mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

คลัง ดันมาตรการภาษีกระตุ้นการท่องเที่ยวและการค้าเมืองรอง ยันพร้อมเก็บ VAT 7% สินค้านำเข้าต่ำกว่า 1,500 บาท คาดจัดเก็บรายได้700ล้านบาท

กระทรวงการคลัง จัดโครงการศึกษาและดูงานตามมาตรการภาษีกระตุ้นการท่องเที่ยวและการค้าเมืองรอง  สัญจร สปป.ลาว และอีสาน สนับสนุนโรงงานไทย และผู้ประกอบการท้องถิ่น ศุลกากร ยันพร้อมเก็บ VAT 7% สินค้านำเข้าต่ำกว่า 1,500 บาท เริ่ม 5 ก.ค.นี้ คาดจัดเก็บปีนี้ได้ 700 ล้านบาท ปี2568 จัดเก็บได้กว่า 2,100 ล้านบาท แต่เป็นมาตรการแค่ระยะสั้น ด้าน “สรรพากร” เตรียมหารือแพลตฟอร์มออนไลน์ ก่อนนำส่งภาษีโดยตรงกับกรม เชื่อสร้างเป็นธรรมในการแข่งขัน ระหว่างผู้ประกอบการในประเทศ และต่างประเทศ

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นำทีมสื่อมวลชนและผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ จัดโครงการศึกษาและดูงานตามมาตรการภาษีกระตุ้นการท่องเที่ยวและการค้าเมืองรอง จังหวัดอุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ และ จังหวัดนครพนม ระหว่างวันที่ 28-30 มิถุุนายน 2567 พร้อมหน่วยงานในสังกัด ทั้ง ราชการ และรัฐวิสาหกิจ รายงานสถานการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเริ่มเข้าเยี่ยมชมโรงงานของ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ “BTG”  ที่ประเทศลาว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (Exim Bank)

นายอัครุตม์ สนธยานนท์ รองปลัดกระทรวงการคลัง ด้านบริหาร นำคณะผู้บริหารกระทรวงการคลัง นางสาวพิมพ์เพ็ญ ลัดพลี ที่ปรึกษากระทรวงการคลัง ด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี นางวรางคณา วงศ์ข้าหลวง รองกรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงาน ของบริษัท Betagro (LAO) Feedmill Co.,Ltd. โดยมีนายวรวุฒิ วณิชกุลบดี ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ-กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ บมจ.เบทาโกร ให้การต้อนรับ ณ กรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว

ทั้งนี้ EXIM Bank ให้การสนับสนุน บมจ.เบทาโกร ผู้ประกอบการไทยที่เข้าไปลงทุนใน สปป.ลาว โดยใช้สกุลเงินกีบเป็นหลักเพื่อลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และสอดคล้องกับนโยบายของ EXIM Bank ในการเป็น Green Development Bank ที่ยกระดับผู้ประกอบการไทยในประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ในระยะยาว ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่หลากหลายให้เข้มแข็งและยั่งยืน

สำหรับ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ “BTG” โดยกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ ต่อยอดความสำเร็จธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร เดินหน้าสร้างรากฐานความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาคอาเซียน ส่งมอบอาหารที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด คุณภาพและความอร่อยที่เหนือกว่า ในราคาที่เป็นธรรม ด้วยการผลิตที่ยั่งยืน ทุ่มงบ 650 ล้านบาท ใน สปป.ลาว สร้างโรงงานอาหารสัตว์แห่งแรก มีกำลังการผลิต 108,000 ตันต่อปี มุ่งสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ขยายช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ อาหารแปรรูปสู่ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ และเบทาโกรช็อป (BETAGRO Shop) พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์เบทาโกรสู่ผู้บริโภค ขานรับการท่องเที่ยวคึกคัก ซึ่งคาดว่า จะผลักดันรายได้ธุรกิจต่างประเทศเบทาโกรปี 2567 เติบโตกว่า 22%

