mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

นักวิชาการโทรคมนาคม วิเคราะห์หลังควบรวมทรูดีแทค ผู้เล่นในตลาดน้อยลงหรือไม่

นักวิชาการโทรคมนาคม วิเคราะห์หลังควบรวมทรูดีแทค ผู้เล่นในตลาดน้อยลงหรือไม่ ชี้สนามแข่งขันเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์ม จะนับเฉพาะผู้ประกอบการโทรคมฯต่อไปอีกไม่ได้ มองอนาคตผู้ประกอบการโทรคมฯต้องแต่งตัวใหม่ ปรับตัวใหม่ เพื่อต่อกรกับเทคโนโลยี OTT

เมื่อเร็วๆนี้ นายสืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิชาการด้านโทรคมนาคม กรรมการบริหารและเลขาธิการสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สทค.) ได้โพสต์บนเฟสบุ๊ค Suebsak Suebpakdee วิเคราะห์กรณีควบรวมทรูดีแทคจะทำให้ผู้เล่นในตลาดโทรคมนาคมน้อยลง หรือลดจำนวนลงหรือไม่ โดยชี้ให้เห็นถึงสภาพความเป็นมาของตลาด เเละผู้เล่นโทรคมในประเทศไทย สภาพความเป็นไปจริงๆ ในตลาดโทรคม ณ ปัจจุบัน และทางเลือก ทางรอด เเละแนวทางการทำธุรกิจของผู้เล่นในฐานะผู้ประกอบการ(ไทย) และระบุว่าแม้หลังควบรวมจำนวนผู้ประกอบการโทรคมฯอาจจะน้อยลง แต่บนสนามแข่งขันหรือเป้าหมายของผู้ประกอบการจะนับรายเฉพาะผู้ประกอบการโทรคมไม่ได้ เพราะคนที่โดดลงมาเป็นผู้เล่น สร้างบริการ เเละแข่งขันในตลาดที่วันนี้เปลี่ยนไปเป็นดิจิทัลแพล็ตฟอร์ม จึงสรุปได้ว่าผู้เล่นในกลุ่มนี้ไม่ได้น้อยรายอย่างที่เข้าใจหรือควรนับแต่ผู้ประกอบการโทรคมอีกเเล้ว

ประเด็นแรก ต้องเข้าใจสภาพความเป็นมาของตลาด เเละผู้เล่นโทรคมในประเทศไทย เพื่อให้มองปัจจุบันได้อย่างเข้าใจ : อุตสาหกรรมโทรคมไทย รวมถึงอุตสาหกรรมโทรคมของโลกนั้นอาจกล่าวได้ว่าในช่วง "ขาขึ้น" หรือช่วงรุ่งโรจน์นั้น มีผู้สนใจเข้ามาลงทุนมากมาย หรือเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของทั้งบริการ เทคโนโลยี รวมถึงโอกาสในการทำธุรกิจโทรคม หลายคนคงอาจไม่ทราบว่าแท้จริงเเล้วตลาดบ้านเราเคยผ่านยุคที่มีผู้ประกอบการโทรคมมากมายหลายบริษัทที่เข้ามาลงทุน ทั้งทุนไทย ทุนเทศ สมัยรุ่งเรื่องเฟื่องฟู นอกจากรัฐวิสาหกิจสองราย เรายังมีหลายบริษัทไล่ตาม timeline มา ยุคเเรกๆ อาทิ ตะวันโมบายเทเลคอม, โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส, แอดวานซ์ อินโฟร์ มายุคกลางๆ เรายังมีเพิ่มทั้ง  ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย หรือการแตกพาร์คลื่นย่านนึงจนเกิดผู้ประกอบการอีก 3 รายที่โดดลงมาทำมือถือได้แก่ IEC(WCS), Samart Hello(DPC), TAO(Orange) หรือฝั่ง TOT-CAT ก็เปิด ThaiMobile ก่อนจะผ่านการเปลี่ยนถ่ายมือ ยุบรวมเเละควบรวม รีแบรนด์เปลี่ยนชื่อ จนมาเป็นยุคปัจจุบันที่กลายเป็นรายหลักๆ 3-4 ราย อย่างที่เห็น

