mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

พรีม่า เน้นย้ำ เสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพ เพื่อวางรากฐานสังคมและเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง

สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ หรือ พรีม่า ได้จัดงานสัมมนาวิชาการครบรอบ 50 ปี ในหัวข้อ “50 Years of Health Innovation: Partnership for Regional Health Security” ขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อเน้นย้ำความร่วมมือของภาคเอกชนในการสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงทางด้านสุขภาพของประเทศ โดยเฉพาะในยุคที่โครงสร้างประชากรของประเทศไทยเปลี่ยนไป พร้อมกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่ต้องเผชิญ

 พรีม่า เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นบริษัทผู้วิจัยและพัฒนายาและวัคซีนนวัตกรรมต่าง ๆ จำนวน 36 องค์กร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการวิจัยที่จะนำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุขใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและประชาชนคนไทยให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ พรีม่ายังมีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงวงการเภสัชภัณฑ์ไทยกับนานาชาติ โดยการเข้าเป็นสมาชิกของสมาพันธ์ผู้ผลิตเภสัชภัณฑ์นานาชาติ (IFPMA) อีกด้วย

 นพ.ทวิราป ตันติวงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ผู้บริหารสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (พรีม่า) เปิดเผยว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2559 – 2563) บริษัทสมาชิกของพรีม่าได้พัฒนาและนำเข้ายามากกว่า 300 ชนิด สร้างโอกาสการเข้าถึงยานวัตกรรม (Innovative Medicines) ให้แก่ผู้ป่วยในการต่อสู้กับโรคร้าย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอดอักเสบ โรคหัวใจขาดเลือด และโรคเบาหวาน สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากการประสานความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ วงการวิชาการ วงการสาธารณสุข และผู้ป่วย ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่ศูนย์กลางทางการแพทย์ที่มีความมั่นคงในระดับภูมิภาค และสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้แก่โลกอีกด้วย 

 เส้นทางการยกระดับความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศไทย

การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นความท้าทายที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายมิติ และทำให้การเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขมีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งความมั่นคงทางด้านสุขภาพก็กลายมาเป็นวาระสำคัญของโลก คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาด้านสุขภาวะอาจไม่จำกัดแค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง รวมทั้งบทบาทของภาครัฐและภาคเอกชน ก็ไม่สามารถแยกส่วนกันได้ หน่วยงานในระบบสุขภาพต่างมีส่วนส่งเสริมซึ่งกันและกัน

 ความมั่นคงทางด้านสุขภาพหมายถึง การที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีการกินอยู่ที่ดี มีสุขอนามัย มีโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดี ไม่มีโรคระบาดร้ายแรง หรือหากมีก็สามารถที่จะควบคุมได้ โดยดัชนีที่สามารถชี้วัดความมั่นคงทางด้านสุขภาพของมหาวิทยาลัย จอห์น ฮอปกินส์ ครอบคลุมถึงปัจจัย ดังต่อไปนี้ 1. ความสามารถในการป้องกันโรค 2. ความสามารถในการตรวจจับโรคและรายงานที่รวดเร็ว 3. การตอบโต้ที่รวดเร็ว 4. การมีระบบสุขภาพที่เข้มแข็ง 5. การมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพของประเทศ มีแผนงบประมาณด้านการป้องกันควบคุมโรคและดำเนินงานตามแนวปฏิบัติสากล และ 6. การมีความเสี่ยงด้านต่างๆ และความเสี่ยงต่อภัยคุกคามด้านชีวภาพต่ำ

 ในการสร้างความมั่นคงทางด้านสุขภาพให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมนั้น คุณ โทมัส คูเอนี ผู้อำนวยการสมาพันธ์ผู้ผลิตเภสัชภัณฑ์นานาชาติ (IFPMA) กล่าวว่า ในอนาคต เราควรให้ความสำคัญกับการวิจัยเพื่อค้นพบองค์ความรู้ใหม่ (Discovery Research)  เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มนักวิชาการและกลุ่มสตาร์ตอัพ การค้นพบใหม่จะได้พัฒนาไปสู่นวัตกรรมที่เป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Healthcare) และการเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์อย่างโรคระบาด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการลงทุนทางด้านสุขภาพ รวมถึงเครื่องมือ อุปกรณ์ ชุดป้องกัน ไปจนถึงความร่วมมือกัน ดังเช่นสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไว้รัส โควิด-19

