mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

จีดีพีไตรมาส 2/2021โต7.5% จากผลของฐานต่ำปีก่อนหน้าและการส่งออกที่ฟื้นตัว

โดย...พิมฉัตร เอกฉันท์ ศูนย์วิจัย Krungthai Compass

Key Highlights

           เศรษฐกิจในไตรมาส 2/2021 ขยายตัว 7.5%YoY หรือขยายตัว 0.4%QoQsa จากผลของฐานต่ำปีก่อนหน้าและการส่งออกสินค้าที่ฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งตามทิศทางเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี สถานการณ์โรคระบาดที่มีความรุนแรงและยืดเยื้อมากกว่าประมาณการครั้งก่อน ส่งผลกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชน รวมถึงการฟื้นตัวที่ล่าช้ากว่าที่คาดของภาคการท่องเที่ยว ทำให้ สศช. ปรับลดกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2021 ว่าจะขยายตัว0.7%-1.2% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 1.5%-2.5%

           Krungthai COMPASS ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2021 ขยายตัว 0.5% แต่ยังมีความเสี่ยงด้านต่ำค่อนข้างมาก จากมาตรการควบคุมโรคแบบกึ่งล็อกดาวน์ที่อาจลากยาวออกไป ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มหดตัวส่วนปี 2022 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.9% ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดที่มีแนวโน้มคลี่คลายได้ตามลำดับ ทำให้อุปสงค์ในประเทศจะทยอยฟื้นตัวได้อย่างช้าๆ เช่นเดียวกับแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเริ่มเห็นความชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง

จีดีพีไตรมาส 2/2021 ขยายตัว 7.5% จากผลของฐานต่ำปีก่อนหน้าและการส่งออกที่ฟื้นตัวแข็งแกร่ง

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2/2021 ขยายตัว 7.5%YoY หรือ ขยายตัวจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 0.4%QoQsa โดยการรายงานด้านรายจ่ายมีประเด็นหลักๆ ได้แก่

=             การอุปโภคบริโภคเอกชนขยายตัว 4.6% ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัว 0.3%การแพร่ระบาด COVID-19 ยังคงส่งผลกระทบต่อครัวเรือนค่อนข้างสูง ทั้งการจ้างงานและรายได้ในปัจจุบัน รวมถึงความกังวลต่อรายได้ในอนาคต อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยสนับสนุนบางส่วนจากโครงการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบของภาครัฐ โดยในไตรมาสนี้ การใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนขยายตัวจากการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายซื้อยานพาหนะ ส่วนการใช้จ่ายในหมวดสินค้ากึ่งคงทนยังคงลดลง ขณะที่หมวดสินค้าไม่คงทนชะลอตัวเล็กน้อยในกลุ่มอาหาร ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช่อาหารมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

=             การลงทุนรวมขยายตัว 8.1% ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 7.3% ตามการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 9.2% จากผลของฐานต่ำในปีก่อนหน้า ประกอบกับการลงทุนในหมวดเครื่องจักร อุตสาหกรรม และหมวดยานยนต์ ตลอดจนการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่การลงทุนภาครัฐขยายตัว 5.6% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนตามการลงทุนภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่ขยายตัวชะลอลง ทั้งหมวดก่อสร้างและเครื่องจักรเครื่องมือ เช่นเดียวกับการลงทุนในหมวดเครื่องมือ เครื่องใช้สำนักงานชะลอตัวลงตามยอดจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานและคอมพิวเตอร์ ภายในประเทศที่ลดลง

 =            การส่งออกสินค้าขยายตัว 30.7% ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 3.2% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่แข็งแกร่ง รวมถึงผลของฐานต่ำในปีก่อนหน้า โดยเป็นผลจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเป็นหลัก อาทิ ยานพาหนะ สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โลหะ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรยังขยายตัวต่อเนื่อง นำโดยยางพาราและผลไม้ตามความต้องการในตลาดโลกที่เร่งตัวขึ้น สวนทางกับการส่งออกข้าวที่ลดลงอย่างมากต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า สำหรับการนำเข้าสินค้าขยายตัว 32.2%

ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 6.4% จากการนำเข้าสินค้าทุกหมวดที่ขยายตัวในระดับสูง โดยเฉพาะการลงทุนด้านเครื่องจักรเครื่องมือของภาคเอกชนที่ขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า รวมถึงสินค้าวัตถุดิบที่ขยายตัวตามการนำเข้าสินค้ากลุ่มเชื้อเพลิง

=             การส่งออกบริการหดตัว 1.9% ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัว 63.6% ตามรายรับจากค่าบริการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นสูงตามปริมาณการค้าระหว่างประเทศที่ขยายตัวแบบก้าวกระโดด ประกอบกับค่าบริการธุรกิจอื่น ๆ ขยายตัวได้ในเกณฑ์ดีเช่นกัน อย่างไรก็ดี รายรับจากการท่องเที่ยวและรายรับค่าโดยสารยังคงหดตัวในระดับสูง เนื่องด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติยังมีจำนวนน้อยตามมาตรการจำกัดการเดินทางเข้าประเทศ

