mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

ปังมากแม่!! เอ็นไอเอพารู้จัก“คุณแม่สายอินโน”“นวัตกร”ผู้รังสรรค์งานนอกบ้าน

             บทบาทของคุณแม่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่เลี้ยงลูก ทำอาหาร และดูแลคนในครอบครัวอีกต่อไปแล้ว เพราะหลายสิบปีที่ผ่านมานี้ คุณแม่หลายคนก็มีความเก่งงานนอกบ้านไม่แพ้กับคุณพ่อเลยทีเดียว และเนื่องในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นเดือนแห่งวันแม่ “สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือ NIA” ในฐานะหน่วยงานส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมจึงอยากพาทุกคนไปพบกับอีกหนึ่งบทบาทของคุณแม่กับการเป็น “นวัตกร ผู้พัฒนานวัตกรรม” ที่ได้แรงบันดาลใจจากการดูแลคนในบ้านสู่การรังสรรค์นวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตคนในสังคม เรียกได้ว่านอกจากจะสวมบทบาทความเป็นแม่ของลูกแล้ว ยังลุกขึ้นมาทำสิ่งดี ๆ และตอกย้ำบทบาทของความเป็น “แม่” ที่สามารถเป็นผู้นำได้ดีเลยทีเดียว

คู่แม่ลูกผู้แบ่งปัน “การได้ยิน” เพื่อคนพิการ

เริ่มกันที่คุณแม่คนแรกอย่าง นางนิชาพร วาฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินฟินิท เอ็กซ์ จำกัด คุณแม่นักพัฒนานวัตกรรมที่ลุกขึ้นมาสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อผู้ด้อยโอกาสที่มีภาวะบกพร่องทางด้านการได้ยินผ่านนวัตกรรมหูฟังสำหรับผู้พิการ โดยได้เล่าว่า แรงบันดาลใจในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินมีจุดเริ่มต้นมาจากขณะที่ตนกำลังนั่งดูซีรีส์ และลูกชายกำลังนั่งเล่นกีต้าร์ไฟฟ้าอยู่ใกล้ๆ แต่ด้วยความที่กีต้าร์ไม่ได้ต่อเครื่องขยายเสียง เขาจึงต้องก้มหน้าไปใกล้ๆตัวกีตาร์ และเมื่อคางของเขาไปแตะตัวกีต้าร์โดยบังเอิญหลังจากนั้นลูกก็บอกว่า มีเสียงมันก็เข้าไปตรงนี้ แล้วก็ได้ยินชัดเลย หากเอาปรากฏการ์ณนี้ไปทำเครื่องช่วยฟัง ให้คนพิการได้ยินจากคางขึ้นไปน่าจะดี หลังจากการหาข้อมูลและทำเครื่องช่วยฟังได้สำเร็จ คุณแม่จึงได้พาลูกไปทดสอบเครื่องช่วยฟังกับโรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสุนทร โดยใช้สิ่งที่ลูกประดิษฐ์ขึ้นมา และพบว่าได้ผลทำให้ผู้พิการทางการได้ยินในโรงเรียนได้ยินเสียงดีขึ้น หลังจากนั้นตนจึงเริ่มมองหาหน่วยงานที่สนับสนุนองค์ความรู้และทุนเพื่อพัฒนานวัตกรรมให้แก่ผู้พิการทางการได้ยิน เพราะปัจจุบันผู้พิการทางการได้ยินในประเทศไทยมีจำนวนมาก ซึ่งมีจำนวนผู้พิการทางการได้ยินมากเป็นอันดับ 2 (ข้อมูลจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) และเพื่อให้พวกเขามีโอกาสที่จะได้ยินเสียงเหมือนคนทั่วไป ดังนั้นทางครอบครัวจึงได้คิดทำโครงการเอียซ์: หูฟังนวัตกรรมเพื่อผู้ด้อยโอกาสทางการได้ยิน เป็นการพัฒนาหูฟังให้กลายเป็นอุปกรณ์ช่วยฟังพร้อมอุปกรณ์รับสัญญาณสำหรับผู้บกพร่องทางการได้ยินประเภทหูตึงและหูหนวกแบบไม่ถาวร โดยมีรูปแบบการทำงานผ่านหลักการส่งเคลื่อนเสียงผ่านกระดูกสันหลังของหู นอกจากนี้บริษัทยังพัฒนาหูฟังสำหรับผู้บกพร่องทางการได้ยินได้สามารถเชื่อมต่อบลูทูธกับอุปกรณ์อื่น ๆ อาทิ โทรทัศน์ โทรศัพท์ เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้ด้วย ทั้งนี้จากการทดสอบผลิตภัณฑ์กับผู้พิการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่พบว่ากว่า 90 % สามารถได้ยินเสียงของตัวเอง

