mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

เผยพิษโควิด-19 ฉุดส่งออกอาหารไทยปี 63 เหลือ 9.8 แสนล้านบาท หดตัว 4.1%

3 องค์กรด้านอุตฯอาหารเผยปี 2563 การส่งออกสินค้าอาหารของไทยมีมูลค่า 980,703 ล้านบาท หดตัวลงร้อยละ 4.1  ส่วนแบ่งในตลาดโลกลดลงเหลือร้อยละ 2.32 จากร้อยละ 2.49 ในปี 2562  ผลักให้ไทยหล่นมาเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 13 ของโลก จากอันดับที่ 11 ในปีก่อน  ชี้ได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19  การแข็งค่าของเงินบาท  ภาวะขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ และต้นทุนขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น คาดปี 2564 ยังต้องฝ่าอีกหลายด่านเพื่อเป้าหมายขยายตัวร้อยละ 7.1 ที่มูลค่าส่งออก 1.05 ล้านล้านบาท

 3 องค์กรเศรษฐกิจด้านธุรกิจเกษตรและอาหาร ประกอบด้วย สภาหอการค้าฯ สถาบันอาหาร และสภาอุตสาหกรรมฯ เผยข้อมูลภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารของไทยปี 2563 และแนวโน้มปี 2564 มีตัวแทนหลักของทั้ง 3 องค์กร ประกอบด้วย นายพจน์  อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นางอนงค์  ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม  และนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมให้รายละเอียด

นางอนงค์  ไพจิตรประภาภรณ์  ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในการประสานความร่วมมือของ 3 องค์กร  ในส่วนของสถาบันอาหารจะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องภายใต้การดำเนินงานของศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร โดยมีสภาหอการค้าฯ และสภาอุตสาหกรรมฯ  ร่วมบูรณาการข้อมูล  พบว่าในปี 2563 ภาคการผลิตอุตสาหกรรมอาหารของไทยหดตัวลงร้อยละ 6.5 เป็นผลมาจากการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกที่ลดลง เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงจากปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะในกลุ่มมันสำปะหลัง อ้อย(น้ำตาล) และสับปะรด

ส่วนภาคการส่งออกสินค้าอาหารไทยในปี 2563 มีมูลค่า 980,703 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4.1 หรือในรูปดอลลาร์คิดเป็นมูลค่าส่งออก  31,284  ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 5.1 ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดโลกของไทยลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.32 จากร้อยละ  2.49  ในปี 2562 และอันดับประเทศผู้ส่งออกอาหารของไทยตกลงมาอยู่ในอันดับที่ 13 ของโลก จากอันดับที่ 11 ในปีก่อน

“ทั้งนี้ตลาดส่งออกอาหารของไทยปี 2563 มีเพียงประเทศจีน สหรัฐฯ และโอเชียเนีย 3 ตลาดหลักเท่านั้นที่มีอัตราขยายตัว โดยการส่งออกไปยังประเทศจีนมีมูลค่า 179,761 ล้านบาท(+18.1%) สหรัฐฯมีมูลค่า 118,718 ล้านบาท (+12.2%) ภูมิภาคโอเชียเนียมีมูลค่า 33,056 ล้านบาท(+1.7%) ส่วนตลาดอื่นๆ   หดตัวลง โดยเฉพาะตลาดกลุ่มประเทศแอฟริกาใต้สะฮารา(Sub-Saharan Africa)(-29.1%) อาเซียนเดิม(-17.7%) สหภาพยุโรป(-11.0%) กลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ(MENA)(-11.3%) และ สหราชอาณาจักร(-12.1%) ปัจจุบันจีนเป็นตลาดส่งออกอาหารอันดับที่ 1 ของไทย มีสัดส่วนส่งออกร้อยละ18.3 รองลงมา ได้แก่ CLMV ร้อยละ 13.9 และญี่ปุ่น ร้อยละ 12.7 ตามลำดับ พบว่าสินค้าอาหารไทยพึ่งพิงตลาดส่งออกในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคอย่างจีนและ CLMV มากขึ้น โดยมีสัดส่วนส่งออกรวมกันสูงถึงร้อยละ 32.2 เพิ่มขึ้นจากสัดส่วนร้อยละ 12.1 ในช่วง 10  ปีก่อน โดยไทยส่งออกสินค้าไปยังจีนและ CLMV เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 19.6 และ 8.9 ต่อปี ตามลำดับ”

ขณะที่มีการพึ่งพิงตลาดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักรลดลง ปัจจุบันไทยส่งออกสินค้าอาหารไปยัง 4 ตลาดดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนรวมกันร้อยละ 32.4 ลดลงจากร้อยละ 42.4 ในช่วง 10 ปีก่อน โดยในช่วงดังกล่าวไทยส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรป และ สหราชอาณาจักร ลดลงเฉลี่ยร้อยละ -3.1 และ -0.9 ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่ส่งออกไปญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 1.4 และ 0.5 ต่อปี ตามลำดับ