นายวรวุฒิ วณิชกุลบดี ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ-กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG เปิดเผยว่า เบทาโกร วางยุทธศาสตร์กลุ่มธุรกิจต่างประเทศปี 2567 มุ่งขยายธุรกิจในประเทศอาเซียน ตอกย้ำการเป็นบริษัทอาหารครบวงจรชั้นนำของไทยที่มุ่งมั่นเพิ่มคุณค่าชีวิตทุกคน ด้วยอาหารที่ดีกว่า โดยเดินหน้าสร้างรากฐานด้านอุตสาหกรรมอาหารที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำในกัมพูชา และ สปป.ลาว ซึ่งเป็นประเทศที่สร้างรายได้หลักแก่กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ

ทั้งนี้ บริษัทฯ วางแผนการดำเนินธุรกิจใน สปป.ลาว ที่ปัจจุบันมีฟาร์มสุกร ฟาร์มสัตว์ปีก จำหน่ายสุกรขุน ไก่เนื้อ และไก่ไข่ จำนวน 135 แห่ง และร้านเบทาโกร ช็อป 4 แห่ง โดยล่าสุดได้ลงทุน 650 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตอาหารสัตว์เบทาโกรแห่งแรกใน สปป.ลาว ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยมีระบบ Laboratory Information Management System (LIMS) ที่ช่วยตรวจวิเคราะห์วัตถุดิบและอาหารสัตว์ เพื่อให้การผลิตอาหารสัตว์มีคุณภาพและปลอดภัย ซึ่งมีกำลังการผลิต 108,000 ตันต่อปี รองรับดีมานด์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการต้นทุน ลดการนำเข้าอาหารสัตว์จากไทย ขณะเดียวกันมุ่งสร้างแบรนด์เบทาโกร ด้วยการจำหน่ายเนื้อหมู เนื้อไก่ และอาหารแปรรูป รวมถึงขยายช่องทางจำหน่ายในรูปแบบคีออส ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ อาทิ บิ๊กซี ซูเปอร์มาร์เก็ต และขยายฐานลูกค้ากลุ่มผู้ให้บริการด้านอาหาร (Food Service)

 “การรุกขยายธุรกิจต่างประเทศของเบทาโกร เรามุ่งเน้นสร้างรากฐานอุตสาหกรรมอาหารครอบคลุมต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลให้กับผู้บริโภคทุกคน เรามีการลงทุนในเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการบริหารจัดการ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ตลอดจนการพัฒนาทักษะ ความชำนาญบุคลากร เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น พร้อมผนึกกำลังกับพันธมิตรผ่านเครือข่ายทางธุรกิจทุกภาคส่วน สร้างการเติบโต และสร้างความมั่นคงด้านอาหารที่ยั่งยืนให้กับภูมิภาคอาเซียน โดยคาดการณ์ว่าปี 2567 กลุ่มธุรกิจต่างประเทศจะมีรายได้เติบโตกว่า 22 %” นายวรวุฒิ กล่าว

นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชม โรงงานยาเส้นพญานาค ของ บริษัท สุราพญานาค จำกัดที่ อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม โดยนางวรนุช ภู่อิ่ม รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านทรัพย์สิน นายอัครุตม์ สนธยานนท์ รองปลัดกระทรวงการคลัง ด้านบริหาร นางสาวพิมพ์เพ็ญ ลัดพลี ที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี กรมสรรพากร และ เยี่ยมชมการดำเนินงานของบริษัท สุราพญานาค จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมยาสูบ (ชนิดยาเส้น) ผู้ได้รับอนุญาตรับซื้อใบยาสูบจากผู้เพาะปลูกทั้งในท้องที่จังหวัดนครพนม และจังหวัดอื่น ๆ อาทิ จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดเชียงราย จังหวัดน่าน และจังหวัดแพร่ โดยมีนายสุขสันต์ ทรัพย์สินบูรณะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุราพญานาค จำกัด ให้การต้อนรับ