           “ตนคาดหวังว่าอุปกรณ์ของทางบริษัทที่พัฒนาขึ้นมาจะช่วยให้ผู้ที่มีสภาวะบกพร่องทางการได้ยินมีโอกาสเข้าถึงนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีได้ในราคาที่ต่ำและมีคุณภาพที่เหมาะสม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขา นอกจากการได้ช่วยเหลือผู้อื่นแล้วโครงการดังกล่าวยังทำให้ลูกของตนมองเห็นปัญหาที่ชัดเจนมากขึ้นและได้ต่อยอดนวัตกรรมดี ๆ ที่จะทำให้ผู้พิการสามารถใช้ชีวิตได้เท่าคนปกติ และช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนพิการดีขึ้น” นางนิชาพร กล่าวทิ้งท้าย

สมุดพกอิเล็กทรอนิกส์นวัตกรรมเพื่อลูกน้อยสนุกกับการเรียนรู้

ถัดมาที่ ดร.พุทธชาติ ขันต้นธง กรรมการผู้จัดการบริษัท 360 เทรนนิ่ง จำกัด อีกหนึ่งคุณแม่ที่อยากนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาศักยภาพนักเรียนไทย และลดความกังวลใจให้บรรดาผู้ปกครองที่มีความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของลูกด้วยนวัตกรรม E-Lift: สมุดพกอิเล็กทรอนิกส์ โดยดร.พุทธชาติ เล่าว่า ที่ผ่านมาจากการเก็บข้อมูลพบว่า ปัจจุบันการประเมินผลการเรียนการสอนของระบบการศึกษาไทย เป็นการประเมินตามหลักสูตรแกนกลาง และแนวทางการวัดผลเพื่อให้โรงเรียนได้ปรับหลักสูตรให้เหมาะสมกับการเรียนการสอนโรงเรียนแต่ละแห่ง แต่โรงเรียนยังขาดขั้นตอนในการติดตาม การวัด และประเมินผลที่ครอบคลุมกับทักษะในด้านต่าง ๆ ของนักเรียน ส่งผลให้ที่ผ่านมาผลคะแนนการสอบ O-NET และคะแนนการสอบตามโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนตามมาตรฐานสากล (PISA) ของโรงเรียนในประเทศไทยต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ดังนั้น บริษัทจึงได้พัฒนาแพลตฟอร์ม E-Lift: สมุดพกอิเล็กทรอนิกส์ โดยระบบจะทำการประเมินความถนัดทางทักษะ softskill และวิชาการ พร้อมทั้งสร้างชุดแบบฝึกหัดเพื่อการเรียนรู้จากระดับความสามารถของเด็กเป็นรายบุคคลทำให้ผู้เรียนสนุกกับการเรียนรู้ และไม่รู้สึกว่าเป็นการเรียนที่ยากจนเกินไป นอกจากนี้ ระบบยังมีการแข่งขันและมอบรางวัลให้กับเด็กที่เข้าไปเล่นเกม เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ของเด็ก โดยที่ผ่านมาได้มีการทดลองใช้ระบบดังกล่าวกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในรายวิชาคณิตศาสตร์ พบว่า ระบบช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กให้เพิ่มขึ้นจากเดิมได้มากถึงร้อยละ 20 ลดระยะเวลาในการทำข้อมูลเพื่อประเมินผลของครูลงได้ถึงร้อยละ 80 และยังช่วยลดภาวะความเครียดและความคาดหวังของผู้ปกครอง รวมถึงลดปัญหาจิตวิทยาในวัยเรียน