นางอนงค์ กล่าวต่อว่า นอกจากอุตสาหกรรมอาหารของไทยจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19แล้ว ยังมีแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินบาท ภาวะขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ และต้นทุนขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 2563 ที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มสินค้าอาหารแปรรูปมีมูลค่าส่งออก 581,533 ล้านบาท หดตัวลงร้อยละ 5.6 หรือมีสัดส่วนส่งออกร้อยละ 59.3 ของมูลค่าส่งออกอาหารโดยรวม ขณะที่กลุ่มสินค้าเกษตรวัตถุดิบมีมูลค่าส่งออก 399,170 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 2.0 หรือมีสัดส่วนร้อยละ 40.7 ของมูลค่าส่งออกอาหารโดยรวม ทั้งนี้กลุ่มสินค้าหลักที่การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ปลาทูน่ากระป๋อง(+9.1%)  เครื่องปรุงรส(+8.1%) และอาหารพร้อมรับประทาน(+12.6%) ซึ่งสอดรับกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่บ้าน  ในขณะที่กลุ่มสินค้าหลักที่การส่งออกลดลง ได้แก่ ข้าว(-11.6%) ไก่(-2.4%) น้ำตาลทราย(-40.6%)  แป้งมันสำปะหลัง(-4.4%) กุ้ง(-13.8%) ผลิตภัณฑ์มะพร้าว(-2.7%) และสับปะรด(-2.4%)

ด้านภาพรวมการค้าสินค้าเกษตรและอาหารโลกในปี 2563 มีมูลค่า 1.35 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.0 โดยกลุ่มสินค้าอาหารที่มีมูลค่าการค้าสูงสุด ได้แก่ ผักผลไม้ ธัญพืช และเนื้อสัตว์ และสหรัฐฯ ยังคงเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 1 ของโลก ในขณะที่บราซิลเลื่อนขึ้นมาเป็นอันดับที่ 3 ของโลก จากอันดับที่ 5 ในปีก่อน ส่วนอินโดนีเซีย อันดับโลกดีขึ้น 2 อันดับขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 11  เพราะได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันปาล์มที่ปรับตัวสูงขึ้น และอาหารส่งออกในกลุ่มอื่นๆ ที่ขยายตัวดี อาทิ กุ้งแช่แข็ง ปลาทูน่ากระป๋อง กาแฟ และโกโก้ เป็นต้น

“แนวโน้มการส่งออกสินค้าอาหารไทยปี 2564 คาดว่าจะมีมูลค่า 1,050,000 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.1 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก 1) ความต้องการสินค้าในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจหลังจากที่หลายประเทศเริ่มมีการให้วัคซีนป้องกันโควิด-19 แก่ประชาชน  2) ราคาสินค้าเกษตรและอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าไก่ น้ำตาล ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และสับปะรด  3) การกำหนดมาตรการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโควิด-19 ในกระบวนการผลิตอาหารส่งออก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้าที่นำเข้าสินค้าอาหารจากไทย”

อย่างไรก็ตาม คาดว่ายังมีอีกหลายปัจจัยที่จะทำให้การส่งออกไม่เป็นไปตามเป้า ได้แก่ 1) การขาดแคลนวัตถุดิบของโรงงานแปรรูปอาหาร โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลที่เน้นผลิตเพื่อการส่งออก เช่น กุ้ง ปลาทะเล ปลาหมึก  2) ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าสวนทางดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่อนค่าลง ซึ่งจะกระทบกับกลุ่มอาหารส่งออกที่มีการใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศในสัดส่วนที่สูง เช่น กุ้งแช่แข็ง สับปะรดกระป๋อง ไก่ น้ำตาลทราย ข้าว และผักผลไม้สด เป็นต้น 3)ต้นทุนค่าขนส่งทางเรือเพิ่มสูงขึ้น จากปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และค่าระวางเรือที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งภายในประเทศที่มาจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก

สำหรับกลุ่มสินค้าที่คาดว่าการส่งออกจะปรับตัวสูงขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่า ได้แก่ ไก่(+2.0%) ปลาทูน่ากระป๋อง(+3.6%)  แป้งมันสำปะหลัง(+7.4%) เครื่องปรุงรส(+4.1%) มะพร้าว(+2.3%) อาหารพร้อมรับประทาน(+4.6%)  และสับปะรด(+8.0%)  ส่วนสินค้าที่คาดว่าการส่งออกจะใกล้เคียงกับปีก่อน คือ ข้าว(+5.7%) ส่วนน้ำตาลทราย(+51.3%)จะมีปริมาณส่งออกทรงตัว แต่มูลค่าส่งออกจะเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำตาลในตลาดโลก ขณะที่กุ้งเป็นสินค้าหลักที่คาดว่าการส่งออกจะลดลงทั้งปริมาณและมูลค่า(-2.2%)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News