงคุณภาพ
บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ผู้พัฒนาและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล ประกาศแผนธุรกิจปี 2569 “STRONG FOUNDATION, SCALING THE FUTURE” ชูรากฐาน 4 ธุรกิจแกร่ง ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน เดินหน้าเสริมฐานกำไรจากธุรกิจรายได้ประจำ ขยายการเติบโตผ่านพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และรักษาวินัยทางการเงิน เตรียมพัฒนาและรีแบรนด์สินทรัพย์เดิมเพื่อยกระดับมูลค่า ตั้งเป้ารักษาสัดส่วนรายได้ประจำ 70% ของพอร์ต หนุนรายได้รวมทั้งปีทะลุ 14,000 ล้านบาท มุ่งสร้างฐานกำไรเชิงคุณภาพ
นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยว่า ความท้าทายของสถานการณ์เศรษฐกิจไทย และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ส่งผลต่อภูมิทัศน์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานกำไรที่แข็งแกร่งผ่านการตีโจทย์ “การทำธุรกิจเชิงคุณภาพ” และการเข้าถึง “ความต้องการของลูกค้า” ในแต่ละธุรกิจ นับเป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในยุคนี้ ในปี 2569 บริษัทจึงเตรียมเดินหน้าแผนธุรกิจ ภายใต้แนวคิด “STRONG FOUNDATION, SCALING THE FUTURE” เพื่อขับเคลื่อน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย (Residential) 2.ธุรกิจโรงแรม (Hospitality) 3.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า (Commercial) และ 4.ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน (Industrial Estate) ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ในปี 2569 บริษัทวาง 3 กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดย กลยุทธ์แรก “STRENGTHEN THE PROFIT ENGINE” มุ่งเสริมความแข็งแกร่งของฐานกำไรจากธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ได้แก่ ธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า ซึ่งสร้างรายได้รวมกันราว 70% ของพอร์ตโฟลิโอ โดยธุรกิจโรงแรมที่บริหารงานผ่านบริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ “SHR” ในปี 2568 ทำกำไรสุทธิปรับปรุงจากการดำเนินงาน(Normalised Net Profit) 615 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ภายหลังจากโรงแรมที่บริษัท ปรับปรุงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาในประเทศไทยและสาธารณรัฐฟิจิ เปิดดำเนินการเต็มรูปแบบและได้รับการตอบรับอย่างดี โดยบริษัทใช้จุดแข็งในการทำธุรกิจโรงแรมเชิง “คุณภาพ” ของพอร์ตโฟลิโอที่เป็นรีสอร์ทเชิงพักผ่อน ปรับรูปแบบบริการให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่มองหาประสบการณ์เชิงคุณภาพ ใส่ใจสุขภาวะและเน้นความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยคาดการณ์ว่าธุรกิจโรงแรมจะสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรในระดับนี้เพื่อเป็นฐานกำไรใหม่ของบริษัท พร้อมเตรียมเดินหน้าเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ (Asset Enhancement) อื่นๆ เช่น โรงแรมในประเทศมัลดีฟส์และสหราชอาณาจักร เพื่อยกระดับราคาค่าห้องพักและเสริมฐานกำไรจากธุรกิจรายได้ประจำให้บริษัทต่อไป
ขณะเดียวกันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าซึ่งเป็นกลจักรสำคัญอีกตัวหนึ่งที่สร้างฐานกำไรจากรายได้ประจำให้บริษัท ในปีนี้บริษัทวางกลยุทธ์เพิ่มศักยภาพอาคารสำนักงานสู่การเป็น “Seamless Work-Life Destination” รองรับรูปแบบการทำงานยุคใหม่ที่ผสานพื้นที่ทำงานกับคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน ปัจจุบันบริษัทให้ความสำคัญกับการรักษาอัตราการเช่าให้อยู่ในระดับสูง โดยมุ่งทั้งการขยายฐานผู้เช่ารายใหม่ควบคู่กับการรักษาผู้เช่าหลักอย่างต่อเนื่อง โดยอาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ และเอส เมโทร มีอัตราการเช่าสูงถึงกว่า 90% ส่วนอาคารเอส โอเอซิส มีอัตราการเช่าอยู่ที่ 56% และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 70% ภายในสิ้นปี ท่ามกลางสภาพตลาดที่มีการแข่งขันสูง