mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

กูรูทิสโก้ชี้ 3 มาตรการกระตุ้นใช้จ่าย หนุน GDP ได้เล็กน้อย

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ชี้ 3 มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐช่วยหนุน GDP ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยประเมินมาตรการเพิ่มเงินให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ผลมากที่สุด ขณะที่มาตรการช้อปดีมีคืนอาจวืดเป้า 1.11 แสนล้านบาท 

นายธรรมรัตน์ กิตติสิริพัฒน์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) (Mr.Thammarat Kittisiripat, Head of Economic Unit, TISCO Economic Strategy Unit) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศผ่าน 3 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการ “คนละครึ่ง” วงเงินประมาณ 30,000 ล้านบาท 2. โครงการ “เพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” วงเงิน 21,000 ล้านบาท และ 3. โครงการ “ช้อปดีมีคืน” โดยให้ประชาชนนำเงินที่ใช้จ่ายในสินค้าและบริการมาหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ แต่ไม่เกิน 30,000 บาท  ทั้งนี้ จากการประเมินเบื้องต้นศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) คาดว่าโครงการที่น่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินใช้จ่ายใกล้เคียงกับงบประมาณที่รัฐตั้งเป้าไว้มากที่สุด คือ โครงการ “เพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ขณะที่โครงการ “ช้อปดีมีคืน” อาจทำได้ไม่ถึงเป้าที่รัฐคาดหวังไว้

“TISCO ESU คาดว่า โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐน่าจะสัมฤทธิ์ผลมากที่สุด เพราะเสมือนเป็นเงินฟรี หรือ “เงินให้เปล่า 100%” จากรัฐบาล ที่แจกให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่มีรายได้น้อยจำนวน 14 ล้านคน ขณะที่โครงการที่น่าจะสัมฤทธิ์ผลรองลงมาคือ โครงการ “คนละครึ่ง” เพราะมีลักษณะกึ่งการแจกเงินเหมือนกัน แต่เป็นการแจกเงินในรูปแบบที่รัฐช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ครึ่งหนึ่งของการใช้จ่ายสำหรับสินค้าที่ดำรงชีวิตประจำวัน โดยผู้เข้าโครงการจะได้รับเงินอุดหนุนสูงสุด 3,000 บาทต่อคน จากยอดใช้จ่าย 6,000 บาท ซึ่งเสมือนกับว่าผู้ใช้จ่าย “ได้เงินกลับคืนมา 50% (cash back)” นายธรรมรัตน์กล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการ “คนละครึ่ง” ทางศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ ก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะมียอดใช้จ่ายเต็มจำนวน เพราะหากดูโครงการในอดีตเมื่อปลายปี 2562 อย่างโครงการ “ชิมช้อปใช้” ที่ให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยผ่าน G-Wallet 2 เพื่อรับเงินคืนสูงสุด 20% ก็มีผู้ใช้สิทธิ์ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง แม้โครงการคนละครึ่งจะได้เงินกลับคืนมาสูงกว่า 50% น่าจะช่วยสร้างแรงจูงใจในการใช้จ่ายมากกว่า แต่ประชาชนยังต้องควักเงินในกระเป๋าออกเองครึ่งหนึ่งอยู่ดี ทำให้ความสัมฤทธิ์ผลคงไม่เทียบเท่ากับโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่รัฐเป็นผู้ควักเงินในกระเป๋าออกมาให้ใช้จ่ายแทนทั้งหมด

นายธรรมรัตน์กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการ “ช้อปดีมีคืน” นั้นเป็นไปได้ยากที่จะก่อให้เกิดเม็ดเงินใช้จ่ายถึง 111,000 ล้านบาท ตามที่รัฐตั้งเป้าหมายไว้ เพราะแรงจูงใจในการใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับอัตราภาษีเงินได้ของแต่ละบุคคลที่ต้องเสียภาษี ตั้งแต่อัตราภาษีที่เสีย 5% ไปจนถึงอัตราสูงสุดที่ 35% ดังนั้น ผู้ใช้จ่ายจะ “ได้เงินคืนกลับมา 5 - 35%” ตามแต่ขั้นของอัตราภาษีเงินได้ของผู้ใช้จ่าย หรือคิดเป็นเงินได้กลับคืนมาสูงสุด 1,500-10,500 บาท ของแต่ละขั้นอัตราภาษีจ่าย