 “ภูมิภาคเอเชียทำงานประสานกันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรการการแทรกแซงที่ไม่ใช่มาตรการทางเภสัชกรรม (NPIs: Non-Pharmaceutical Interventions) อาทิเช่น มาตรการของภาครัฐเกี่ยวกับการเว้นระยะห่างทางสังคม เป็นต้น ส่วนการเสริมสร้างความมั่นคงในอนาคตเรื่องความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ (Health Literacy) เป็นสิ่งสำคัญ ตลอดจนการพัฒนาโมเดลเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมและความสามารถในการเข้าถึงนวัตกรรม เนื่องจากนวัตกรรมใหม่จะไม่ตอบโจทย์ หากไม่สามารถเข้าถึงผู้ป่วยได้ รวมถึงการกำหนดราคาที่ไม่เหมาะสม” โทมัส คูเอนี  กล่าวเพิ่มเติม

 นพ.ทวิราป ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีนวัตกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการภายในประเทศ ต้องมีการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเน้นที่การสร้างนวัตกรรม เปลี่ยนจากเน้นการดูแลรักษาเมื่อเจ็บป่วยให้เป็นการป้องกันด้วยการดูแลสุขภาพเป็นอันดับแรก

 แนวโน้มการดูแลสุขภาพนั้น สอดคล้องกับมิติของสังคมและโครงสร้างของประชากรที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ด้วยจำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ซึ่งแม้ประเทศไทยจะมีพื้นฐานความพร้อม มีศักยภาพในการเตรียมรับมือ และถือว่ามีความมั่นคงทางด้านสุขภาพที่ดีในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังคงต้องเสริมสร้างให้ระบบนิเวศของทุกภาคส่วนมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นพร้อมกันด้วย

 คริส แอล. ฮาร์เดสตี (Chris L. Hardesty) ผู้อำนวยการสถาบัน KPMG’s Healthcare & Life Science Practice จากประเทศสิงคโปร์ ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการบริหารความยั่งยืนทางการเงินในยุคสังคมผู้สูงวัย โดยมุ่งไปที่การปรับกรอบแนวคิดที่ว่า “ต้องเปลี่ยนกรอบแนวคิดจากสุขภาพสำหรับทุกคน (Health for All) ไปเป็นสุขภาพที่จะนำไปสู่ความมั่งคั่ง (Health for Wealth) และทำให้กระบวนการป้องกันเกิดขึ้นอย่างจริงจังแทนการตั้งรับ นอกจากนี้ ยังควรเน้นกรอบแนวคิดเรื่องการดูแลตนเอง ส่งเสริมให้ประชาชนมีความรอบรู้เกี่ยวกับสุขภาพให้มากยิ่งขึ้น”

 “ส่วนการบริหารทรัพยากรซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการกำหนดแนวทางบริหารการเงินด้านสาธารณสุข ควรใช้ข้อมูลหรือหลักฐานเชิงประจักษ์ เข้ามาช่วยในกระบวนการตัดสินใจนำมาตรการแบบผสมผสานมาปรับใช้ ตัวอย่างเช่น ประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง (Lower respiratory tract infection: LRTI) มาก รวมถึงการแทรกซ้อนของโรคมะเร็งในลักษณะต่าง ๆ จึงอาจจัดสรรเงินทุนไปในส่วนเหล่านี้ แต่ระบบของประเทศไทยนั้น ยังไม่มีการอุดหนุนแบบข้ามระบบ (Not Cross-subsidized) จึงอาจพิจารณาการออกแบบระบบให้เหมาะสม หรือมีโอกาสพัฒนาหลักประกันสุขภาพในด้านไหนได้บ้าง เป็นต้น”

 ความร่วมมือนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางสุขภาพในระดับภูมิภาค

นอกจากความมั่นคงทางด้านสุขภาพในระดับประเทศแล้วน การสัมมนาในครั้งนี้ยังพูดคุยถึงประเด็นที่มองไปในอนาคตเพื่อมุ่งการขับเคลื่อนประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางด้านสุขภาพในระดับภูมิภาคด้วย โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์  ปิยะมิตร ศรีธรา  คณบดี คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ แพทย์หญิง ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ ต่างเห็นว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในประเทศเกิดขึ้นได้จริงและสัมฤทธิ์ผล

 “สถานการณ์โควิด-19 แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงทางด้านสุขภาพของประเทศไทย วงการแพทย์แข็งแกร่ง มีเครื่องมืออุปกรณ์มากมาย มีการตรวจสอบสถานะแบบจริงจังว่า เรามีเตียงผู้ป่วย ห้องไอซียูพอที่จะรองรับผู้ป่วยหรือไม่ ทุกภาคส่วนล้วนร่วมมือกันว่าจะทำอะไรกันได้บ้างในฐานะทีมของประเทศไทย ผู้ที่เกี่ยวข้องปรับกระบวนการทำงานต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว”  แพทย์หญิง ปรมาภรณ์ กล่าวยกตัวอย่าง

 ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ปิยะมิตร ยังได้ยกตัวอย่างความร่วมมือของภาคเอกชน ในการก่อตั้งบริษัททำการวิจัยทางคลินิกในลักษณะศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จในที่เดียว (One Stop Service) เพื่อยกระดับและพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ของประเทศ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในระดับสากล ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าทางด้านการรักษาโรคของประเทศไทย

 ขณะที่ ดร.สุชาติ จองประเสริฐ ผู้อำนวยการกองยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงประเด็นการมีบทบาทของหน่วยงานภาครัฐในฐานะพันธมิตรสู่ความมั่นคงทางด้านสุขภาพ โดยยกตัวอย่างการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่ได้เร่งเวลาในการปฏิบัติงานให้ทันต่อความจำเป็นของสถานการณ์ และสอดคล้องกับการทำงานของภาคเอกชนด้วยเช่นกัน

 “สำนัก อย. ได้อนุมัติวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวน 3 ชนิด โดยใช้ระยะเวลาจำนวน 29 วันสำหรับวัคซีนของแอสตร้าเซเนกา ใช้เวลาจำนวน 28 วันสำหรับวัคซีนของชิโนแวค และใช้เวลาจำนวน 29 วันสำหรับวัคซีนของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน โดยปกติแล้วกระบวนการและขั้นตอนการจดทะเบียนยาหรือวัคซีนนั้น จะใช้เวลาในกระบวนการทำงานจำนวน 280 วัน แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ปัจจุบันนั้นกลับใช้เวลาเฉลี่ยเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น นอกจากนี้ การจะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคได้นั้น ประเทศไทยจะต้องเป็นผู้นำ โดยนำจุดแข็งทางการแพทย์มาใช้และทำงานให้ได้มากขึ้น ด้วยการใช้องค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีและการทำงานในรูปแบบพันธมิตรที่มีความหลากหลาย มีความร่วมมือกันตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและเน้นไปที่อนาคตหลังจากสถานการณ์โควิด-19 เนื่องจากโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว” ดร.สุชาติกล่าวทิ้งท้าย

 พลเอก น.สพ. ดร. อีริก ดี. ลอมบาร์ดินี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (ฝ่ายสหรัฐฯ) ซึ่งทำงานประสานกับสถาบันฯ ต่าง ๆ ทั่วโลก ได้แนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลดกฎระเบียบหรือกระบวนการต่าง ๆ ให้น้อยลง สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้วิถีการทำงานเปลี่ยนไป และในอนาคตการขจัดอุปสรรคต่าง ๆ จะช่วยให้การพัฒนาเป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

 งานสัมมนาวิชาการครบรอบ 50 ปีของพรีม่า “50 Years of Health Innovation: Partnership for Regional Health Security” ได้จุดประกายให้มองไปถึงอนาคตของประเทศไทยในทศวรรษหน้าที่จะก้าวไปสู่ความมั่นคงทางด้านสุขภาพ ด้วยความร่วมมือร่วมใจระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งแวดวงวิชาการ ซึ่ง พรีม่า พร้อมที่จะสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมและส่งเสริมความรอบรู้ทางด้านสุขภาพให้สมดังเจตนารมณ์ของสมาคมฯ ต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News