ขณะที่ ไฮไลท์สำคัญในการเดินทาง ครั้งนี้ คือการเข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานโรงพักสินค้าของเร่งด่วนทางบก บริษัท สมาร์ท อะเลิร์ท จำกัด ซึ่งประกอบกิจการโรงพักสินค้านำเข้าและส่งออกของจังหวัดนครพนม ถือเป็นด่านศุลกากรที่มีสินค้าผ่านชายแดนเร่งด่วนทางบกมากกว่า 26 ล้านชิ้นต่อปี มากเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ รองจากด่านศุลกากรมุกดาหาร โดยมีนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร บรรยายขั้นตอนการตรวจและปล่อยสินค้าผ่านชายแดน ของด่านศุลกากรนครพนม ณ บริษัท สมาร์ท อะเลิร์ท จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ซึ่งได้มีการชมกระบวนการต่างๆ ตั้งแต่รถคอนเทนเนอร์ การเปิดประตู การเช็คสินค้า ในรถบรรทุกสินค้าจีนที่สั่งซื้อผ่านระบบออนไลน์ เพื่อปูทางไปสู่การเก็บเก็บภาษี ราคาสินค้าต่ำกว่า 1,500 บาทอีก

นายลวรณ เปิดเผยว่า การออกประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อรองรับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตรา 7% กับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ถือเป็นนโยบายที่ต้องการสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการในประเทศ และต่างประเทศ โดยเป็นนโยบายที่ไม่ได้เน้นเรื่องรายได้เป็นสำคัญ แต่เนื่องจาก ไทยเสียเปรียบสินค้าจีนในเรื่องต้นทุนการผลิตอยู่แล้ว จึงไม่อยากให้ช่องว่าขยายตัวกว้างมากนั้น ดังนั้น ถ้าจีนได้เปรียบจาก VAT 7% ไปอีก จะเป็นแต้มต่อที่สูงเกินไป นโยบายนี้ ต้องเห็นการแข่งขันที่เป็นธรรมมากกว่า

ด้าน นายพันธ์ทอง กล่าวว่า  ตามที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในการขายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคระหว่างผู้ขายในต่างประเทศซึ่งไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มกับผู้ขายในประเทศไทยซึ่งต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกอบกับประเทศไทยต้องปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งให้กำหนดราคาขั้นต่ำของของที่นำเข้าแต่ละรายเพื่อให้คุ้มค่ากับการจัดเก็บอากรศุลกากรอันเพื่อประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศนั้น

โดยหลักการแล้วจำเป็นต้องแก้ไขมาตรา 81 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมีกระบวนการที่ต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงได้มีมาตรการระยะสั้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว โดยกรมศุลกากรได้ออกประกาศกรมศุลกากรที่ 116/2567 เรื่อง กำหนดราคาของที่นำเข้า ซึ่งได้รับยกเว้นอากรตามประเภท 12 ภาค 4 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2567 กำหนดให้ของนำเข้าซึ่งแต่ละรายไม่เกิน 1 บาท ได้รับยกเว้นอากร ส่งผลให้ของนำเข้าที่มีมูลค่าเกินกว่า 1 บาทขึ้นไป ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามความประสงค์ของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับของที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2567 ส่งผลให้ของที่นำเข้ารวมค่าขนส่งและค่าประกันภัย (CIF) ที่มีมูลค่ามากกว่า 1 บาทแต่ไม่เกิน 1,500 บาท ยังมีผลให้ได้รับการยกเว้นอากรอยู่ต่อไป โดยประกาศทั้ง 2 ฉบับ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค. ถึง 31 ธ.ค. 2567

ส่วน ขั้นตอนในการปฏิบัติพิธีการศุลกากรของเร่งด่วนทางบก ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 130/2563 เรื่อง การปฏิบัติพิธีการศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับของเร่งด่วน  ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2563 มีดังนี้

อย่างไรก็ตาม นายพันธ์ทอง กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น ที่จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค. – 31 ธ.ค.2567 ในระหว่างที่รอกรมสรรพากรแก้กฎหมาย ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ในช่วงต้นปี 2568 เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ในระยะยาว โดยคาดว่าในช่วง 4-5 เดือนนี้ กรมศุลการกรจะสามารถจัดเก็บรายได้จากมาตรการนี้ประมาณ 700 ล้านบาท  ซึ่งสิ่งที่ได้จากมาตรการนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความเป็นธรรม ระหว่างสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ และสินค้าในประเทศด้วย

