mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

รวมพลังขับเคลื่อนโรคหายาก ปีที่ 12 เพื่อก้าวสู่มิติในการเข้าถึงยาและสิทธิการรักษาให้ครอบคลุมมากขึ้น

ปัจจุบันมีผู้ป่วยทั่วโลกกว่า 300 ล้านคน ที่กำลังเผชิญกับโรคหายาก วินิจฉัยยาก และเข้าถึงกระบวนการรักษาที่ยาก ขณะที่ประเทศไทยคาดว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคหายากสูงถึง 5% ของประชากรทั่วประเทศ หรือกว่า 3.5 ล้านคน ซึ่งมีชื่อโรคหลายพันโรค และ 5% ของโรคเหล่านี้มียารักษาจำเพาะที่มีประสิทธิภาพสูง บางโรคอาจมีผู้ป่วย 20 - 30 คน บางโรคอาจมีหลักร้อยหลักพัน ซึ่งการวินิจฉัยจะแตกต่างกันไป บางโรคมียารักษา บางโรคยังไม่มียารักษา โรคหายากหลายๆ  โรคยังไม่อยู่ในสิทธิการรักษาของระบบสาธารณสุข

คุณปรียา สิงห์นฤหล้า ประธานมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก ประเทศไทย กล่าวว่า ทุกวันที่ 28 กุมภาพันธ์ของทุกปีถูกกำหนดเป็นวัน “โรคหายากสากล” หรือ “World Rare Disease Day” ซึ่งในแต่ละประเทศจะมีการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคหายาก โดยประเทศไทยในปี 2565 มูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก ได้ร่วมกับสมาคมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย ระดมสมองจากทุกภาคส่วน ทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ฝ่ายนโยบาย สปสช. กระทรวงสาธารณสุข อย. HITAP ผู้มีส่วนในเรื่องงบประมาณของประเทศ องค์กรภาคเอกชน NGO และกลุ่มผู้ป่วย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ในการจัดการกับปัญหาและความท้าทายต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเพื่อให้ผู้ป่วยโรคหายากและครอบครัวเข้าถึงโอกาสทางสังคม การรักษา และการดูแลภายใต้สิทธิประโยชน์ในระบบสาธารณสุขอย่างเท่าเทียมกัน ในงาน วัน ‘โรคหายาก’ ประเทศไทย ปีที่ 12 ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Share Your Colours & Access to Rare Disease Medicine” เพื่อแสดงความเป็นตัวตนที่เป็นผู้ป่วยโรคหายาก โดยสะท้อนถึงเรื่องราว ประสบการณ์ชีวิต และแรงบันดาลใจของพวกเขาเพื่อให้สังคมได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของ ‘โรคหายาก’ ว่ามีอยู่จริงบนโลกใบนี้ จัดการได้ และไม่ควรมีผู้ป่วยถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

โดยวัตถุประสงค์ของการจัดงาน วัน ‘โรคหายาก’ ประเทศไทย ปีที่ 12 นี้ เป็นการรวมพลังของทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับโรคหายากในทุกมิติในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งในแง่ของการตรวจวินิจฉัย การเข้าถึงยาและการรักษา และการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ในระบบสาธารณสุขไทยอย่างเท่าเทียมกัน 

ศ.พญ. ดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล หัวหน้าสาขาเวชพันธุศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และประธานเครือข่ายเวชพันธุศาสตร์ สมาคมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย และอุปนายกสมาคมเวชพันธุศาสตร์และจีโนมิกส์ทางการแพทย์ (TMGGA) ในฐานะผู้บุกเบิกและผลักดันเรื่องโรคหายากให้ได้รับสิทธิการรักษา มาตลอดระยะเวลามากกว่า 10 ปี ได้กล่าวว่า ในปี 2565 นี้ นับเป็นอีกก้าวของความสำเร็จ หลังจากที่คณะทำงานโรคหายากต่างได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อเดินหน้าผลักดันและติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายมาอย่างยาวนาน และปีนี้ มีความคืบหน้าเกี่ยวกับโรคหายากใน 3 ประเด็นสำคัญได้แก่ การลงทะเบียนข้อมูลผู้ป่วยโรคหายาก (Data Registry), การเข้าถึงยาและแนวทางการกำกับดูแล (Access to medicine) และทางเลือกในการจัดการด้านการเงินในการรักษาพยาบาล (Alternative financing)