สำหรับเศรษฐกิจทั้งปี 2021 สศช. คาดว่าจะขยายตัวได้ในกรอบ 0.7%–1.2% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 1.5%-2.5% จากสถานการณ์โรคระบาดยังมีความรุนแรงและยืดเยื้อมากกว่าประมาณการครั้งก่อน ส่งผลกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่สองและสามของปีให้ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการฟื้นตัวที่ล่าช้ากว่า

ที่คาดของภาคการท่องเที่ยว อันเกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังรุนแรงทั้งในประเทศและหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงจากการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส

 Krungthai COMPASS ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2021 ขยายตัว 0.5% ท่ามกลางความเสี่ยงต่ำที่ต้องจับตา ส่วนปี 2022 คาดว่าจะขยายตัว 3.9%

Krungthai COMPASS มองว่า การบริโภคเอกชนมีความอ่อนแอมากขึ้นในไตรมาสที่สอง และมีแนวโน้มเปราะบางสูงในระยะต่อไป โดยการอุปโภคบริโภคเอกชนในไตรมาส 2/2021 ขยายตัวถึง 4.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่กลับหดตัวมากถึง 2.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว แม้มีมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาค่าครองชีพออกมาอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นกว่าในไตรมาสแรก ทั้งจากโครงการเราชนะ โครงการ ม.33 เรารักกัน เป็นต้น ที่คอยช่วยพยุงกำลังซื้อครัวเรือนบางส่วน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการแพร่ระบาดที่ยืดเยื้อยาวนานมาตั้งแต่ต้นไตรมาสที่สอง ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือนให้อ่อนแอลงมากจนทำให้หนี้สินอยู่ในระดับสูงขึ้น ขณะที่กำลังซื้อถดถอยลงจากความกังวลต่อรายได้ในอนาคต ตลอดจนตลาดแรงงานก็มีความเปราะบางสูง โดยเฉพาะแรงงานในภาคบริการ

คาดระดับสินค้าคงคลังมีทิศทางชะลอลง โดยการเติบโตของเศรษฐกิจไตรมาสนี้ ส่วนหนึ่งยังคงได้รับอานิสงส์จากระดับการเปลี่ยนแปลงของสินค้าคงคลัง (Change in inventory) ที่เพิ่มขึ้น 1.03 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่เพิ่มขึ้น 3.69 แสนล้านบาท ตามการสะสมเพิ่มขึ้นในหมวดสินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ เครื่องประดับ อัญมณี พลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้น คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง และยานยนต์ เป็นต้น ทั้งนี้ สต็อกสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูงในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะปรับลดลงในช่วงครึ่งปีหลังตามวัฎจักรของธุรกิจ ขณะที่กำลังการผลิตบางส่วนก็เริ่มได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดในคลัสเตอร์โรงงาน ตลอดจนเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเปราะบางสูง ย่อมส่งผลต่อเนื่องถึงปัจจัยหนุนจากภาคการผลิตในช่วงที่เหลือของปี

Krungthai COMPASS ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2021 ขยายตัว 0.5% โดยคาดว่ามาตรการควบคุมโรคแบบกึ่งล็อกดาวน์อาจลากยาวอย่างน้อย 2 เดือน (หรือจนถึงสิ้นเดือน ก.ย.) ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อคาดว่าจะทรงตัวในระดับสูงตลอดช่วงที่เหลือของปีตามการคาดการณ์ของกรมควบคุมโรค (รูปที่ 4: ซ้าย) ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มหดตัว ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังมีความเสี่ยงด้านต่ำค่อนข้างมาก จากการระบาดของเชื้อไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์ Delta ซึ่งมีความสามารถในการแพร่กระจายโรคได้รวดเร็วกว่าเชื้อไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิม

สวนทางกับการเริ่มต้นบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคที่เป็นไปอย่างล่าช้า นอกจากนี้ อัตราการฉีดวัคซีนของประชากรที่ทำได้ค่อนข้างต่ำมาก และมีข้อจำกัดด้านประสิทธิผลของวัคซีนในการรับมือกับเชื้อกลายพันธุ์ ประกอบกับการตรวจคัดกรองโรคที่ทำได้อย่างจำกัด จึงมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการยกระดับมาตรการควบคุมโรคทั้งในมิติของความเข้มข้นของมาตรการ ขอบเขตพื้นที่ และระยะเวลาบังคับใช้

โอกาสที่ กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มสูงขึ้น ควบคู่ไปกับการออกมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม เนื่องจากเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปียังมีความเสี่ยงต่ำอย่างมีนัย

สำหรับปี 2022 เราคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.9% ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดมีแนวโน้มคลี่คลายได้ในไตรมาส 2/2022 ท่ามกลางความคืบหน้าในการเร่งกระจายวัคซีน ส่วนอุปสงค์ในประเทศจะทยอยฟื้นตัวได้อย่างช้าๆ เช่นเดียวกับแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเริ่มเห็นความชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง

Implication:

