mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

ผลจากโควิด-19คาดผู้ปกครองใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมใหญ่28,260 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0.1%

ประเด็นสำคัญ

           ในช่วงของการเปิดเทอมใหญ่ปี 2563 นี้ จะเป็นช่วงลำบากของผู้ปกครองที่มีบุตรหลานในวัยเรียนอันเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะในมุมด้านการใช้จ่ายเพื่อการศึกษา จากผลสำรวจ พบว่า  ผู้ปกครองกว่า 88.9% มีความกังวลต่อสภาพคล่องทางการเงินที่จะนำมาใช้จ่ายเพื่อการศึกษาในช่วงเปิดเทอมใหญ่ปี 2563 จากหลายสาเหตุ อาทิ เงินออมไม่เพียงพอเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการที่กิจการต้องปิดให้บริการชั่วคราวมีผลต่อรายได้และผู้ปกครองบางรายถูกเลิกจ้างชั่วคราว 

  • -ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในช่วงเปิดเทอมใหญ่ปี 2563 ผู้ปกครองในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล น่าจะมีการใช้จ่ายด้านการศึกษาสำหรับบุตรหลาน (นักเรียนระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย) เป็นมูลค่าประมาณ 28,260 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับผลสำรวจเมื่อช่วงเดียวกันของปีก่อน ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีการปรับลดค่าใช้จ่ายในกลุ่มเครื่องแบบนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนโดยซื้อเฉพาะที่มีความจำเป็น
  • -นอกจากนี้ ผู้ปกครองกว่า 86% ยังมีความกังวลหากบุตรหลานกลับไปโรงเรียน และอยากเห็นสถาบันการศึกษามีมาตรการในการป้องกันเชื้อโควิด-19 อย่างเข้มงวดต่อเนื่อง สำหรับประเด็นการเรียนผ่านสื่อออนไลน์/ฟรีทีวี ซึ่งภาครัฐตั้งใจให้เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการเปิดเทอมนั้น เป็นแนวคิดที่ดีสำหรับการใช้เวลาในการเสริมทักษะความรู้ให้กับนักเรียนระหว่างรอเปิดภาคเรียนใหม่และการเตรียมพร้อมหากสถานการณ์โควิด-19 กลับมาระบาดอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม นอกจากความช่วยเหลือเพื่อสร้างความพร้อมให้กับผู้ปกครองและนักเรียนแล้ว การออกแบบเนื้อหาและรูปแบบอาจต้องมีการปรับให้มีความน่าสนใจและทำให้เกิดการฝึกฝนด้านทักษะและความคิด และสามารถสื่อสาร 2 ทางได้ เพื่อให้การเรียนออนไลน์เป็นช่องทางเสริมการเรียนในชั้นเรียนของนักเรียนในแต่ละระดับได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การเปิดจุดบริการอย่างสถานที่ราชการให้นักเรียนที่ไม่มีความพร้อมในอุปกรณ์ให้สามารถเข้าถึงระบบการเรียนออนไลน์/ฟรีทีวีได้น่าจะช่วยลดช่องว่างการเข้าถึงการศึกษาลงได้

                ในช่วงนี้ของทุกปี ผู้ปกครองที่มีบุตรในวัยเรียนต้องเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับการเปิดเทอมใหม่ เช่น ค่าเทอม (สำหรับผู้ที่ส่งบุตรหลานเรียนโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนนานาชาติ) ค่าบำรุงการศึกษาและกิจกรรมในโรงเรียน ค่าใช้จ่ายหนังสืออุปกรณ์การเรียนและเครื่องแต่งกายนักเรียน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอมใหญ่ปี 2563 นี้ แตกต่างไปจากปีที่ผ่านๆ มา เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการมีงานทำและรายได้ของผู้ปกครองบางกลุ่มจากการที่ภาคธุรกิจต้องปิดตัว ขณะเดียวกันทางกระทรวงศึกษาธิการได้มีการเลื่อนการเปิดภาคการศึกษาใหม่ในปี 2563 เป็น วันที่ 1 ก.ค. 63 เพื่อลดความเสี่ยงแก่เด็กนักเรียน รวมถึงได้เตรียมแผนการเรียนออนไลน์ในระหว่างที่กำลังปิดเทอมและกรณีโควิด-19 กลับมาระบาดอีกครั้ง ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้จัดทำการสำรวจพฤติกรรมความสามารถในการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและผลกระทบจากโควิด-19 ของผู้ปกครองในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลในช่วงเปิดเทอมใหญ่ปี 2563 (โดยเน้นกลุ่มผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเรียนระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย) ในช่วงระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 10 พฤษภาคม 2563 จากกลุ่มตัวอย่าง 480 คน ซึ่งมีประเด็นดังนี้