การตีโจทย์ “ความต้องการลูกค้า” เรื่องการใช้ชีวิตในที่ทำงานจึงมีความสำคัญ ไม่เพียงพัฒนาอาคารให้โดดเด่นด้านดีไซน์ การบริหารประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่อขนาดพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างความแตกต่างผ่านการพัฒนาคอมมูนิตี้รอบพื้นที่ทำงาน โดยวางสัดส่วนพื้นที่เช่าทำงานต่อสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ที่ 80:20 เพื่อให้อาคารสำนักงานมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร คลินิค สถาบันเสริมความงาม รวมทั้งสร้างกิจกรรมต่างๆ นอกเวลางานเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้ผู้เช่าใช้ชีวิตมากกว่าครึ่งวันอยู่ในที่ทำงานได้อย่างเป็นสุขตามคอนเซปต์ “Work well, Live well, Stay well”
นอกจากฐานกำไรที่แข็งแกร่งของธุรกิจรายได้ประจำของบริษัทแล้ว หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะสร้างการเติบโตของกำไรในปี 2569 ให้เติบโตขึ้นแบบมีนัยสำคัญคือการขายที่ดินของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้น “ลูกค้าเชิงคุณภาพ” โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ ลูกค้ากลุ่ม Hyperscale Data Centres ซึ่งเติบโตตามความต้องการคลาวด์ AI และบริการดิจิทัลในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก โดยศูนย์ข้อมูลประเภทนี้ต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่ ระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพสูง ระบบน้ำประปาที่เพียงพอและมีคุณภาพ โครงสร้างพื้นฐาน Fiber Optic และแหล่งพลังงานทางเลือกในการจำหน่ายไฟฟ้า ซึ่งนิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง ตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้ทั้งหมด บริษัทตั้งเป้าจำหน่ายพื้นที่กว่า 200-400 ไร่ เพื่อดึงดูดผู้พัฒนา Data Centre ระดับโลก และต่อยอดศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศ ซึ่งนอกจากผลดีของการขายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมแล้ว บริษัทยังสามารถเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายสาธารณูปโภคเช่นไฟฟ้าและน้ำประปาให้กับลูกค้ากลุ่มนี้ได้กว่าเท่าตัว เป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ฐานกำไรจากรายได้ประจำขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย
กลยุทธ์ที่สอง “SCALING THROUGH PARTNERSHIPS” บริษัทมุ่งขยายการเติบโตผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ลดความเสี่ยงด้านการลงทุน และต่อยอดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในแต่ละธุรกิจ สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันที่การเติบโตของเศรษฐกิจมีจำกัด การพัฒนาโครงการต้องมุ่งเน้นคุณภาพ เข้าถึงความต้องการของลูกค้า
“ตัวอย่างของความสำเร็จในการร่วมมือกับพันธมิตรที่ผ่านมามีให้เห็นเชิงประจักษ์ ในปี 2568 แม้เป็นช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เผชิญแรงกดดันหลายด้าน บริษัทประสบความสำเร็จจากการร่วมทุนกับบริษัท วัน เรียลเอสเตท จำกัด พัฒนาโครงการ “วัน ริเวอร์ พระราม 3” มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท สามารถทำยอดขายได้แล้วกว่า 98% และพร้อมรับรู้รายได้ในปี 2570 สะท้อน synergy ที่เกิดจากความร่วมมือที่แข็งแกร่ง หรือโครงการดิ เอส สุขุมวิท 36 ที่มีมูลค่า 6,000 ล้านบาท โดยบริษัทร่วมพัฒนากับ Hong Kong Land ยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล สามารถโอนปิดโครงการได้แล้วทั้งหมดในปีที่ผ่านมา บริษัทจึงมีความเชื่อมั่นว่าการต่อยอดธุรกิจผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้พอร์ตโฟลิโอของสิงห์ เอสเตท ในระยะยาว โดยมองหาพันธมิตรในหลากหลายรูปแบบ เช่น การพัฒนาโครงการ Flagship อย่าง THE ESSE หรือ SIRANINN การสร้างโครงการเพิ่มเติมกับบริษัท วัน เรียลเอสเตท การทำ Branded Residence กับโรงแรมของกลุ่มบริษัท หรือแม้กระทั่งการลงทุนในธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ เช่น โกดังสินค้าหรือโรงงานให้เช่ากับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเช่นกัน” นายชัยรัตน์ กล่าว
