mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

จ้างงานไทยมืดมิดจากพิษ COVID-19คาดตกงานเพิ่มสูงสุดถึง 4.4 ล้านคน

Key takeaways:

           มาตรการภาครัฐเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ประกาศใช้ทั้งมาตรการ Lockdown และ

การรณรงค์ด้าน Social Distancing มีผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจและการจ้างงาน

           สำหรับตลาดแรงงานไทยพบว่ากว่าครึ่งหนึ่งเป็นแรงงานที่อยู่นอกระบบ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างสูงสุด และกว่า 70% ของการจ้างงานทั้งหมดเป็นการจ้างงานในธุรกิจ SME ซึ่งมีความเปราะบางกว่าธุรกิจรายใหญ่

           KKP Research คาดว่าในกรณีที่สถานการณ์การระบาดชะลอลงภายในสิ้นไตรมาส 2 แต่ยังมีมาตรการ Lockdown บางส่วนต่อเนื่องในไตรมาส 3 จะส่งผลให้มีการเลิกจ้างหรือถูกพักงานโดยไม่มีรายได้ เพิ่มสูงสุดถึง 4.4 ล้านคน ส่งผลให้การว่างงานเพิ่มสูงขึ้นเป็น 4.9 ล้านคน (13.2% ของแรงงานไทย) และยังมีความเสี่ยงต่อการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้

           รัฐควรมีมาตรการเชิงรุกเพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจรักษาการจ้างงาน เร่งลงทุนเพื่อสร้างงานใหม่ และเสริมทักษะแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง เพื่อให้เศรษฐกิจกลับฟื้นขึ้นได้โดยเร็วเมื่อสถานการณ์ COVID-19 เริ่มคลี่คลาย เพิ่มเติมจากมาตรการเชิงเยียวยาที่ทยอยออกมาก่อนหน้านี้

COVID-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 มีลักษณะเฉพาะ และแตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เคยมีมา เนื่องจากเป็นวิกฤตทางสุขภาวะที่กระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตประจำวันเป็นปกติ กิจกรรมในภาคเศรษฐกิจจริงลดลงอย่างรุนแรง อีกทั้งการระบาดที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างทั่วโลกส่งผลให้รัฐบาลหลายประเทศตัดสินใจปิดประเทศ และออกมาตรการให้ประชาชนอยู่บ้าน (lockdown) หรือรณรงค์ให้เว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) กลายเป็นความเสี่ยงจากนโยบายที่กระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในภาคบริการที่จำเป็นต้องมีการติดต่อพบปะกัน (physical presence) ในการดำเนินธุรกิจ (อ่านเพิ่มเติมใน KKP Insight “จากภัย COVID-19 สู่ความเสี่ยงวิกฤตรอบใหม่”)

ทั้งนายจ้างและลูกจ้างจะได้รับผลกระทบอย่างหนักทั้งในแง่การประคับประคองกิจการ การว่างงานที่เพิ่มขึ้น และรายได้จากการทำงานที่ลดลง

ผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอาจแจกแจงได้เป็น 4 ด้าน ได้แก่ (1) การถูกสั่งปิดกิจการชั่วคราวโดยอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐที่บัญญัติไว้ตามกฎหมาย (2) รายรับที่ลดลงอย่างมากจากมาตรการ lockdown หรือการรณรงค์ให้มีระยะห่างทางสังคม (3) กระบวนการผลิตชะงักงันจากการรับมอบวัตถุดิบหรือส่งมอบสินค้าที่ไม่เพียงพอหรือไม่ทันการ (supply chain disruption) หรือ (4) ลูกค้าธุรกิจชะลอการชำระเงินค่าสินค้าและบริการ (trade credit) ซึ่งในแต่ละกรณีจะส่งผลต่อการตัดสินใจด้านการจ้างงานของนายจ้าง ทั้งในแง่จำนวนการจ้างงานหรือการปรับลดชั่วโมงทำงาน (ตารางที่ 1) เนื่องจากค่าจ้างถือเป็นต้นทุนในการดำเนินงาน (operating cost) หลักในหลายธุรกิจ ผลกระทบจากการลดการจ้างงานจะสูงที่สุดในกลุ่มลูกจ้างที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม (มาตรา 33) เช่นเดียวกับผู้ประกอบอาชีพอิสระที่รายได้จะลดลงอย่างมากจากกำลังซื้อที่หดตัว