  • +ผู้ปกครองมองโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในครัวเรือนเนื่องจากรายได้ลดลง กระทบต่อความสามารถในการใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอมใหญ่ปี 2563

                ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้สำรวจมุมมองผลกระทบที่ผู้ปกครองได้รับภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจ ณ  ปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 100% ของจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด มองว่าตนเองได้รับผลกระทบจากภาวะดังกล่าว โดยผลกระทบที่ได้รับจะมีมิติที่ต่างกัน ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากรายได้ลดลงเนื่องจากถูกลดเวลาการทำงาน ถูกปรับลดเงินค่าจ้าง และผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นเจ้าของธุรกิจมียอดขายลดลง นอกจากนี้มีผู้ตอบแบบถามบางกลุ่มได้รับผลกระทบจากการไม่มีงานทำเนื่องจากกิจการปิดตัวลงชั่วคราว รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพและป้องกันโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้น

                ขณะที่ผู้ปกครองกว่า 88.9% มีความกังวลต่อสภาพคล่องทางการเงินที่จะนำมาใช้จ่ายเพื่อการศึกษาในช่วงเปิดเทอมใหญ่ปี 2563 นี้ โดยกลุ่มตัวอย่างที่มีความกังวลมาจากหลายสาเหตุ อาทิ เงินออมไม่เพียงพอเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการที่กิจการต้องปิดให้บริการชั่วคราวมีผลต่อรายได้และผู้ปกครองบางรายถูกเลิกจ้างชั่วคราว ซึ่งผู้ปกครองกลุ่มนี้ ปรับตัวด้วยการใช้แหล่งเงินจากหลายๆ ที่ นอกจากการใช้เงินออม อาทิ การใช้สินเชื่อจากจากสถาบันการเงินอย่างบัตรเครดิต และสินเชื่อเงินสด โรงรับจำนำ ยืมญาติพี่น้องหรือเพื่อน นอกจากนี้ ผู้ปกครองบางกลุ่มได้ขอผ่อนผันการชำระค่าเรียน และผู้ปกครองบางรายขอผ่อนชำระค่าเทอมกับทางโรงเรียน ซึ่งสอดคล้องกับทางสถานศึกษาบางแห่งได้เปิดให้ผู้ปกครองสามารถผ่อนชำระค่าเทอมเป็นงวดๆ ได้

  • +เปิดเทอมใหญ่ปี 2563 ผู้ปกครองในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปรับลดค่าใช้จ่ายในกลุ่มซื้อสินค้าเพื่อการศึกษา และค่าใช้จ่ายในการเรียนพิเศษ/เสริมทักษะ

                ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า มูลค่าการใช้จ่ายในด้านการศึกษาสำหรับบุตรหลานในช่วงเปิดเทอมใหญ่ปี 2563 นี้ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 28,260 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายมาจากค่าธรรมเนียมด้านการศึกษาซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนนักเรียนใหม่ที่เข้าสู่ระบบการศึกษาที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นอัตราการเพิ่มที่ชะลอตัวจากปีก่อน เนื่องจากเกิดเหตุการณ์การระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจครัวเรือน ทำให้โรงเรียนเอกชนหลายแห่งไม่ได้ปรับขึ้นค่าเรียน และบางแห่งได้ปรับลดค่าธรรมเนียมการศึกษา เพื่อแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง

                อย่างไรก็ดี ผู้ปกครองส่วนใหญ่ปรับลดค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาในบางกลุ่ม ซึ่งจะมีผลต่อผู้ประกอบการธุรกิจในกลุ่มที่คงจะต้องเตรียมแผนการตลาดรองรับกับรายได้ที่จะลดลง สำหรับกลุ่มที่ผู้ปกครองมีการปรับลดค่าใช้จ่าย ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าเพื่อการศึกษา อาทิ ชุดนักเรียน/รองเท้า และอุปกรณ์การเรียน เป็นต้น ซึ่งผู้ปกครองต่างมองว่าจะลดจำนวนของสินค้าที่จะซื้อ หรือซื้อเท่าที่จำเป็นต้องใช้  และค่าใช้จ่ายการเรียนกวดวิชา/เสริมทักษะสำหรับในช่วงการเปิดภาคการศึกษาใหม่ เนื่องจากหลายสาเหตุ ได้แก่ ผู้ปกครองที่ไม่มีปัญหาเรื่องรายได้ชะลอการส่งบุตรหลานไปเรียนโรงเรียนกวดวิชา หรือการเรียนเสริมทักษะ เนื่องจากยังมีความกังวลต่อสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่ผู้ปกครองที่มีปัญหาเรื่องรายได้จะปรับลดค่าใช้จ่ายในกลุ่มการเรียนเสริมทักษะ ขณะที่ในส่วนของกวดวิชา ผู้ปกครองจะเลือกเรียนเฉพาะวิชาที่สำคัญ

  • +มุมมองของผู้ปกครองกว่า 48.4% ไม่พร้อมสำหรับรูปแบบการเรียนออนไลน์/ผ่านฟรีทีวีจากหลายปัจจัย อาทิ อุปกรณ์การเรียนไม่พร้อม และผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแล

                จากความกังวลต่อสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำให้มีการเลื่อนเปิดเทอมใหญ่ออกไปเป็นวันที่ 1 ก.ค. 63 ซึ่งในระหว่างที่รอการเปิดเทอมทางกระทรวงศึกษาธิการร่วมกับมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมและคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยได้ทดลองออกอากาศการเรียนการสอนผ่านสัญญาณฟรีทีวีตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล-มัธยมศึกษาปีที่ 3 ขณะที่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ใช้สื่อออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเปิดเทอม โดยได้เริ่มทดลองออกอากาศไปเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2563 นอกจากนี้ ความกังวลต่อสถานการณ์โควิด-19 ที่อาจกลับมาระบาดอีกครั้ง ทำให้สถาบันศึกษาได้เตรียมแผนการรองรับ เพื่อที่จะให้การเรียนดำเนินกิจกรรมต่อได้และลดผลกระทบที่จะเกิดกับนักเรียนให้น้อยที่สุด โดยหนึ่งในแนวคิดนั้นก็คือ การปรับรูปแบบการเรียนเป็นแบบออนไลน์

                อย่างไรก็ดี ภายหลังจากที่มีการเริ่มทดลองการเรียนการสอนไม่ว่าจะผ่านระบบออนไลน์หรือทางฟรีทีวี พบว่า มีการตอบรับในมิติที่ต่างกัน ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้สำรวจความพร้อมของผู้ปกครองในภาวะที่ต้องมีการเรียนในรูปแบบออนไลน์ พบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความพร้อมคิดเป็นสัดส่วน 51.6% ขณะที่ผู้ปกครองที่ไม่มีความพร้อมในการเรียนออนไลน์คิดเป็น 48.4% ของผู้ตอบแบบสอบถาม

                โดยกลุ่มผู้ปกครองที่ไม่มีความพร้อมมีสาเหตุจาก ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่พร้อมในอุปกรณ์การเรียนอย่างคอมพิวเตอร์/แท็ปเล็ต (เครื่องมือสื่อสารในการเรียน) และอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ผู้ปกครองมองว่ารูปแบบการเรียนดังกล่าวไม่เหมาะสมกับเด็ก เนื่องจากมองว่าเด็กมีสมาธิไม่เพียงพอ กังวลว่าเด็กจะไม่เข้าใจบทเรียนและไม่มีเวลาดูแลบุตรหลาน

                ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า แนวคิดการให้เรียนผ่านสื่อออนไลน์/ฟรีทีวี เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเปิดเทอมเป็นแนวคิดที่ดีที่นักเรียนสามารถใช้เวลาว่างในการเสริมทักษะ ความรู้กับบทเรียนใหม่ๆ ในช่วงระหว่างรอเปิดภาคเรียนใหม่และการเตรียมพร้อมหากสถานการณ์โควิด-19 กลับมาระบาดอีกครั้ง อย่างไรก็ดี เพื่อที่จะสร้างให้การเรียนผ่านสื่ออนไลน์/ฟรีทีวี มีประสิทธิผล ก็อาจจะมีการพัฒนาหรือปรับเนื้อหา (Content) ให้น่าสนใจ เช่น การใช้ Animation กราฟฟิก เข้ามาช่วยเพื่อดึงความสนใจกับนักเรียนที่เป็นเด็กเล็ก หรือการปรับรูปแบบเนื้อหาของวิชาเรียนให้นักเรียนที่เรียนผ่านสื่อออนไลน์/ฟรีทีวี สามารถฝึกทักษะและความคิดได้ อย่างการออกแบบเนื้อหาเป็นรูปแบบเกมส์ และในส่วนของการสอนแบบสื่อออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต อาจมีการปรับให้มีช่องทางการถาม-ตอบบทเรียนซึ่งอาจจะเป็นแบบเรียลไทม์ (Real Time) หรือแบบออฟไลน์ (Offline) เพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจบทเรียนได้มากขึ้น อย่างไรก็ดี สำหรับนักเรียนบางกลุ่มที่ไม่มีความพร้อมก็อาจจะเกิดช่องว่างทางการศึกษา ซึ่งทางหน่วยงานรัฐอาจจะมีการแจกบทเรียนให้นักเรียนสามารถทำความเข้าใจก่อนเปิดภาคเรียนใหม่ รวมถึงการเปิดจุดบริการในสถานที่ราชการหรือหน่วยงานท้องถิ่นให้นักเรียนที่ไม่มีความพร้อมในอุปกรณ์ให้สามารถเข้าถึงระบบการเรียนออนไลน์ได้น่าจะช่วยลดช่องว่างการเข้าถึงการศึกษาลงได้

  • +มุมมองของผู้ปกครองกว่า 86.9% แสดงความกังวลต่อสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 หลังจากที่เด็กนักเรียบกลับไปเรียน ผู้ปกครองส่วนใหญ่อยากเห็นสถาบันศึกษามีมาตรการป้องกันที่เข้มข้น

                แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศจะดีขึ้น แต่จากผลสำรวจ พบว่า ผู้ปกครองกว่า 86% ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์การระบาดของโควิค-19 หากบุตรหลานกลับไปโรงเรียน ขณะที่ ผู้ปกครองคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 14% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ไม่กังวลต่อสถานการณ์โควิด-19 หากบุตรหลานกลับไปโรงเรียน

                โดยเมื่อมีการเปิดเทอมแล้วนั้น ทางผู้ปกครองอยากเห็นสถาบันการศึกษามีมาตรการในการป้องกันเชื้อโควิด-19 อย่างเข้มงวดต่อเนื่อง อาทิ การคัดกรอง/ตรวจวัดไข้เด็กก่อนเข้าเรียน มีจุดให้บริการเจลล้างมือ การให้นักเรียนใส่หน้ากากอนามัย การบริหารจัดการพื้นที่ส่วนกลางของโรงเรียนไม่ให้มีความหนาแน่น การจัดระบบภายในห้องเรียนให้มีระยะห่างระหว่างกัน การทำความสะอาดและพ่นยาฆ่าเชื้อสม่ำเสมอทั้งในห้องเรียน บริเวณรอบๆ โรงเรียนและอุปกรณ์การเรียนการสอน การปรับ/ลดกิจกรรมกีฬาที่มีการสัมผัสใกล้ชิด และการปรับตารางเรียน อาจจะมีการสลับเวลาเรียนระหว่างชั้นเรียนเพื่อลดความแออัดในห้องเรียน/โรงเรียน เป็นต้น

  • +ผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการศึกษากับการปรับตัวภายใต้กำลังซื้อที่จำกัดของผู้ปกครอง และโจทย์การทำธุรกิจภายใต้มาตรฐานวิถีการดำเนินธุรกิจใหม่ (New Normal)