จะเห็นว่ากลไกการเปลี่ยนไปของผู้เล่นในตลาดโทรคมบ้านเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ได้คงอยู่ยั้งหรือไม่เกิดการโยกย้ายของ "ทุน" ของนักลงทุนจะไทยหรือเทศ มันเป็นตามปัจจัยหลายอย่างทั้งตลาด โอกาส นโยบาย เเละตัวแปรที่สำคัญมากคือ "เทคโนโลยี" (เดี๋ยวจะพูดในหัวข้อถัดๆไป เพราะตัวเทคโนโลยีที่เปลี่ยน พฤติกรรมเปลี่ยน เป็นเรื่องสำคัญเเละสร้างความเปลี่ยนแปลง) ในยุคที่เรียกว่าโทรคมเป็นขาขึ้น คนก็อยากจะมาลงทุนในธุรกิจมือถือ ที่ตอนนั้นแม้ว่าเรื่องการประมูลจะยังไม่เกิด แต่ทางออกของการได้ทำคือระบบสัมปทานที่เกิดจากการถือครองคลื่นโดยรัฐ เอกชนแต่ละรายที่เข้ามาจึงต้องดิ้นรนเพื่อแลกกับการ "ได้คลื่นเเละได้ทำ" เรื่องที่มาของการได้คลื่นในยุคนั้นจึงดูสลับซับซ้อนกว่าปัจจุบันมาก ไม่มีกฏตายตัว ไม่มีตัวต้นทุนที่เท่ากันเป็นบรรทัดฐาน หรือไม่มีแม้กระทั่งรูปแบบที่ชัดเจนของ numbering แบบกด 01 081 อะไรแบบทุกวันนี้ ยุคแรกการทำมือถือโดยการเอาเลขหมาย 02 มาพ่วง DID ก็ทำ (ใครจำได้คงนึกถึง 02239xxxx 02353xxxx ออก)

นอกจากเรื่องต้นทุนคลื่น ต้นทุนบริการ ต้นทุนอื่นๆ ที่ไม่ได้เท่ากันในยุคขาขึ้น แต่อาจกล่าวได้ว่ารูปแบบบริการต่างๆ ในยุคนั้นค่อนข้างเอื้อให้คนที่เข้ามาทำมือถือสามารถสร้างบริการเเละรายได้ได้ เพราะบริการยุคนั้นผูกกับผู้ให้บริการทั้งค่าเครื่อง ค่าโทร หรือบริการเสริมต่างๆ แม้ในยุค 2G ที่เริ่มมีบริการดาต้าแบบอืดๆ ได้แล้วการให้บริการคอนเท้นแบบ WAP แบบ Ringtone แบบ TeleMedia หรือแม้แต่บริการคอนเท้นผ่าน SMS (ลองนึกถึงบริการรับข่าวผ่าน SMS ครับ) ที่พอจะทำได้ก็ต้องทำผ่านผู้ให้บริการ เป็นยุคที่ไม่มีคนทำแข่งได้ถ้าไม่ร่วมกับผู้ให้บริการ ยุคนี้จึงถือว่าเป็นยุคตั้งต้นที่ดีมากสำหรับผู้ประกอบการที่สร้างฐานลูกค้าได้เยอะ หรือมีต้นทุนคลื่นต่ำ เเละยิ่งจะดีมากๆ ถ้าฐานนั้นสร้างได้เยอะที่สุดในตลาดเพราะจะเป็นฐานสำคัญอย่างมากต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ประเด็นที่ 2 สภาพความเป็นไปจริงๆ ในตลาดโทรคม ณ ปัจจุบัน : ยุคทองโทรคมแบบระบบสัมปทานนั้นได้ค่อยๆหมดไป จากการพยายามเลิกการผูกขาดเเละเปิดเสรี ระบบประมูลคลื่นถูกเข้ามาแทนที่ สัมปทานที่เคยมีเคยได้ต้องค่อยๆ คืนเเละหมดไป ใครที่เข้าสู่ตลาดก่อนหรือหลังจากยุคสัมปทาน หรือสัมปทานขายต่อก็แบกต้นทุนที่ต่างระดับ โดยมีหวังที่การประมูลคลื่นพร้อมๆกับการเกิดของ กทช. เเละมาเป็น กสทช. ด้วยหวังว่ากติกาประมูลจะเอื้อให้ต้นทุนการประกอบการเป็นธรรม ล้างระบบวิ่งเต้น หรือการใช้นโยบายเอื้อ ส่วนระหว่างทางที่เดินนั้น เอกชนรายที่ยื้อไม่ไหวจากการแข่งขัน จากต้นทุน จากตลาดที่เริ่ม (แค่เริ่มก่อนนะครับ) จะอิ่มตัวก็ค่อยๆ ถอยไปทีละราย ทุนต่างประเทศถอยได้ก็ถอนโบกมือลา ทุนในประเทศรายไหนแข็งแกร่งมีทุนก็ซื้อควบรวม จะควบรวมเเล้วเอามารีแบรนด์ทำตลาดก็มี หรือซื้อมาเพื่อเอาสิทธิ์ใช้แค่คลื่นจากสัมปทานก็มี ก่อนเข้าสู่ยุคการประมูล!!!

