mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

สศค.จัดงานสัมมนา Fiscal GreenPrint พิมพ์เขียวนโยบายการคลังสู่เศรษฐกิจสีเขียว

นายพรชัย  ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยผลการสัมมนาวิชาการ “Fiscal GreenPrint พิมพ์เขียวนโยบายการคลังสู่เศรษฐกิจสีเขียว” ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ซึ่งจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม 2567 ณ ห้องอินฟินิตี้ บอลรูม โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ โดยกล่าวว่า การจัดสัมมนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีในการนำเสนอแนวคิดเชิงนโยบายของข้าราชการรุ่นใหม่ของ สศค. พร้อมทั้งรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาปรับใช้ในการออกแบบและเสนอแนะนโยบายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ได้ในอนาคต

สศค. ได้รับเกียรติจาก ดร.เผ่าภูมิ  โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาและเปิดงาน โดยได้กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อประเทศไทยใน 2 มิติหลัก ได้แก่ 1) ปัญหาด้านความเป็นอยู่และสุขภาพของประชาชน และ 2) ความอยู่รอดทางธุรกิจ โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังได้เน้นย้ำบทบาทของกระทรวงการคลังในการกำหนดยุทธศาสตร์และกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เส้นทางการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการบูรณาการแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการเสนอแนะนโยบายการเงินการคลัง โดยปัจจุบันรัฐบาลได้ดำเนินการส่งเสริมภาคการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) ผ่านการดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งยึดหลักการธนาคารเพื่อความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ และพัฒนาตลาดทุนไทยให้มีผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนที่หลากหลาย ในขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายภาษีสำหรับการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจยั่งยืน (Green Transition) เพื่อช่วยส่งเสริมการลงทุนในกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในการนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังได้กล่าวขอบคุณ สศค. ที่ได้จัดงานสัมมนาในครั้งนี้ พร้อมทั้งมุ่งหวังว่า งานสัมมนานี้จะเป็นเวทีที่ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงสู่ระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและสามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้

สำหรับในช่วงเช้าของการสัมมนา เป็นการนำเสนอผลงานวิชาการของข้าราชการ สศค. ในหัวข้อ “Fiscal GreenPrint: Policies for Innovation, Sustainability, and Prosperity ปรับนโยบายสู่เศรษฐกิจสีเขียว” นำเสนอโดยนายนรวิชญ์  สุทธิวารี เศรษฐกรชำนาญการ นางสาวดิษยารินทร์  ชินรัฐจิระโชติ เศรษฐกรชำนาญการ และนางสาวสิริวิมล  พูนธนสมบัติ เศรษฐกรชำนาญการ สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้ภาครัฐมีค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัย และส่งผลให้เศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยที่ผ่านมาประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการทางภาษีและมาตรการด้านการเงินเพื่อจูงใจให้ภาคธุรกิจปรับเปลี่ยนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวอาจไม่ก่อให้เกิดแรงจูงใจได้มากเท่าที่ควร ดังนั้น สศค. จึงได้เสนอให้นำกลไกทางเศรษฐศาสตร์มาใช้เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการปรับเปลี่ยนเพื่อสิ่งแวดล้อมและเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อเสนอมาตรการประกอบด้วย 3 ส่วน คือ

1) สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดหรือเป้าหมายในด้านสิ่งแวดล้อม (Sustainability-linked Tax Incentives) คือ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ประกอบการที่ลงทุนหรือจัดทำโครงการอนุรักษ์พลังงาน และหากโครงการนั้นผ่านการตรวจสอบประเมินโดยผู้ได้รับใบอนุญาตและรับรองว่าสามารถลดการใช้พลังงานหรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามที่กำหนดจริง สามารถนำเงินลงทุนมาหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 1 เท่า และสามารถหักค่าเสื่อมในอัตราเร่ง (Accelerated depreciation) เพื่อจูงใจให้ภาคธุรกิจติดตามประสิทธิภาพของการลดการใช้พลังงานหรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง

2) มาตรการสินเชื่อด้วยเงื่อนไขผ่อนปรนที่ผูกโยงกับการประเมิน Carbon Credit (Carbon Credit Accrual Loan) คือ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการหรือเกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีสถาบันการเงินเฉพาะกิจเข้ามาช่วยในการประเมินปริมาณการลดหรือกำจัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้น แล้วขึ้นทะเบียน Carbon Credit เพื่อนำไปขายในตลาด และนำผลตอบแทนที่ได้จากการขาย Carbon Credit มาลดเงินต้นให้กับลูกหนี้ หรือ ลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ลูกหนี้ ซึ่งจะทำให้เกิดแรงจูงใจเพิ่มขึ้นจากสินเชื่อดอกเบี้ยที่ต่ำมากกว่าโครงการสินเชื่อของรัฐบาลที่ผ่านมา และลดงบประมาณของภาครัฐในการชดเชยดอกเบี้ยสินเชื่อ

3) การยกระดับตลาดคาร์บอนเครดิตของประเทศไทย โดยใช้มาตรการด้านการเงินการคลัง เพื่อให้กระบวนการออก Carbon Credit มีประสิทธิภาพ ผลิตภัณฑ์ Carbon Credit มีมาตรฐาน ลดข้อจำกัดด้านเวลา ลดภาระด้านเงินทุนของผู้ประกอบการ และมีโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพตลอดวงจรชีวิตของคาร์บอนเครดิต ตั้งแต่การเกิดจนถึงการซื้อขาย Carbon Credit เพื่อให้ Carbon Credit สามารถซื้อขายในราคาที่เหมาะสมและมีมาตรฐานเทียบเท่าตลาดสากล

ข้อเสนอมาตรการทั้งหมดจะช่วยให้ประเทศไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบหรือเงื่อนไขทางเศรษฐกิจของนานาประเทศ และรักษาระดับการแข่งขันของประเทศไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อม

สศค. ได้รับเกียรติจาก ดร.เบญจรงค์  สุวรรณคีรี รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย วิพากย์ผลงานวิชาการและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ สศค. โดยได้กล่าวถึงความสำคัญของปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต โดยผู้วิพากย์มีความเห็นสอดคล้องกับกระทรวงการคลังในด้านความจำเป็นในการออกแบบนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และมีความเห็นว่า เพื่อกำหนดนโยบายภาครัฐที่มุ่งไปสู่เป้าหมาย

ด้านสิ่งแวดล้อมและคำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมทั้งสนับสนุนให้ภาคธุรกิจไทยให้สามารถปรับตัวให้ไปในทิศทางเดียวกับประชาคมโลกนั้นจำเป็นต้องมีกรอบของข้อกฎหมายที่มีชัดเจนและครอบคลุม ตลอดจนพัฒนากลไกคาร์บอนให้มีความน่าเชื่อถือ และส่งเสริมระบบการเงินที่เอื้อต่อการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อการดำเนินธุรกิจสีเขียว เป็นต้น ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญต่อการสร้างผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบายให้เกิดเป็นรูปธรรม คือ การดำเนินธุรกิจที่ไม่ใช่เพื่อสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง (Greenwashing) ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญในการออกแบบนโยบาย นอกจากนี้ ผู้วิพากย์ยังกล่าวถึงการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) ที่เกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สามารถผลักดันไปพร้อมกับแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สศค. มีความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะนโยบายเพื่อยกระดับและพัฒนาระบบเศรษฐกิจไทยให้มีการเติบโตได้อย่างยั่งยืน และ สศค. มุ่งหวังว่า การนำเสนอผลงานวิชาการนี้จะเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายและแผนงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News