รศ.นพ. เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และประธานคณะทำงานพัฒนาระบบบริการดูลรักษาโรคหายาก สปสช. กล่าวถึงความคืบหน้าของนโยบายบัตรทองของโรคหายาก ทางคณะกรรมการโรคหายากได้ดำเนินการใน 3 ส่วน คือ 1) การพัฒนานิยามของคำว่า ‘โรคหายาก’ ให้ครอบคลุมและมีความชัดเจนมากขึ้น 2) ปรับระบบเรื่องการบริการดูแลผู้ป่วย ให้สามารถเข้าถึงยา เข้าถึงการตรวจ และเข้าถึงสิทธิประโยชน์ให้มากขึ้น และ 3) การบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ให้มีความรวดเร็วและเข้าถึงได้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการวิจัย รวมถึงการเงินการคลังให้ครอบคลุมโรคต่างๆ ได้มากขึ้น

โดยในปีที่ผ่านมา คณะกรรมการโรคหายากได้มีมติให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาสิทธิประโยชน์ แก่โรคหายากอีก 5 กลุ่มโรค ได้แก่ กลุ่มโรคเอ็มพีเอส (MPS, Mucopolysaccharidosis), โรคปอมเป (Pompe Disease), โรคเอชเออี (HAE, Hereditary Angioedema), โรคอีบี (EB, epidermolysis bullosa) และโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากไขสันหลังเสื่อม (SMA, spinal muscular atrophy) โดยคาดว่าผลการศึกษาของบางโรคข้างต้น จะเสร็จสิ้นเพื่อให้กรรมการพิจารณาลงมติได้ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ อีกทั้งยังมีข่าวที่น่ายินดีจากคณะกรรมการยาหลักแห่งชาติ โดยมีมติในส่วนของโรคหายากเป็นกรณีพิเศษเนื่องจากมีผู้ป่วยแต่ละโรคจำนวนน้อย โดยในบางกรณีไม่ต้องมีการประเมินในเรื่องของความคุ้มค่า แต่จะประเมินในส่วนของประสิทธิผลของยา การวิเคราะห์หรือการวิจัยอื่นๆ ในการรักษาว่ามีประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างไร และการเข้าถึงว่ามีระบบสุขภาพพร้อมที่จะรองรับการให้บริการ และเรื่องของงบประมาณ ซึ่งจะทำให้ลดขั้นตอนการดำเนินงานได้อย่างมาก ส่งผลให้แต่ละโรคได้รับการพิจารณาที่รวดเร็วขึ้น รวมถึงยังมีมติให้มีการพัฒนารูปแบบการประเมินเพื่อขึ้นทะเบียนหน่วยบริการเพื่อดูแลโรคหายากให้ครอบคลุมมากขึ้น และมีแผนที่จะพัฒนาเพื่อให้เป็นศูนย์เพื่อดูแลโรคหายากอีกด้วย

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ได้อนุมัติให้มีการตรวจคัดกรองกลุ่มโรคทางพันธุกรรมแมทาบอลิกเพิ่มเติมในเด็กทารกแรกเกิด (Newborn Screening) เพื่อจะได้วินิจฉัยโรคหายากบางกลุ่มได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และให้การรักษาได้รวดเร็วขึ้น อีกทั้งยังมีการประสานเรื่องบูรณาการดูแลโรคหายากใน 3 กองทุน เพื่อให้ สปสช. กรมบัญชีกลาง และประกันสังคม เชื่อมโยงเข้ากับสิทธิต่างๆ เช่น สิทธิข้าราชการ เพื่อให้สิทธิประโยชน์ในการรักษาไม่เกิดการขาดตอน ซึ่งในส่วนนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม

อีกทั้ง สปสช. ยังมีแผนในการจัดทำข้อมูลทะเบียนผู้ป่วยโรคหายาก (Data Registry) ให้เชื่อมกับโครงการ Genomics Thailand โดยในอนาคตฐานข้อมูลของยีนของผู้ป่วย ทั้งเรื่องอาการ และการรักษาตลอดระยะเวลาที่ดูแลผู้ป่วย จะถูกเก็บอยู่ในฐานข้อมูล ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากเมื่อผู้ป่วยต้องไปรักษาในโรงพยาบาลแห่งอื่นๆ แพทย์ที่เกี่ยวข้องก็สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ ทำให้การรักษาไม่ขาดตอน และที่สำคัญจะเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่สามารถทำการวิจัยวางแผนระบบบริการแก่ผู้ป่วยโรคหายากในอนาคตได้ และทำให้มีการคิดค้นยาใหม่ๆ การรักษาใหม่ๆ และทำให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลของโรคหายาก นอกจากนี้ ในอนาคตยังมีแผนที่จะสนับสนุนในด้าน Innovative Funding และ Financial Model ร่วมกับคณะทำงานโรคหายาก ในเรื่อง Managed Entry Agreement (MEA) หรือข้อตกลงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อลดและจัดการความเสี่ยงทั้งทางการเงินหรือผลลัพธ์ทางสุขภาพของยาและนวัตกรรมการรักษาใหม่ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพได้มากขึ้น โดยใช้งบประมาณของประเทศน้อยลง ซึ่งจะพิจารณาในหลายๆ โมเดล เพื่อให้เกิดความหลากหลายและเอื้อประโยชน์ต่อผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น

