mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

วิจัยกรุงศรีคาดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจคงไว้จนถึงสิ้นปีหน้า การส่งออกในปีนี้อาจเติบโตดีกว่าคาด

วิจัยกรุงศรีรายงานว่า จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 23 มิถุนายน มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% และได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ปีนี้และปีหน้าเป็นขยายตัว 1.8% และ 3.9% จากเดือนมีนาคมคาด 3.0% และ 4.7% ตามลำดับ โดยประเมินเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าลงและไม่ทั่วถึงมากขึ้น ผลจากการระบาดระลอกที่สามของ COVID-19 ส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มลดลงจากเดิม อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจยังมีแรงหนุนจากการเติบโตดีขึ้นของภาคส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน นอกจากนี้ กนง.ชี้ว่าเศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงด้านต่ำอยู่จากสถานการณ์การระบาดทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากการกลายพันธุ์ของไวรัส

วิจัยกรุงศรีคงคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะตรึงไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ถึงสิ้นปีหน้า แม้ล่าสุดธปท.จะมีมุมมองเศรษฐกิจเชิงลบมากขึ้น แต่ยังชี้ถึงสภาพคล่องโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยจะเร่งดำเนินมาตรการทางการเงิน โดยเฉพาะสินเชื่อฟื้นฟู รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ช่วยภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบได้ตรงจุดมากกว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ ในปีหน้าแม้เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังมีความเปราะบางอยู่ และอาจใช้เวลานานกว่าจะได้เห็นการฟื้นตัวในวงกว้าง ซึ่งจากแผนภูมิคาดการณ์ของธปท.ชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยจะยังไม่กลับสู่ระดับก่อนช่วงเกิดวิกฤต COVID-19 จนกว่าปลายปี 2565 กอปรกับการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะชะลอลงแตะใกล้ระดับขอบล่างของเงินเฟ้อเป้าหมายที่ 1% ในช่วงปลายปีหน้า สะท้อนว่าไทยยังไม่จำเป็นต้องรีบปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจนถึงสิ้นปีหน้า แม้หลายประเทศจะเริ่มส่งสัญญาณการปรับขึ้นดอกเบี้ยบ้างแล้วก็ตาม

มูลค่าส่งออกเดือนพฤษภาคมเติบโตสูงสุดในรอบ 11 ปี และเฉลี่ยทั้งปีมีโอกาสขยายตัวดีกว่าคาด มูลค่าส่งออกในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 23.05 พันล้านดอลลาร์ (ใกล้เคียงกับระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 24.2 พันล้านดอลลาร์ ในเดือนมีนาคม) ขยายตัวสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2553 ที่ 41.6% YoY และถ้าหักสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันมูลค่าส่งออกเดือนนี้ขยายตัว 38.2%  สะท้อนราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นช่วยหนุนการเพิ่มขึ้นของมูลค่าส่งออก ด้านการส่งออกสินค้าสำคัญส่วนใหญ่ยังเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง อาทิ ยานพาหนะและอุปกรณ์ (+143.4%) ผลิตภัณฑ์เคมี (+73.8%) เครื่องใช้ไฟฟ้า (+60.3%) ผลิตภัณฑ์ยาง (+54.6) ผลิตภัณฑ์พลาสติก (+50.2%) และหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (+35.4%) อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าเกษตรบางรายการยังคงหดตัว โดยเฉพาะน้ำตาลทรายและข้าว เนื่องจากปัจจัยเฉพาะด้านและการแข่งขันทางราคา ขณะที่สินค้าปศุสัตว์และอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูปได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกล่าสุดในประเทศทำให้คำสั่งซื้อและส่งมอบได้ล่าช้า ด้านตลาดส่งออกพบว่าตลาดหลักส่วนใหญ่ขยายตัวต่อเนื่อง รวมถึงตลาดอาเซียน 5 ที่พลิกกลับมาขยายตัว

การส่งออกของไทยมีแนวโน้มเติบโตกระจายตัวดีขึ้นตามอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าที่ฟื้นตัวจากการกลับมาเปิดประเทศ หลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นและการเร่งฉีดวัคซีน ล่าสุดธนาคารโลกประเมินเศรษฐกิจประเทศแกนหลักที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป จีน และญี่ปุ่นมีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วขึ้นจากคาดการณ์เดิม จึงมีความเป็นไปได้ที่มูลค่าการส่งออกของไทยในปีนี้อาจเติบโตได้สูงกว่าปัจจุบันที่คาดไว้ 9% หากยังสามารถรักษามูลค่าการส่งออกไว้ในระดับนี้ได้ หรือมีมูลค่าส่งออกเฉลี่ยรายเดือนในช่วงที่เหลือของปีนี้เท่ากับค่าเฉลี่ยในช่วง 5 เดือนแรกที่ 21.7 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน จะทำให้การส่งออกในปี 2564 อาจขยายตัวได้ 12.7% ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่าการส่งออกจะขยายตัวชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวที่ทยอยหมดลง ทั้งจากผลของฐานที่ต่ำมากในปีก่อน การชดเชยอุปสงค์ที่ค้างจากช่วงก่อน (pent-up demand) และภาวะติดขัดของภาคการผลิต (supply bottlenecks)