กลยุทธ์ที่ 3 “STRONG FUNDING CAPABILITY” บริษัทมุ่งรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินควบคู่กับการสร้างวินัยทางการเงิน โดยบริหารเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมระดับหนี้สินและรักษาสภาพคล่องให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม เพื่อรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจและเปิดโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ทั้งนี้ บริษัทคงสัดส่วนแหล่งเงินทุนระหว่างสินเชื่อจากสถาบันการเงินประมาณ 70% และหุ้นกู้ 30% เพื่อสร้างสมดุลด้านต้นทุนทางการเงินและความยืดหยุ่นในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ยืม ความสามารถในการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ระดับ 3,000-4,000 ล้านบาทต่อปี และเงินกู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกว่า 2 หมื่นล้านบาท เป็นเครื่องยืนยันอย่างดีถึงความเชื่อมั่นที่นักลงทุนและสถาบันการเงินมีให้ต่อบริษัท ความแข็งแกร่งทางด้านการเงินนี้ยังเป็นส่วนเสริมสำคัญต่อ 2 กลยุทธ์แรกทั้งการนำมาซึ่งฐานกำไรที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นของพันธมิตรที่มีต่อบริษัทอีกด้วย
นอกเหนือจาก 3 กลยุทธ์หลักที่กล่าวมาแล้ว บริษัทมีมุมมองต่อการเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรตามแนวทาง ESG ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ท้าทายในปัจจุบันว่า แนวทางผลักดันให้กิจกรรม ESG เกิดขึ้นแบบยั่งยืน ต้องเป็นกิจกรรมที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันในภาคธุรกิจด้วย หรือเราเรียกว่า “ESG in Practice” ยกตัวอย่างเช่น แผน ESG ของบริษัทที่นำไปสู่การได้รับการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ในปี 2025 ในระดับ AAA ซึ่งเป็นระดับสูงสุด จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สามารถนำมาสู่การลดดอกเบี้ยของวงเงิน Sustainability Linked Loan ที่บริษัทมีกับสถาบันการเงินบนวงเงินกว่า 3,000 ล้านบาท หรือโครงการ CROSSROADS Maldives ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมของสิงห์ เอสเตท ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่พื้นที่คุ้มครอง หรือ OECMs ซึ่งเป็นกลไกการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระดับสากล ปัจจัยนี้ช่วยเพิ่มโอกาสการขายห้องพักในโรงแรมให้กับลูกค้าในภูมิภาคยุโรปที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ถือเป็นการทำกิจกรรม ESG ควบคู่กับการเข้าใจความต้องการของลูกค้าเป้าหมายที่เป็นกลุ่ม High Spending ของบริษัท เช่นกัน
“สถานการณ์เศรษฐกิจและบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายเริ่มขยายการลงทุนเข้าสู่ธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำมากขึ้น แต่สำหรับสิงห์ เอสเตท มีรากฐานแข็งแกร่งในธุรกิจรายได้ประจำอยู่แล้ว จากธุรกิจโรงแรมที่มีสินทรัพย์ 18 แห่ง ใน 5 ประเทศ และอาคารสำนักงานเช่าและค้าปลีกรวม 5 โครงการ ดังนั้นการสร้างรากฐานกำไรให้แข็งแกร่งในธุรกิจนี้ จึงเปรียบเสมือนกันชนให้บริษัทพร้อมรับสภาวการณ์ต่างๆ และการสร้างพอร์ทโฟลิโอที่เป็นรายได้ไม่ประจำจาก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัยทั้งหมด 9 โครงการ และนิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง ที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างการเติบโตของกำไรในสภาวการณ์ที่เหมาะสม ทั้งนี้ 4 ธุรกิจหลักของบริษัทมีส่วนที่เหมือนกันคือมีขนาดกำลังเหมาะสม และมีลักษณะเด่นเฉพาะตัว ถูกวางไว้เป็น “พอร์ตโฟลิโอเชิงคุณภาพ” โจทย์สำคัญที่ทุกธุรกิจต้องตอบตอนนี้จึงเป็นการเชื่อมโยงธุรกิจให้เข้าถึง “ความต้องการที่แท้จริง” ของลูกค้า เดินตามแนวคิด สร้างคุณค่าให้ชีวิตคุณ หรือ Enriching Your Life นั่นเอง” นายชัยรัตน์ กล่าวปิดท้าย