mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

สสส.จับมือ มหิดล เผยผลสำรวจพ่อแม่ผู้ปกครองกว่า90%รับบทบาท“ครูเฉพาะกิจ”

ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยผลสำรวจความคิดเห็นพ่อแม่ผู้ปกครองในวันที่โรงเรียนยังไม่เปิดเทอม และบุตรหลานต้องเรียนผ่านระบบออนไลน์ และการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) โดยพบว่า 91.3 % ต้องปรับตัวอย่างมากในการรับบทบาท “ครูเฉพาะกิจ”  ซึ่งเป็นชีวิตวิถีใหม่ (New Normal)  ของพ่อแม่ผู้ปกครอง  แนะ 3 ฝ่าย “ภาครัฐ–สถานศึกษา–ครอบครัว” ผนึกกำลังเตรียมความพร้อมส่งเสริมการเรียนรู้จากที่บ้านอย่างมีประสิทธิภาพ

ผศ.ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา หัวหน้าศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด–19) กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้โรงเรียนทั่วประเทศเลื่อนการเปิดเรียนจากเดิมวันที่ 16 พฤษภาคม 2563 เป็นวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โดยในระหว่างที่ขยายเวลาการเปิดเรียนนั้น ให้นักเรียนใช้ระบบการเรียนทางไกล รวมถึงแนวทางอื่นๆ ที่เหมาะสมตามบริบทของโรงเรียนและพ่อแม่ผู้ปกครองที่จะสามารถปฏิบัติได้ เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโควิด–19 ส่งผลให้นักเรียนและพ่อแม่ผู้ปกครองต้องมีการปรับตัวและเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เดินหน้าโครงการเปิดเมือง ปลอดภัย พร้อมสำรวจความคิดเห็นพ่อแม่ผู้ปกครอง จำนวน 1,583 ครอบครัว ในประเด็น “ความกังวลใจหรือความยากลำบากของพ่อแม่ผู้ปกครองต่อการสนับสนุนการเรียนรู้ให้กับบุตรหลานตนเองในช่วงขยายเวลาเปิดเทอม” ณ เดือนพฤษภาคม 2563 พบว่า พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ 91.3% ต้องมีการปรับตัวในการรับหน้าที่ “ครูเฉพาะกิจ” หลายครอบครัวมีความไม่มั่นใจที่ในการจัดสรรเวลาสำหรับการดูแลบุตรหลาน รวมถึงในประเด็นอื่นๆ ที่หลากหลายมากกว่าเรื่องของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จะใช้ในการเรียน โดย 5 อันดับความวิตกกังวลของพ่อแม่ผู้ปกครอง ประกอบด้วย 1.กังวลว่าบุตรหลานจะไม่ได้เรียนรู้อย่างเพียงพอในเนื้อหาที่จำเป็น ร้อยละ 56.6 2. กังวลเกี่ยวกับการที่บุตรหลานมีพฤติกรรมการเล่นเกม โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต มากขึ้นกว่าปกติ ร้อยละ 52.0 3. กังวลกับค่าใช้จ่ายสำหรับอาหารและการใช้ชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 32.5 4. ไม่มีเวลาสำหรับการร่วมเล่นหรือการออกกำลังกายกับบุตรหลาน ร้อยละ 30.6 และ 5. กลัวว่าบุตรหลานจะติดเชื้อโควิด–19  ร้อยละ 22.6 โดยเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่า ความกังวลในเรื่องต่างๆ ข้างต้น มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ดังกล่าวมีความจำเป็นที่ภาครัฐต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในมิติต่างๆ อย่างรอบด้าน ในช่วงเวลาที่เด็กต้องใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านนี้ เพราะนอกจากเรื่องการจัดเตรียมระบบการเรียนการสอนทางไกลที่ทางกระทรวงศึกษาธิการได้เตรียมรับมือไว้แล้ว ยังมีประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่ต้องพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาวะโภชนาการของเด็กที่อาจไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวที่มีความขาดแคลนและได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโรคโควิด-19 พฤติกรรมและผลกระทบทางสุขภาพที่จะเกิดขึ้นจากการใช้หน้าจอเพื่อความบันเทิงที่มากเกินความจำเป็น ตลอดจนการหนุนเสริมทักษะและความมั่นใจในการจัดการเรียนรู้ให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองเพื่อสามารถรับมือกับบทบาทหน้าที่ใหม่นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายณรากร วงษ์สิงห์ หัวหน้ากลุ่มวิจัยพฤติกรรมและปรากฎการณ์ทางสังคม ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ภาครัฐและหน่วยงานด้านการศึกษา ควรสนับสนุนการบริหารจัดการและขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศในมิติหลัก ดังนี้ 1. เสริมสร้างทักษะของผู้ปกครองเพื่อการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับบุตรหลานจากที่บ้าน 2.จัดเตรียมเครื่องมือการเรียนรู้ ชุดความรู้ และสื่อสำหรับผู้ปกครอง 3.เตรียมความพร้อมระบบบริหารจัดการและบุคลากรทางการศึกษา และ 4.ขยายความครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ ในขณะที่สถานศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา ควรจัดทำเครื่องมือการเรียนรู้ ชุดความรู้ และสื่อสำหรับผู้ปกครองในการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับบุตรหลานจากที่บ้าน รวมถึงตัวอย่างกิจกรรมที่ผู้ปกครองสามารถนำไปทำตามได้ง่ายและเหมาะสม โดยอาจใช้การเล่นเป็นสิ่งกระตุ้นการเรียนรู้ เช่น วิ่งเล่นพร้อมกับการฝึกคิดเลข ทำกายบริหารพร้อมกับการท่องคำศัพท์ และฝึกการทรงตัวพร้อมกับการอ่านหนังสือหรือคิดเลขในใจ เป็นต้น

“หนึ่งในชีวิตวิถีใหม่ หรือ New Normal ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองคือการรับหน้าที่ครูเฉพาะกิจในยามที่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ รวมถึงในวันที่รูปแบบการดำเนินชีวิตในสังคมมีการปรับเปลี่ยนไป ดังนั้น หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีการเตรียมความพร้อมโดยอาศัยประสบการณ์ที่ได้จากสถานการณ์โควิด–19 ครั้งนี้เป็นบทเรียนก็จะช่วยให้การทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับบุตรหลานจากที่บ้านเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายณรากร กล่าว

ข้อแนะนำสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง คือ ควรติดตามข่าวสารและติดต่อสื่อสารกับโรงเรียนของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด รวมทั้งจัดเตรียมความพร้อมในสิ่งเหล่านี้ คือ 1.จัดตารางการเรียนรู้และการทำกิจกรรมในแต่ละวันบุตรหลานให้เหมาะสมตามช่วงวัย 2. กระตุ้นให้บุตรหลานมีกิจกรรมทางกาย/เล่น/ออกกำลังกายอย่างเพียงพอ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าเด็กอายุ  5–17 ปี ควรมีกิจกรรมทางกายอย่างน้อย 60 นาทีทุกวัน  3. จัดพื้นที่การเรียนรู้ อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเรียน และ 4. ควบคุมเวลาการใช้หน้าจอและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อความบันเทิงของบุตรหลานไม่ให้เกินความจำเป็น เช่น เด็กอายุ 6–17 ปี ไม่ควรเกินวันละ 2 ชั่วโมง และไม่รบกวนกิจกรรมหลัก เช่น การนอนหลับ การมีกิจกรรมทางกาย การรับประทานอาหาร การเรียนหนังสือ การทำการบ้าน การช่วยเหลืองานบ้าน รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้การปรับตัวในบทบาทใหม่นี้ทำได้ดียิ่งขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News