mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

สสส.ผนึกภาควิชาการ ประชาสังคม ดึงศักยภาพชุมชน ชี้ไทยต้องรอด หากโควิด-19 ระบาดรอบสอง

          เมื่อไม่นานมานี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่ายภัยพิบัติ จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ภัยพิบัติซ้ำซ้อน (Compound Hazard) ความเสี่ยง โอกาสและแนวทางการรับมือเพื่อลดทอนการเกิดภัยพิบัติระดับพื้นที่”  เพื่อวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงจากภัยพิบัติธรรมชาติ และสานพลังภาคีเครือข่ายและชุมชนในการรับภัยพิบัติด้วยกระบวนการการมีส่วนร่วมตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) พร้อมเปิดตัวแอปพลิเคชัน D-2R Disaster Risk Assessment – Covid 19 ระบบติดตาม ประเมินความเสี่ยงโควิด-19 ระดับพื้นที่หน่วยตำบล สำหรับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางในยามเกิดภัยพิบัติซ้ำซ้อน ทั้งจากโรคระบาดและภัยธรรมชาติ

            นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.  กล่าวว่า แม้สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด 19 ที่ผ่านมาจะคลี่คลายแล้ว แต่นักระบาดวิทยาก็ยังแสดงความเป็นห่วง เตือนคนไทยการ์ดอย่าตก เพราะหากมี Second Wave  หรือการระบาดรอบสอง ประกอบกับหากเกิดภัยพิบัติที่ไม่อาจคาดการณ์ขึ้น เช่น น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม จะกลายเป็นภัยพิบัติซ้ำซ้อน และผู้ที่เดือดร้อนคือประชาชน ที่ผ่านมา สสส. ได้ผลักดันให้เกิดภาคีเครือข่ายภัยพิบัติ กระจายกันทำงานอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงในการเกิดภัยพิบัติและโรคระบาดต่างๆ โดยพบว่าชุมชนหรือพื้นที่ที่มีเครือข่ายทำงานอยู่ สามารถรับมือกับสถานการณ์ปัญหาที่เกิดได้ดี หรือเรียกได้ว่า ‘ได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อย’ เพราะมีการเตรียมตัวที่ดี โดยภายในเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ สสส. จัดขึ้นครั้งนี้ เราได้เติมความรู้ให้กับภาคีเครือข่ายภัยพิบัติในหลายๆ เรื่อง ซึ่งจากวิกฤตโควิด-19 ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงมากมาย สรุปได้เป็นสามเรื่องใหญ่ หรือที่เรียกว่า 3D

          “D แรกคือ Deglobalization การทวนกระแสโลกาภิวัตน์ ที่เราจะหวังพึ่งการส่งออกและการท่องเที่ยวอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เราต้องร่วมกลุ่มกันเพื่อพึ่งพากันเองภายในภูมิภาค อย่างที่เครือข่ายภัยพิบัติทำได้ดี ในโครงการข้าวแลกปลาจากชาวนาถึงชาวเล ต่อมา Digital Transformation หรือ Digital Disruption การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล หรือการมีเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น เรื่องนี้เครือข่ายภัยพิบัติต้องมีการปรับตัว และนำรูปแบบที่ทันสมัยของเทคโนโลยีมาใช้ในการเฝ้าระวัง และรายงานสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างแม่นยำ  และ Social Distancing การรักษาระยะห่าง ซึ่งเป็นชีวิตวิถีใหม่ ที่ไม่อาจจัดประชุมกันบ่อย ๆ เหมือนแต่ก่อนได้ แต่เราก็ต้องมีการคิดค้นหาวิธีการใหม่ในการทำงานเชิงพื้นที่” นายวิเชษฐ์ กล่าว

          ด้าน รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้นำข้อความจากสหประชาชาติที่ว่า “แม้เราจะค้นพบวัคซีนป้องกันโควิด 19 ได้ เราจะไม่มีวัคซีนป้องกัน Climate Change ได้เลย” เพื่อเตือนให้ประชาชนตื่นตัวในสัญญาณการเปลี่ยนแปลงจากธรรมชาติ และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เข้ากับ New Normal ของธรรมชาติเช่นกัน