สำหรับภาวะเศรษฐกิจโลก วิจัยกรุงศรีวิเคราะห์ว่า ธนาคารกลางของกลุ่มประเทศหลักส่งสัญญาณไม่เร่งรีบปรับนโยบายการเงิน แม้เศรษฐกิจมีสัญญาณฟื้นต่อเนื่อง

ประธานเฟดยืนยันจะไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย คาดอัตราเงินเฟ้อทยอยปรับตัวลงช่วงครึ่งปีหลัง ในเดือนพฤษภาคมยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเพิ่มขึ้น 2.3% MoM สูงสุดในรอบ 4 เดือน ด้านดัชนีราคาการใช้จ่ายบริโภคภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 3.9% YoY สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551 ส่วนในเดือนมิถุนายนดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นแตะระดับ 63.9 สะท้อนการขยายตัวต่อเนื่อง (ค่าดัชนี > 50) ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11 ล่าสุดจำนวนผู้ยื่นขอรับสิทธิสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 12 มิถุนายนลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ที่ 3.39 ล้านราย

การฟื้นตัวยังมีปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ล่าสุด ประธานาธิบดี โจ ไบเดน บรรลุข้อตกลงร่วมกับสภาคองเกรสในการจัดสรรงบประมาณภายใต้แผน “Bipartisan Infrastructure Framework” วงเงิน 5.79 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนโครงการด้านอื่นอาจเสนอผ่านกระบวนการ Budget reconciliation วิจัยกรุงศรีมองว่ามาตรการภาครัฐจะหนุนการจ้างงานและเพิ่มกำลังซื้อ โดยเฉพาะการลดผลกระทบหลังมาตรการจ่ายเงินชดเชยการว่างงานสิ้นสุดในเดือนกันยายน ทั้งนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯที่มีสัญญาณบวกประกอบกับความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อ นักลงทุนจึงคาดว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าเดิม อย่างไรก็ตามเฟดยังมีแนวโน้มไม่รีบถอนมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) สะท้อนจากคำกล่าวของประธานเฟดซึ่งระบุว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวทั้งฐานต่ำในช่วงปีก่อนภายใต้มาตรการล็อคดาวน์และข้อจำกัดด้านอุปทาน โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะปรับลดลงในช่วงปลายปี นอกจากนี้ยังยืนยันว่าจะไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่อง แม้ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวมภาคการผลิตและบริการเบื้องต้นเดือนมิถุนายนแตะระดับ 59.2 สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2549 โดยดัชนีฯภาคการผลิตทรงตัวในระดับเดียวกับเดือนก่อนซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนีฯภาคบริการแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี

ข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องช่วงครึ่งปีหลังจากการทยอยกลับมาเปิดดำเนินธุรกิจในไตรมาสที่ 2/2564 โดยมีแรงส่งจากการฟื้นตัวในภาคบริการและความเชื่อมั่นซึ่งช่วยหนุนการใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม มาตรการเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจยังมีความจำเป็นต่อไป โดยกลุ่มท่องเที่ยว ยานยนต์ และขนส่ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตราสารหนี้ถูกปรับลดอันดับและมีความเสี่ยงในการชำระคืน ล่าสุดประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุว่าการเร่งปรับนโยบายการเงินให้เข้มงวดเร็วเกินไปเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัว วิจัยกรุงศรีคาดว่า ECB จะคงขนาดการเข้าซื้อพันธบัตรรายสัปดาห์อย่างน้อยไปจนถึงการประชุมช่วงเดือนกันยายนนี้เพื่อให้มีสภาวะการเงินที่เอื้อต่อการฟื้นตัวจากต้นทุนการกู้ยืมที่ต่ำ และอาจทยอยปรับลดขนาดการเข้าซื้อสินทรัพย์รายสัปดาห์ตามโครงการ PEPP ในช่วงไตรมาสที่ 4/2564 ถึงไตรมาสที่ 1/2565

คาดธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจถอนนโยบายการเงินผ่อนคลายหลังประเทศหลักอื่นๆจากการฟื้นตัวที่ล่าช้าแม้จะเริ่มมีสัญญาณเชิงบวก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตเบื้องต้นเดือนมิถุนายนแตะระดับ 51.5 ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ขณะที่ดัชนีฯภาคบริการปรับตัวดีขึ้นสู่ระดับ 47.2 แม้ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวมฯจะลดลงเป็นเดือนที่ 2

ตัวเลขบางส่วนในเดือนมิถุนายนเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นหลังรัฐบาลทยอยผ่อนคลายมาตรการเข้มงวด ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ระบุว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจจะทยอยฟื้นตัวชัดขึ้นในครึ่งปีหลังเมื่อผลกระทบจากการระบาดรอบล่าสุดคลี่คลายลงรวมทั้งมีปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม วิจัยกรุงศรีมองว่าการฟื้นตัวดังกล่าวยังล่าช้าเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศชั้นนำ BOJ จึงอาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำต่อไป รวมทั้งถอนมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) หลังจากประเทศเศรษฐกิจหลักแห่งอื่น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News