mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน3เดือนข้างหน้าพุ่งในเกณฑ์ ”ร้อนแรง”

นายสันติ กีระนันทน์ ผู้แทนสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ประจำเดือน ก.ย.60  ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (พ.ย.60) อยู่ที่ 124.13  ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง (Bullish) (ช่วงค่าดัชนีระหว่าง 120-160) โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 19.34% จากเดือนที่ผ่านมาที่ 104.01

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยกลุ่มบัญชีนักลงทุนต่างประเทศ และกลุ่มสถาบันภายในประเทศ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับทรงตัวมาอยู่ที่ระดับร้อนแรง กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ลดลงเล็กน้อย โดยอยู่ในระดับร้อนแรงเช่นเดิม ขณะที่นักลงทุนรายบุคคลปรับเพิ่มขึ้น โดยอยู่ในระดับทรงตัวเช่นเดียวกับเดือนก่อนหน้า

“ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ในภาวะร้อนแรงจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีการฟื้นตัว ในภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว และการเคลื่อนย้ายเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ โดยนักลงทุนเฝ้าติดตามความเสี่ยงจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงความชัดเจนในทิศทางนโยบายทางการเงินของสหรัฐ สำหรับตลาดหุ้นไทย ดัชนีเคลื่อนไหวปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากในช่วงปลายเดือนสิงหาคม”นายสันติ กล่าว

นายสันติ กล่าวว่า สำหรับหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM) ส่วนหมวดธุรกิจการเกษตร (AGRI) เป็นหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด โดยปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศ ขณะที่ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ

สำหรับภาวะการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ส.ค.60 โดยมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นจากช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศมียอดซื้อสุทธิตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ส.ค.คาดว่ามาจากการปรับพอร์ตลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ ประกอบกับ เงินทุนบางส่วนไหลออกจากภูมิภาคเอเชียกลางจากความเสี่ยงของปัญหาความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี นอกจากนี้ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยหนุนต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทย

สำหรับภาวะการลงทุนทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นของสหรัฐยังคงมีการเคลื่อนไหวในทิศทางที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยในรัฐเท็กซัส สำหรับนโยบายอัตราดอกเบี้ยและการลดขนาดงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐ ยังคงเป็นประเด็นที่นักลงทุนเฝ้าติดตาม ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจในยุโรปที่มีการฟื้นตัวขึ้นอย่างช้า ๆ ยังคงดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไป แม้ว่านักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางยุโรป จะเริ่มทยอยลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้ก็ตาม

นอกจากนี้นักลงทุนเฝ้าติดตามผลการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีของเยอรมนี และการประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนักลงทุนคาดว่าจะไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงมากนัก

ด้านดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Expectation Index) เดือน ก.ย.60 ผลจากดัชนีคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัวที่ระดับ 1.50% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี และ 10 ปี มีทิศทางที่ไม่ชัดเจน โดยระดับความเชื่อมั่นของดัชนีลดลงจากครั้งที่แล้วซึ่งคาดการณ์ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ปัจจัยหลักมาจากอุปทานในตลาดตราสารหนี้ระยะยาวและการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยว่า ดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย เดือน ก.ย.60 มีรายละเอียด ดังนี้ ดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบเดือนกันยายนนี้ อยู่ที่ระดับ 50 สะท้อนความเชื่อมั่นของตลาดว่า กนง.จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.50% จากปัจจัยหลัก 2 ประการ ได้แก่ แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ และแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในระดับค่อยเป็นค่อยไป

ดัชนีคาดการณ์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 5 ปี และ 10 ปี ในช่วงประชุม กนง.รอบเดือน พ.ย. (ประมาณ 9 สัปดาห์ข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 69 และ 68 ตามลำดับ ซึ่งลดลงจากครั้งที่แล้ว (ระดับ 74 และ 75 ตามลำดับ) โดยดัชนีอยู่ในระดับที่สะท้อนถึงทิศทางที่ยังไม่ชัดเจน ผู้ตอบแบบสำรวจมีความเห็นคละกันทั้ง 2 ด้าน คือ ทั้งทิศทางปรับขึ้นและปรับลดลง โดยให้ความสำคัญในสองปัจจัยหลัก คือ อุปทานในตลาดตราสารหนี้ระยะยาว และการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ

นางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เปิดเผยถึงสัญญาณเศรษฐกิจไทยภาค Real Sector ว่าเศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นชัดเจนในไตรมาส 2 โดยขยายตัวในระดับ 3.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อนหรือสูงที่สุดในรอบปี นำโดยภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวในระดับสูงสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่วนเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวต่อเนื่องอย่างช้าๆ แต่ก็มีสัญญานบวกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากการลงทุนภาคเอกชนที่พลิกกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาส

อย่างไรก็ดีการลงทุนภาครัฐชะลอลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากภาครัฐได้เร่งการเบิกจ่ายไปตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีก่อน ประกอบกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยังมีความล่าช้าซึ่งส่งผลให้อุตสาหกรรมก่อสร้างพลิกกลับมาหดตัว ส่วนอุตสาหกรรมที่ขยายตัวโดดเด่นในปีนี้คือ อุตสาหกรรมเกษตรที่ขยายตัวเร่งขึ้นอย่างรวดเร็วหลังปัญหาภัยแล้งคลี่คลายและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดีต่อเนื่องตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ

ในด้านนโยบายเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ต่อเนื่องตลอดทั้งปีนี้และปีหน้า เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนเงินบาทที่แข็งค่าในปีนี้ส่วนใหญ่มาจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเป็นสำคัญ โดยหากเทียบกับเงินสกุลหลักอื่น ๆ ได้แก่ เยน หยวน และยูโร พบว่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงในไตรมาส 3 ซึ่งคาดว่าจะยังช่วยสนับสนุนการเติบโตของภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News