หลังยุคการประมูลคลื่น ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวไม่ได้ราบรื่น ไม่ได้ฉับไวจากการประมูลครั้งแรกบนคลื่น 2100 ที่ล่าช้าจนกว่าเราจะได้ใช้คลื่น 3G ระบบประมูลช้า 10 ปี!!! การประมูลคลื่นแม้จะเกิดได้ต่อเนื่องขึ้นในยุคหลังอีกหลายคลื่น ดูเหมือนจะรีเซ็ตกติกาการประกอบการให้แฟร์ขึ้น นำเงินเข้ารัฐก้อนมหึมา หลังประมูลคลื่นน้อยคนที่จะรู้ว่าต้นทุนของการประกอบการเหมือนจะมานับ 1 ใหม่ เพราะเมื่อล้างระบบสัมปทาน เสาก็ BTO คืนเจ้าของสัมปทานไปเเล้ว การสร้างเครือข่ายแบบนับ 1 คือลงเสาใหม่แบบคิดซะว่าลงทุนครั้งนี้จะได้เป็นเสาของตัวเองก็ตามมา ด้านเทคโนโลยีก็ขยับตามกระเเสแความก้าวหน้าพาเราผ่าน 3G 4G มา 5G ที่กำลังฮือฮา หลายเรื่องเหมือนจะดี แต่เทคโนโลยีก็ทำให้เกิดผู้เล่นใหม่อย่าง OTT

เมื่อมือถือยุคใหม่ๆ มันทำได้มากกว่ากดโทรออก แต่มาพร้อมหน้าจอเเละการเชื่อมโยงผ่านเครือข่ายที่ทันสมัย ทั่วถึง บริการแพล็ตฟอร์มหลากหลายก็ตามมา พร้อมๆ กับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เราใช้บริการเเละแทบจะฝากชีวิตกับเจ้าหน้าจอจิ๋วๆ ที่ทำได้ทุกอย่าง ดูหนังฟังเพลง ดูข่าว เทรดหุ้น สั่งของ ขายของ ประชุม เรียน ดูละคร ทีวี และแน่นอนแม้แต่บริการดั้งเดิมแบบ การโทร เเละส่งข้อความ!!! เรียกว่าทำได้ทุกอย่างบนมือถือ บนคลื่นที่ประมูล บนเครือข่ายที่ต้องลงทุน แต่รายได้ที่เกิดกลับไปเกิดที่ผู้ให้บริการแพล็ตฟอร์ม หรือเรียกรวมๆ ว่า OTT

หากจะมองว่า OTT เป็นเรื่องดีในการสร้างความสะดวกสบายย่อมไม่ผิด แต่การเกิดเเละการปล่อยให้ OTT ประกอบการได้บนฐานต้นทุนที่ต่ำกว่าผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้ทั้ง องค์กร จ่ายภาษี กำกับได้ ไหนจะโดนควบคุมสารพัด กับผู้ให้บริการ OTT ระดับโลกที่ค่อยๆ รุกคืบแทรกซึมบริการ ดูดเม็ดเงินตัดธุรกรรมที่ต่างประเทศ เสมือนเป็นฝันร้ายยุคสัมปทานที่ผู้ประกอบการ OTT เหล่านี้มีต้นทุนประกอบการที่ต่ำกว่ากลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง แถมรอบนี้เหมือนจะหนักกว่าเพราะตลาดใหญ่ขึ้น แย่งพื้นที่ตลาดได้มากขึ้น ที่สำคัญไร้การกำกับจากภาครัฐ!!! หากจะเทียบเคียงถึงความหนักข้อของ OTT ที่กระทบกับอุตสาหกรรมอื่นอยากให้ลองนึกถึงอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล ที่มีสตอรี่คล้ายๆ กัน ผ่านการประมูลช่องด้วยเม็ดเงินสูงๆแบบเดียวกันด้วยหวังว่าจะเปิดเสรีช่องทีวี แล้วก็มาโดนทุบด้วย OTT ผ่านแพล็ตฟอร์มจนกระทบหนักแบบเดียวกัน ณ ปัจจุบัน