ในงานนี้ ยังได้รับเกียรติจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสิงคโปร์ รศ.พญ.ตัน อีเฉียน (Dr.Tan Ee Shein) ได้ยกตัวอย่างโมเดลด้านสาธารณสุขของประเทศสิงคโปร์ ที่มีกระบวนการช่วยเหลือหลายขั้นเพื่อเป็นแนวทางและแรงบันดาลใจเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในสังคมไทย ตั้งแต่ขั้นแรก ได้แก่ 1. รัฐจ่ายเงินสมทบค่ารักษา (SUBSIDIES) สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังมากน้อยตามรายได้ของผู้ป่วยและครอบครัว 2. โครงการออมเงินกับกระทรวงสาธารสุขสิงคโปร์ (MEDISAVE) โดยประชาชนสามารถเข้าร่วมออมได้ตามความสมัครใจ เพื่อเก็บไว้ดูแลด้านสาธารณสุขของตนเอง 3. ประกันสุขภาพแบบตลอดชีวิต (MEDISHIELD LIFE) ของสิงคโปร์ที่ครอบคลุมทุกโรค ถึงแม้จะเป็นโรคก่อนสมัครประกัน 4. มีกองทุนสนับสนุน (MEDIFUND) ในกรณีที่ 3 ขั้นแรกไม่เพียงพอหรือครอบคลุมค่ารักษาได้ไม่ครบถ้วน แต่สำหรับโรคหายากที่มีราคาค่ารักษาค่อนข้างสูง ทำให้ยังไม่สามารถครอบคลุมได้หมด จึงเป็นที่มาของการตั้ง ‘กองทุนโรคหายากของสิงคโปร์ หรือ Rare Disease Fund’ โดยเป็นกองทุนการกุศลที่ร่วมมือกันทั้งจากภาคประชาชนและภาครัฐ ผู้บริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ถึง 250%  ทุกๆ 1 เหรียญที่ประชาชนบริจาค รัฐจะร่วมสมทบทุน 3 เหรียญ และรัฐบาลสิงคโปร์เป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการบริหารจัดการกองทุน เพื่อให้เงินทั้งหมดที่ได้รับบริจาคนำไปใช้มาเพื่อการดูแลรักษาผู้ป่วยทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามกองทุนนี้มีความท้าทายคือ จำนวนโรคและจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับมีอยู่อย่างจำกัด และทำอย่างไรให้กองทุนนี้มีความยั่งยืน

ศ.พญ. ดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล กล่าวปิดท้าย วัน ‘โรคหายาก’  ปีที่ 12 นี้ นับเป็นเวทีที่คุ้มค่าและเป็นอีกปีที่มีความคืบหน้าอย่างมาก ซึ่งต้องขอขอบคุณคณะทำงานและทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมสนับสนุนและผลักดันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง คณะผู้จัดงาน รวมถึงผู้ป่วยและครอบครัวผู้ป่วยโรคหายากเริ่มเห็นแสงปลายอุโมงค์ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และในอนาคต เราทุกคนต่างมีความหวังและอยากเห็นภาพการดำเนินงานของทุกฝ่ายร่วมมือกัน ทั้งด้านสาธารณสุข การเงินการคลัง ตลอดจนด้านกฎหมาย ร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิด พรบ.โรคหายาก และ/หรือกองทุนโรคหายาก หรือกลไกเร่งด่วน (Fast Track) ด้านสาธารณสุขของโรคหายาก อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างแท้จริงต่อไป ซึ่งเชื่อมั่นว่าผู้ป่วยโรคหายากและครอบครัวยังรอคอยโอกาสอย่างมีความหวัง เพราะนั่นหมายถึง ‘ชีวิต’ ของบุคคลอันเป็นที่รัก และความทุกข์ทั้งกายและใจที่ครอบครัวกำลังเผชิญอยู่ทุกวี่วันกับโรคหายากที่ไม่ได้มีใครตั้งใจทำให้เกิดขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News