“ความปกติใหม่ (New Normal) ของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมันเกิดขึ้นแล้ว ทุกคนต้องยอมรับว่าอุณหภูมิโลกได้สูงขึ้น และจะไม่มีวันลดลง หรือกลับไปเหมือนเดิมอีก ฝนจะตกหนักขึ้น แล้งจะรุนแรงมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็จะมีความถี่ของการเกิดภัยพิบัติมากขึ้น ในอดีตเราจะเห็นว่า 3-4 ปี จึงจะเกิดภัยแล้งหนัก  แต่ระหว่างปี 2558 – 2563  ภัยแล้งเกิดขึ้นทุก ๆ ปี ส่วนอุทกภัยหรือน้ำท่วมที่รุนแรงมากในปี 2554 เราจะเห็นว่ากว่า 70 ปีจึงเกิดขึ้น แต่มันจะกลายมาเป็น 10 ปีจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ในอนาคต สิ่งนี้เองเป็นสัญญาณบอกกับมนุษย์ว่า ถ้าเราไม่ปรับตัวให้สอดคล้องกับ New Normal นี้ เราก็จะอยู่อย่างยากลำบาก ทุกคนต้องตระหนักและปรับตัว ฤดูแล้งยังจะปลูกข้าวแบบเดิม ๆ อีกไหม จะตั้งถิ่นฐานหรือทำโครงการจัดสรรริมน้ำอีกจะได้ไหม ถึงเวลาแล้วที่ชุมชนต้องลุกมาใส่ใจในการจำลองความเสี่ยง รวบรวมฐานข้อมูลของความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ จะได้รู้ว่าเราจะสู้ จะรับมือเพื่อลดทอนภัยพิบัติอย่างไร ความเข้มแข็งของชุมชนสำคัญมาก” รศ.ดร.เสรี กล่าว

สำหรับการวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ระหว่างที่สถานการณ์โควิด-19 กำลังคลี่คลายลงแล้ว ก็คงเป็นเรื่องภัยที่เกิดจากการบริหารจัดการน้ำ   

        นายสำเริง แสงภู่วงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า วันนี้แหล่งน้ำทั้งหมดของประเทศ ทั้งที่เป็นอ่างเก็บน้ำกรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิต รวมทั้งแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เรามีปริมาณน้ำรวม 34,000 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยคาดการณ์ว่าหากมีปริมาณฝนตกลงมาสิ้นสุดปลายฝนนี้ ณ วันที่ 1 พ.ย. 2563 เราน่าจะมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 46,900 ลูกบาศก์เมตร เทียบกับปี 2562 ก็มีปริมาณที่ใกล้เคียงกัน นั่นแสดงว่าปีหน้าเราก็ยังมีโอกาสเสี่ยงกับภัยแล้งในบางจุดเหมือนเดิม  แต่ทั้งนี้ก็เป็นการคาดการณ์จากปริมาณน้ำจากฤดูฝนธรรมดา ยังไม่รวมถึงการคาดการณ์เมื่อเกิดพายุเข้ามาที่ประเทศไทย เรายังเบาใจไม่ได้ ถ้าโชคดีพายุเข้ามาทางภาคอีสานและภาคเหนือที่ยังขาดน้ำอยู่ ก็จะเกิดประโยชน์ แหล่งน้ำยังไม่เต็ม ลำน้ำมีพื้นที่ว่าง ดินยังขาดความชื้นสามารถอุ้มน้ำได้  แต่ถ้าในเดือน ก.ย. 63 ฝนตกหนักที่ภาคกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่ม โอกาสเกิดน้ำท่วมขังก็จะมีมาก ภาคกลางจึงมีความเสี่ยงอยู่ หลังจากนั้นในพื้นที่ภาคใต้ ประจวบคีรีขันธ์  ชุมพร และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็ยังเป็นพื้นที่เสี่ยงเช่นกัน  สำหรับภาคตะวันออก อย่างจันทบุรี ตราด ก็คงหนีไม่พ้น อย่างไรก็ตามการคาดการณ์นี้จะเป็นประโยชน์ได้ ก็ต้องมีกลไกจากเครือข่ายประชาชนและชุมชน ที่ต้องร่วมกันเฝ้าระวัง รายงานสภาพปัญหาจุดเสี่ยงต่าง ๆ มายังภาคราชการ เพื่อจะได้ประกาศเตือนอย่างทันท่วงที

          ในด้านการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อเสริมศักยภาพการทำงานลดทอนปัญหาภัยพิบัติซ้ำซ้อนในกลุ่มเปราะบาง ได้มีการจัดทำ แอปพลิเคชัน D-2R Disaster Risk Assessment – Covid 19 ระบบติดตาม ประเมินความเสี่ยงโควิด-19 ระดับพื้นที่หน่วยตำบล สำหรับเจ้าหน้าที่ อสม. ในเครือข่ายระดับพื้นที่ 22 แห่ง เช่น จ.น่าน สกลนคร ปราจีนบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม นครศรีธรรมราช ปัตตานี และยะลา โดยแอปฯ ดังกล่าวอยู่ระหว่างการประมวล และพัฒนาสถานการณ์จำลอง (Scenarios) เพื่อนำไปสู่การใช้งานจริงในเร็ว ๆ นี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News