mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

SCB CIO มองความไม่แน่นอนทางการเมืองกดดันตลาดหุ้นไทยคาดดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีอยู่ที่1,660จุด

         SCB CIO ประเมินความไม่แน่นอนทางการเมือง ยังกดดันตลาดหุ้นไทย ว่าที่รัฐบาลชุดใหม่เน้นนโยบายกระจายรายได้    ส่วนแรงกระตุ้นจากภาคการคลังอาจจะไม่มาก มีข้อจำกัดเรื่องหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจไทยได้อานิสงส์การขยายตัวจากภาคการท่องเที่ยว การผลิตในภาคเกษตรและการบริโภคเอกชน คาด SET Index  สิ้นปีอยู่ที่ประมาณ 1,660 จุด ส่วนในกรณีหากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า จนกระทบเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 ดัชนีหุ้นไทยอาจมีความเสี่ยงปรับลดลงประมาณ -8%  จากระดับปัจจุบันที่ ประมาณ  1,550 จุด

ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ ผู้อำนวยการอาวุโส และหัวหน้าทีม SCB Chief Investment Office (SCB CIO) ธนาคารไทยพาณิชย์  เปิดเผยว่า SCB CIO ได้จัดทำบทวิเคราะห์เรื่อง “จับตาโฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่ กับโอกาสการลงทุนบนตลาดหุ้นไทย” โดยเราประเมินการจัดตั้งรัฐบาลออกมาเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบที่ 1 พรรคก้าวไกล จับมือกับพรรคเพื่อไทย และ 6 พรรคเล็ก มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มาจากพรรคก้าวไกล ส่วนรูปแบบที่ 2 คล้ายรูปแบบแรก แต่เปลี่ยนแคนดิเดตนายกฯ มาจากพรรคเพื่อไทย และรูปแบบที่ 3 พรรคเพื่อไทย บวกฝ่ายรัฐบาลเดิมร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล โดยมีแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย ขณะที่ปัจจุบัน 8 พรรคการเมือง นำโดยพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย ได้ร่วมกันจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วม (MOU) เพื่อการจัดตั้งรัฐบาล 23 ข้อ กับ 5 แนวทางปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่การผลักดันนโยบายรัฐบาลต่อไป

ทั้งนี้ SCB CIO ได้ประเมินความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบายยังเป็นประเด็นหลักกดดันหุ้นไทย โดยผลกระทบจากนโยบายของพรรคที่เตรียมจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ พบว่า เน้นเรื่องการกระจายรายได้เป็นหลัก ขณะที่แรงกระตุ้นที่มาจากภาคการคลังคาดว่าจะมีได้ไม่มากเท่ากับในอดีต เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนที่มีสัดส่วนสูง โดยในส่วนของหนี้สาธารณะต่อ GDP ปัจจุบันอยู่ที่ 61% ดังนั้น เพื่อไม่ให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เกิน 70% รัฐบาลชุดใหม่จะต้องหาทางเพิ่มรายได้ภาครัฐให้มากขึ้น จากการจัดเก็บรายได้ภาครัฐรูปแบบใหม่ และ การปรับปรุงระบบภาษี ทำให้แรงกระตุ้นจากภาคการคลังสุทธิ (รายจ่าย-รายได้) ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นมากนัก ในขณะที่หนี้ครัวเรือนที่สูงยังคงเป็นข้อจำกัดของการขยายตัวสินเชื่อการบริโภค แม้มีแรงกระตุ้นเข้ามาก็ตาม

SCB CIO มองว่า นโยบายเศรษฐกิจพรรคที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเอื้อต่อการบริโภคของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางในส่วนของนโยบายการจ้างงานและค่าแรงที่เป็นธรรม หากเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 450บาทต่อวัน ภายใน 100วันแรกที่เป็นรัฐบาลจะช่วยให้การบริโภคภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้นแต่อาจส่งผลต่อความสามารถทำกำไรของผู้ประกอบการและการแข่งขันกับประเทศที่มีต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่าไทย เมื่อประเมินผลต่อเงินเฟ้อคาดว่าจะมีจำกัดและใช้เวลาในการส่งผ่าน

ขณะที่การสร้างระบบสวัสดิการดูแลประชาชนตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงผู้สูงวัย คาดว่าจะช่วยสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชนให้มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น โดยคาดการณ์วงเงินที่ต้องใช้ 650,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนนโยบายส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรมในทุกอุตสาหกรรม คาดว่า จะส่งผลกระทบกับธุรกิจในกลุ่มการสื่อสารโทรคมนาคม ผู้ผลิตสุราและเบียร์ และกลุ่มโรงไฟฟ้า รวมถึงมีผลต่อการลงทุนในตลาดทุน

ดร.กำพล กล่าวว่า แม้แรงกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะมาจากภาครัฐยังไม่ชัดเจน แต่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ต่อเนื่องจากภาคบริการและบริโภคภาคเอกชน  โดย SCB CIO ประเมินเศรษฐกิจไทยได้อานิสงส์จากการขยายตัวของภาคบริการ โดยเฉพาะในสาขาที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว รวมทั้งการผลิตในภาคเกษตรและการบริโภคเอกชน ส่วนปัจจัยเสี่ยง คือ ความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบายมีแนวโน้มทำให้เกิดการชะลอการลงทุนทั้งในภาครัฐและเอกชน รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวทำให้การฟื้นตัวของภาคส่งออกไทยช้ากว่าคาดการณ์ไว้

ส่วนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยออกจากภาวะ earning recession หรือภาวะที่กำไรถดถอยแล้ว หลังกำไรหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาสในช่วงครึ่งหลังปี 2565 ส่วนการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสแรก ปี 2566 ฟื้นตัวกลับมาเป็นบวก และส่งสัญญาณมีแนวโน้มสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 ตาม เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้นจากการเปิดเมืองเปิดประเทศ

ทั้งนี้   SCB CIO ยังคงมุมมองตลาดหุ้นไทย เป็น slightly positive โดยคาดว่า ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ขณะที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวดีในครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตาม ต้องจับตามองการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ รวมถึงเสถียรภาพทางการเมือง ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเรียกความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุน

หากวิเคราะห์จากเหตุการณ์ปกติที่ควรจะเป็น ( base case scenario ) การจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้นตามกรอบระยะเวลาตามกฎหมาย ภายในกลางเดือน ก.ค. และการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2567 มีโอกาสล่าช้าแต่อยู่ในระดับที่จัดการได้ เราคาดว่า SET Index ณ สิ้นปี 2566 จะอยู่ที่ประมาณ 1,660 จุด เพิ่มขึ้น 7% จากระดับปัจจุบันที่ประมาณ 1,550 จุด ส่วนในกรณีเลวร้าย (worse case scenario) หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า จนกระทบต่อการจัดทำและเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 และมีความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบายยืดเยื้อ SET index อาจมีความเสี่ยงปรับลดลงประมาณ -8%  จากระดับปัจจุบัน

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News