                “ตนอยากสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ดีและมีมาตรฐานให้แก่เด็กไทย โดยให้พวกเขาค้นหาความสามารถตัวเองได้ แบบไม่ต้องลองผิดลองถูก มีความสุขในการเรียนรู้ สร้างทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้อย่างยั่งยืน รวมถึงการส่งเสริมให้เด็ก มีความมั่นใจในตัวเองเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังอยากช่วยลดความกังวลให้ผู้ปกครองที่ต้องส่งลูกไปเรียนและคาดหวังว่าอนาคตต่อไปลูกจะเติบโตไปอย่างไร เพราะแพลตฟอร์มที่ทำขึ้นมานอกจากจะช่วยให้เด็กค้นหาตัวเองเจอเร็วขึ้นแล้ว ยังสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงเรียน และผู้ปกครอง ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจและรู้ว่าลูกต้องการเติบโตไปอย่างไรด้วย ” ดร.พุทธชาติ กล่าวสรุป

เปิดเรียนอย่างปลอดภัยกับแอปฯ ชนะปัญหารถติด

และคุณแม่คนเก่งคนสุดท้าย นางอัมภาพัตร ฉมารัตน์ ผู้ร่วมพัฒนา “คิดส์อัพ” แอปพลิเคชันแก้ปัญหาจราจรหน้าโรงเรียนแบบยั่งยืน จาก บริษัท อาร์ติคูลัส จํากัด เล่าว่า แนวคิดการทำแอปพลิเคชันนี้ เริ่มต้นมาจากการที่ต้องขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียนเป็นประจำทุกวัน ซึ่งมักจะพบปัญหาการจราจรติดขัดหน้าโรงเรียนเสมอ โดยปัญหาดังกล่าวไม่ได้กระทบแค่การเดินทางเท่านั้น แต่ยังกระทบไปถึงสุขภาพของเด็กด้วย เพราะการที่รถติดสะสมเป็นเวลานานมักจะมีมลพิษตามมาอยู่แล้ว ตนในฐานะแม่เกิดความกังวลและเป็นห่วงเด็ก ๆ ค่อนข้างมาก จึงได้ปรึกษากับทีมว่าเราจะสามารถนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามาแก้ปัญหาการจราจรติดขัดหน้าโรงเรียนได้อย่างไร จากนั้นจึงได้เริ่มต้นทำแอปพลิเคชันคิดส์อัพขึ้น เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน และเข้าไปใช้งานก่อนที่จะเดินทางไปรับลูกที่โรงเรียน โดยหลังจากที่ผู้ปกครองเริ่มกดแอปพลิเคชัน แอปฯ ก็จะทำการแจ้งเตือนไปยังนักเรียนและโรงเรียนทันที และระหว่างเดินทางแอปพลิเคชันจะรู้ตําแหน่งของผู้ปกครองผ่านจีพีเอส และการคํานวณเวลาเดินทางผ่านระบบข้อมูลการจราจร (real time traffic information) เมื่อนักเรียนทราบเวลาที่คาดว่าผู้ปกครองจะมาถึงโรงเรียนก็จะเตรียมพร้อมก่อนทำให้ผู้ปกครองไม่ต้องจอดรถรอลูกนานเหมือนที่ผ่านมา

                “ตนอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยให้เด็ก ๆ มีความปลอดภัยในชีวิตมากขึ้น และยังช่วยแก้ปัญหาการจราจรให้กับสังคมได้อีกด้วย โดยเฉพาะการจราจรติดขัดหน้าโรงเรียน ดังนั้น ตนจึงอยากให้แอปพลิเคชันคิดส์อัพเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่จะเข้ามาช่วยสร้างแก้ปัญหาไปพร้อม ๆ กับการสร้างวินัยให้คนในสังคมร่วมด้วย” นางอัมภาพัตร กล่าวทิ้งท้าย

พลังของคุณแม่ล้วนยิ่งใหญ่และมีความหมายเสมอ โดยเฉพาะพลังทางความคิด การลงมือทำ เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นเพศแม่ ย่อมคิดและทำทุกอย่างด้วยความใส่ใจ และคุณแม่คนไทยก็เก่งไม่แพ้คนชาติอื่นจริง ๆ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News