Krungthai COMPASS ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยอาจต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2 ปี (ปี 2023) กว่าจะกลับเข้าสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤต เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำนับตั้งแต่หลังวิกฤตการเงินโลกปี 2008 โดยขยายตัวเฉลี่ย 4.8% ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินโลก (ปี 1998-2008) ก่อนทยอยเติบโตชะลอลงเหลือเพียงเฉลี่ย 3.3% ในช่วง 10 ปีให้หลัง

(ปี 2008-2018) ทั้งนี้ วิกฤต COVID-19 ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ก็ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2020 ให้หดตัวถึง 6.1% และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มถดถอยต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ได้สร้างร่องรอยแผลเป็นทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังส่งแรงกระเพื่อมต่อผลิตภาพของไทย (Productivity) ในระยะยาวผ่าน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

    (1) หนี้ครัวเรือนในระดับสูง กดดันความสามารถในการจับจ่ายและการก่อหนี้ใหม่ในอนาคต โดยไทยเผชิญหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในระดับสูงเกิน 60% นับตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งจากงานการศึกษาของ BIS (2017) พบว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีที่เพิ่มขึ้น1 Percentage point จะส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาวลดลง 0.1 Percentage point และหากระดับหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีที่สูงเกินกว่า 60% ก็ย่อมส่งผลกระทบการบริโภครุนแรงขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ วิกฤต COVID-19 มีส่วนดึงให้ยอดหนี้ครัวเรือนในไตรมาส 1/2021 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 14.1 ล้านล้านบาท หรือขยายตัวถึง 0.6% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 90.5% เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 89.4% ซึ่งสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จะส่งผลต่อความสามารถในการจับจ่ายและการก่อหนี้ใหม่ของครัวเรือน ตลอดจนเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของหนี้เสียที่จะกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงิน และส่งผลทางลบย้อนกลับมายังเศรษฐกิจต่อไป

 (2) ตลาดแรงงานมีความเปราะบางมากขึ้น สะท้อนจากข้อมูล ณ ไตรมาส 2/2021 ที่พบว่า จำนวนผู้เสมือนว่างงานเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบปี รวมถึงจำนวนผู้ว่างงานระยะยาวเร่งตัวขึ้น และอีกจุดอ่อนสำคัญของแรงงานไทยคงหนีไม่พ้น “ทักษะไม่ตรงกับความต้องการ” (Skill Mismatch) โดยเฉพาะในมิติของสาขาวิชาที่ไม่ตรงกับความต้องการมากถึง 37% เมื่อเทียบกับประเทศกลุ่ม OECD ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 32% (OECD, 2020) ซึ่งจะยิ่งส่งผลต่อความพร้อมในการปรับตัวของแรงงานเข้าสู่ยุค 4.0 ของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ ตลาดแรงงานไทยเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งสัดส่วนประชากรวัยทำงานที่ลดลงเร็วที่สุดประเทศหนึ่งของโลก และผลิตภาพแรงงานที่เติบโตในระดับต่ำ โดยผลการศึกษาของ World Bank (2021) ชี้ว่า วิกฤตจากการแพร่ระบาดส่งผลให้ผลิตภาพแรงงานลดลงเฉลี่ย 6% ในช่วงระยะเวลา 5 ปี ดังนั้น COVID-19

จึงมีแนวโน้มที่จะทำให้ผลิตภาพของไทยแย่ลงไปอีก นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย และมีส่วนทำให้เศรษฐกิจสูญเสียผลผลิตตามศักยภาพ (Potential output loss) ในระยะยาว

    (3) ความเชื่อมั่นและเสน่ห์ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติยังเป็นประเด็นที่ต้องคำนึงถึง แม้ในปีนี้เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากภาคส่งออกที่ขยายตัวได้ดี แต่ด้วยปัจจัยเชิงโครงสร้างการผลิตของไทยที่ทำหน้าที่หลักเป็นเพียงรับจ้างผลิต (OEM) ประกอบกับส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีขั้นกลางที่ไม่ซับซ้อนอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนยานยนต์ที่ได้อานิสงส์จากการลงทุนจากบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น

    ซึ่งทำให้มูลค่าเพิ่มจากการผลิต (Value-added) ต่อจีดีพีของไทยลดลงมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2010 สวนทางกับคู่แข่งที่มีพัฒนาการดีขึ้น (รูปที่ 7) อนึ่ง แม้ไทยซึ่งเป็นฐานการผลิต Hard Disk Drive รายใหญ่ของโลก แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่อย่าง Solid State Drive ซึ่งมีการย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปยังมาเลเซีย และ Semiconductor ที่กำลังเป็นที่ต้องการทั่วโลกที่มีฐานการผลิตหลักในไต้หวัน นอกจากนี้ แม้ในระยะหลัง ไทยจะพยายามเน้นการส่งเสริมการลงทุนเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญและสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของอย่าง S-curve และ New S-curve แต่แรงจูงใจด้านการลดอัตราภาษีรายได้ให้กับนักลงทุนต่างชาติ ก็เป็นมาตรการที่กลุ่มประเทศคู่แข่งในอาเซียนใช้ทุกประเทศ ทำให้ความน่าสนใจของไทยในสายตาต่างชาติในระยะยาวยังเป็นประเด็นที่น่าขบคิด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News