ประเด็นที่ 3 ทางเลือก ทางรอด เเละแนวทางการทำธุรกิจของผู้เล่นในฐานะผู้ประกอบการ(ไทย) เหลืออะไรบ้าง : เมื่อการทำธุรกิจแบบ "โทรคมล้วนๆ" มันไม่เหลือที่ให้ยืน ทางเลือก ทางรอดสำหรับคนที่เคยอยู่ในตลาด เเละลงทุนไปเเล้วรวมถึงมีภาระจากค่าประมูลคลื่นที่ต้องจ่ายตามงวดไปอีกหลายสิบปีข้างหน้า การจะให้อยู่เฉยๆ ดู OTT ที่เข้ามาวิ่งดาต้าบนเครือข่ายกอบโกยเม็ดเงินเเละผลกำไร(ออกนอกประเทศ) โดยที่เจ้าของเครือข่ายแท้ๆ ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยมีแต่ลงทุน ไม่ต้องอะไรเลยครับ โทรหากันเดี๋ยวนี้เราๆ ยังแทบไม่กดโทรผ่าน Cellular กันเเล้ว กดโทรผ่านแอป VDO Call ผ่านแอป อาจจะบอกว่าเพราะฟรี แต่วัตถุประสงค์จริงๆ แพล็ตฟอร์มแบบ Super App ต่างๆ ก็พยายามดึงให้เราเข้าไปใช้เพื่อต้องโดน service ตัวไหนของเค้าเข้าสักตัว ทั้งหมด ณ ตอนนี้ต้องบอกว่ามันเสมือนเกิดเป็นผู้เล่นในตลาดรายใหม่ที่ไม่ใช่สนามโทรคมเเล้ว แต่มันเป็นสนามการเเข่งขันใหม่บนโลกเทคโนโลยี หรือจะบอกว่าก็ในเมื่อพฤติกรรมผู้ใช้งานมันเปลี่ยนไปเเล้วการจะบอกว่าผู้เล่นโทรคมยังแข่งกันแค่ 2-3 รายเท่าเดิมคงไม่ถูกต้องนัก

มาถึงจุดนี้ทางเลือกเเละทางรอดสำหรับผู้ประกอบการจริงๆ มันเลยเหมือนเหลือแค่จะถอยหรือจะต่อกร ถ้าเลือกถอยมันก็ไม่ได้ง่ายแบบเอาใบอนุญาตไปคืนเเละเดินออกมา เพราะ กสทช. ก็คงไม่ยอม แต่ถ้าเลือกสู้การจะสู้ทำธุรกิจต่อเพื่อต่อกรกับเทคโนโลยี OTT ก็ต้องแต่งตัวใหม่ ปรับตัวใหม่ ไม่ใช่สู้โดยการยังรอความหวังรายได้จากการโทร SMS หรือขายดาต้าที่โดนกดราคาจากการตัดราคาเเข่งขันกันเองเเละควบคุมเพดานราคา เมื่อทำเองคนเดียวไม่ได้ความเชี่ยวชาญไม่พอ หรือการจะโดดทำตลาดแปรตัวเองเป็นบริษัทเทคโนโลยีบ้างก็คงไม่ได้หวังแต่ตลาดประเทศไทย 69 ล้านคน หรือขอบเขตประเทศเพราะ OTT ที่ลุกเราก็ข้ามเขตประเทศมาให้บริการแถมเราเองก็ไม่มี Super App ตัวไหนจะเป็นแพล็ตฟอร์มหลักจริงๆ ของเราเอง หลายคนก็พูดกันบ่อยๆ ว่านี่มันคือการลุกคืบมายึดหัวหาดหรือการครอบงำการบริการบนโลกออนไลน์ไว้หมดเเล้วชัดๆ

.ดังนั้นถ้าย้อนไปที่หัวข้อที่ตั้งโจทย์ไว้ว่าจำนวนผู้ประกอบการโทรคมน้อยรายหลังควบรวมหรือไม่? ก็อาจจะจริงแต่ต้องมองด้วยว่าสนามแข่งขันหรือเป้าหมายของผู้ประกอบการอาจจะนับรายเฉพาะผู้ประกอบการโทรคมไม่ได้ เพราะคนที่โดดลงมาเป็นผู้เล่น สร้างบริการ เเละแข่งขันในตลาดที่วันนี้เปลี่ยนไปเป็นดิจิทัลแพล็ตฟอร์ม ผู้เล่นในกลุ่มนี้ไม่ได้น้อยรายอย่างที่เข้าใจหรือควรนับแต่ผู้ประกอบการโทรคมอีกต่อไป

เฟสบุ๊ก Suebsak Suebpakdee ทิ้งท้ายว่า วันนี้ขอเป็นประเด็นไว้ประมาณนี้ก่อนจะมาวิเคราะห์ต่อว่า เเล้วทางรอดที่ว่ารวมเเล้วมันจะเป็นเเบบไหน ทำแบบไหน กระทบใครบ้าง รัฐควรทำอะไร องค์กรกำกับควรดูตรงไหน เเละเราๆ ผู้ใช้บริการอยากเห็นอะไร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News