“สำหรับการจัดเก็บจะให้ทางบริษัทผู้นำเข้าจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเสีย VAT เพิ่ม 7% ให้กับผู้ซื้อสินค้า ซึ่งทางกรมศุลกากรจะเป็นผู้เก็บภาษีแทนให้กรมสรรพากรเท่านั้น และจัดเก็บภาษีดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น ระหว่างรอการแก้กฎหมายของกรมสรรพากร”

ปัจจุบัน สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทนั้น มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดนในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2567 (ต.ค.66-พ.ค.67) พบว่า มีปริมาณนำเข้าสินค้าดังกล่าวประมาณ 89 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 30-40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งหากมีการจัดเก็บภาษี VAT กับสินค้าดังกล่าว รัฐจะมีรายได้เพิ่ม 1,800 ล้านบาท และคาดว่าทั้งปีงบประมาณ 2567 สินค้ากลุ่มนี้จะมีมูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ดังนั้นหากคิดเป็นการจัดเก็บภาษีตลอดทั้งปี น่าจะอยู่ที่ประมาณ 2,100 ล้านบาท

ขณะนี้ กรมศุลกากรอยู่ระหว่างการประชุมเพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ในด่านหลักทั่วประเทศ เพื่อรองรับการดำเนินการตามประกาศที่จะเริ่มให้มีการจัดเก็บภาษี VAT สินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค.2567เป็นต้นไป โดยพบว่าปัจจุบันด่านศุลกากรที่มีสินค้าต่ำกว่า 1,500 บาทเข้ามาค่อนข้างมาก ได้แก่ ด่านมุกดาหาร และด่านนครพนม เนื่องจากการขนส่งสินค้าทางบกจากตอนใต้ของจีน ผ่านเวียดนาม ลาว และเข้าสู่ประเทศไทย ช่องทางนี้ อีกทั้ง ยังมีความสะดวก และมีค่าขนส่งที่ถูกกว่ามาก เมื่อเทียบกับการขนส่งทางอากาศไปที่ด่านสุวรรณภูมิ

ขณะที่ นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี กรมสรรพากร ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร กล่าวว่า ในสัปดาห์นี้ กรมสรรพากร จะหารือกับผู้ประกอบการแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เกี่ยวกับรายละเอียดในการจัดเก็บภาษี VAT กับสินค้านำเข้าที่มูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท

โดยระหว่างนี้ กรมสรรพากรจะเร่งแก้กฎหมายประมวลรัษฎากร เพื่อให้อำนาจกรมสรรพากรสามารถดำเนินการจัดเก็บภาษีดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง โดยปรับขั้นตอนให้แพลตฟอร์มเป็นผู้จัดเก็บภาษีในส่วนนี้ และนำส่งให้กับกรมสรรพากรโดยตรง ซึ่งจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้สามารถจัดเก็บภาษีได้ตั้งแต่ต้นปี 2568

“การปรับปรุงแก้ไขกำหนดหลักเกณฑ์กฎหมายจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มฉบับใหม่ อยู่ในขั้นตอนการเปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ เพื่อจัดทำแพลตฟอร์มนำส่งข้อมูลและขั้นตอนการชำระเงิน ซึ่งอาจเทียบเคียงกับขั้นตอนการเก็บภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ของต่างประเทศได้”

สำหรับกฎหมายฉบับใหม่ โฆษกกรมสรรพากร ย้ำว่าจะเร่งดำเนินการจัดการให้เร็วที่สุด โดยให้ผู้บริการขนส่งสินค้าเป็นผู้รับผิดชอบการนำเข้าทั้งหมด และสามารถลดขั้นตอนการเสียภาษีให้ศุลกากร หากกฎหมายฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ การเสียภาษีจะเข้าสู่ระบบสรรพากรทันที ไม่ผ่านการเสียภาษีศุลกากร อีกทั้งจะทำให้ประเทศมีการจัดเก็บรายได้มากขึ้น

+++++++++++++++++++++

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News