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากข้อมูลจำนวนผู้เสียภาษีในแต่ละฐานอัตราภาษีในปี 2558 พบว่า มีผู้ต้องเสียภาษีในอัตรา 5% และ 10% จำนวนประมาณ 2.5 ล้านคน ซึ่งคนกลุ่มนี้หากเข้าร่วมมาตรการและใช้จ่ายเต็มจำนวนที่ 30,000 บาทจะได้รับเงินคืนคิดเป็น 1,500 บาท และ 3,000 บาท ตามลำดับเท่านั้น จะเห็นได้ว่าจำนวนเงินที่ได้กลับคืนมานั้น ไม่เกินกว่าจำนวนเงินที่รัฐช่วยออกให้สูงสุด 3,000 บาทภายใต้โครงการคนละครึ่ง และจากการที่รัฐกำหนดให้เลือกรับสิทธิในโครงการใดโครงการหนึ่งหนึ่งเท่านั้น อาจทำให้คนในกลุ่มดังกล่าวอาจเกิดความลังเลที่จะเลือกเข้าร่วมมาตรการช้อปดีมีคืน แต่เลือกเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งมากกว่า (ตอนนี้มีผู้ลงทะเบียนขอรับสิทธิโครงการคนละครึ่งแล้ว 6.6 ล้านคน จากที่เปิดรับทั้งหมด 10 ล้านคน) เพราะได้รับเงินคืนกลับมาสูงสุดที่ 3,000 บาทเหมือนกัน แต่ใช้จ่ายสูงสุดเพียงแค่ 6,000 บาทเท่านั้น และเป็นการใช้จ่ายในสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และผู้บริโภคยังต้องระมัดระวังในเรื่องของการใช้จ่ายอยู่

ขณะที่มีจำนวนผู้เสียภาษีที่เหลืออีกเพียงประมาณ 1 ล้านคนเศษเท่านั้น ที่ต้องเสียภาษีในอัตราตั้งแต่ 15% ขึ้นไป หากสมมติให้คนกลุ่มนี้ใช้จ่ายเงินเต็มที่ที่ 30,000 บาท เพื่อนำไปหักภาษี ก็จะก่อให้เกิดเม็ดเงินใช้จ่ายเพียง 30,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น ดังนั้น คงต้องลุ้นกันมากพอสมควรที่จะให้การใช้จ่ายภายใต้โครงการช้อปดีมีคืนเป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐตั้งเป้าไว้ถึง 1 แสนกว่าล้านบาท อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยทั้ง 3 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ช่วยให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยคึกคักขึ้นในไตรมาส 4/2563 และส่งผลบวกต่อ GDP เล็กน้อย จากปัจจุบันมองว่า GDP ปี 2563 จะติดลบที่ระดับ 8%

ส่วนในปี 2564 หลังมาตรการกระตุ้นการบริโภคสิ้นสุดลงแล้ว มีความเป็นไปได้สูงว่าประชาชนอาจกลับมาระมัดระวังการใช้จ่ายภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า หลังจากที่ได้มีการเร่งใช้จ่ายไปแล้วในช่วงก่อนหน้าเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากมาตรการข้างต้น ประกอบกับตลาดแรงงานที่ยังเปราะบางอยู่มาก โดยในไตรมาสที่ 2/2563 มีผู้ว่างงานชั่วคราว (ผู้มีงานทำแต่ไม่ได้ทำงาน) สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนกว่า 2 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 6% ของกำลังแรงงานทั้งหมด อีกทั้งเรื่องของการเมืองที่ดูมีความระอุมากขึ้น เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้วได้ 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News