                จากผลสำรวจสะท้อนให้เห็นได้ว่า ผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาคงต้องเผชิญกับโจทย์ที่ท้าทาย ทั้งการดำเนินธุรกิจภายใต้กำลังซื้อที่จำกัดของผู้ปกครอง ผู้ปกครองบางกลุ่มอาจจะซื้อสินค้าเพื่อการศึกษาในจำนวนลดลงหรือซื้อเฉพาะที่จำเป็น และโจทย์การทำธุรกิจภายใต้มาตรฐานวิถีการดำเนินธุรกิจใหม่ (New Normal) เพื่อดูแลและควบคุมไม่ให้โควิด-19 กลับมาระบาดอีกครั้ง ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นที่ต้องปรับวิธีการดำเนินธุรกิจ เพื่อตอบโจทย์ข้อจำกัดต่างๆ ที่เกิดขึ้น อาทิ

o              ผู้ประกอบการในกลุ่มสินค้าเพื่อการศึกษาอย่างเสื้อนักเรียน/รองเท้า อุปกรณ์การเรียน ทำตลาดสร้างการรับรู้ผ่านช่องทางออนไลน์  ผู้ประกอบการร้านค้าอาจจะใช้กลยุทธ์ด้านราคา โดยอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ในการลดราคาสินค้าแต่ปรับสต็อกสินค้าให้มีความหลากหลายของแบรนด์ที่มีระดับราคาต่างกันเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละกลุ่ม การจัดสินค้าเป็นแพคเกจในราคาพิเศษ การทำตลาดสร้างการรับรู้ต่อเนื่องไม่เฉพาะแต่ช่วงใกล้เปิดเทอมเท่านั้น นอกจากนี้ แม้สถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลายลง แต่ผู้ประกอบการร้านค้ายังคงต้องใช้ช่องทางออนไลน์ในการขายสินค้าอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ โดยอาจเพิ่มคลิปวิดีโอของสินค้า หรือการใช้การออกอากาศสดผ่านช่องทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อให้ผู้ปกครองได้เห็นสินค้าเสมือนจริงและขนาดของสินค้า อย่าง เครื่องแบบนักเรียน

o              กลุ่มผู้ประกอบการสถาบันกวดวิชา/เสริมทักษะทำแพคเกจเฉพาะวิชาสำคัญ ขณะที่รูปแบบการเรียนออนไลน์พร้อมช่องทางการถาม-ตอบ แบบเรียลไทม์ สำหรับผู้ประกอบการกลุ่มนี้อาจต้องปรับกลยุทธ์ด้านราคาที่คงต้องมีการปรับราคาให้มีความแตกต่างตามรูปแบบของการเรียนการสอนระหว่างการเรียนในห้องเรียนและการเรียนผ่านระบบออนไลน์ นอกจากนี้ การจัดแพคเกจวิชาที่สำคัญในราคาพิเศษเพื่อตอบโจทย์ผู้ปกครองที่มีกำลังซื้อจำกัด นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ให้บริการการเรียนการสอนผ่านรูปแบบออนไลน์ ผู้ให้บริการคงจะต้องมีการจัดช่องทางการถาม-ตอบ แบบเรียลไทม์ หรือการบริการผ่านอีเมล เพื่อช่วยกลุ่มนักเรียนที่ไม่เข้าใจในบทเรียน

                นอกจากนี้ ในกรณีที่ทางการสามารถเปิดให้บริการการเรียนได้ตามปกติ ผู้ประกอบการยังคงต้องมีมาตรการที่เข้มข้นในการดูแลความปลอดภัยของนักเรียน อาทิ การจำกัดจำนวนผู้เข้าเรียนในแต่ละห้องเรียน การมีมาตรการป้องกันในพื้นที่ห้องเรียนอย่างแผ่นกั้นระหว่างโต๊ะเรียน การคัดกรอง/ตรวจวัดไข้เด็กก่อนเข้าเรียน และการทำความสะอาด พ่นยาฆ่าเชื้อสม่ำเสมอ เป็นต้น

o              กลุ่มผู้ประกอบการผู้บริการโทรคมนาคมจัดโปรโมชั่นแพคเกจอินเทอร์เน็ตราคาพิเศษสนับสนุนการเรียนออนไลน์ ซึ่งผู้ประกอบการกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่โดยตรงของธุรกิจการศึกษา อย่างไรก็ดี เนื่องจากในช่วงนี้ สถานศึกษา/สถาบันกวดวิชา เปิดให้บริการระบบการเรียนออนไลน์ ซึ่งผู้ประกอบการกลุ่มนี้ น่าจะทำตลาดโปรโมทแพคเกจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรืออินเทอร์เน็ตโทรศัพท์เคลื่อนที่สำหรับการศึกษาออนไลน์ เช่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อการศึกษาในราคาพิเศษ เป็นต้น

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News