แรงงานนอกระบบประกันสังคมมาตรา 33 และแรงงานที่อยู่ในธุรกิจ SME เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างเป็นลำดับแรก

การจ้างงานมากกว่าครึ่งหนึ่งในตลาดแรงงานไทยเป็นการจ้างงานนอกระบบ ซึ่งรวมถึงการจ้างงานเกือบทั้งหมดในภาคเกษตร (24%) และแรงงานที่ไม่ได้ลงทะเบียนในระบบประกันสังคม (31%) และหากนับรวมแรงงานและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ประกันตนเองโดยสมัครใจในระบบประกันสังคมมาตรา 39 และ 40 ซึ่งไม่มีสิทธิได้รับสวัสดิการว่างงานแล้ว (10%) เท่ากับว่าในการจ้างงานทั้งหมดประมาณ 38 ล้านคน มีแรงงานถึงราว 2 ใน 3 ที่จะไม่ได้รับความคุ้มครองและค่าชดเชยใด ๆ ทั้งจากนายจ้างและระบบประกันสังคมในกรณีถูกเลิกจ้าง แรงงานนอกระบบจึงเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างฉับพลันสูงสุดในกรณีที่ภาคธุรกิจขาดสภาพคล่อง โดยเฉพาะ

ในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร บันเทิงและนันทนาการ ค้าปลีกและค้าส่ง ที่มีการจ้างงานนอกระบบสูงกว่าค่าเฉลี่ย และยังเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 สูงที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น การจ้างงานกว่า 70% ในโครงสร้างแรงงานไทยเป็นการจ้างงานในธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อม หรือ SMEs ที่มักมีสถานะทางการเงินและทางเลือกในการระดมทุนจำกัดกว่าธุรกิจรายใหญ่ อีกทั้งการจ้างงาน SME มีความเข้มข้นสูงในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก COVID-19 (รูปที่ 3) จึงมีโอกาสจะได้รับผลกระทบในแง่การจ้างงานหรือรายได้สูง

ประเมินผลกระทบจาก COVID-19

ภาคธุรกิจใดจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใดจาก COVID-19 ขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจว่าอ่อนไหวเพียงใดต่อภาวะเศรษฐกิจและมาตรการของภาครัฐ เราใช้เกณฑ์ 3 ด้านในการพิจารณาความรุนแรงของผลกระทบ ได้แก่ (1) ธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าและบริการที่ไม่จำเป็น (discretionary spending) ซึ่งจะถูกตัดออกจากการใช้จ่ายเป็นลำดับต้น ๆ ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย (2) ความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจจากที่บ้าน (work from home) และ (3) ความสามารถในการขายสินค้าหรือบริการแก่ลูกค้าภายใต้การรักษาระยะห่างทางสังคม (value delivery under social distancing) การประเมินภายใต้เกณฑ์ร่วมทั้ง 3 ด้านนี้ พบว่าภาคธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบต่อการจ้างงานมากที่สุด ได้แก่ ธุรกิจโรงแรมและภัตตาคาร ธุรกิจบันเทิงและนันทนาการ การขนส่ง การค้าส่งและค้าปลีก รวมถึงธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากรายได้หดตัว แรงงานปรับรูปแบบเป็นการทำงานจากที่บ้านได้ยาก และมีช่องทางค่อนข้างจำกัดในการส่งสินค้าหรือบริการโดยไม่ต้องพบปะกัน

KKP Research คาดการว่างงานจะพุ่งสูงถึงกว่า 5 ล้านคน

ภายใต้สมมติฐานที่สถานการณ์การระบาดจะชะลอลงภายในสิ้นไตรมาส 2 แต่ยังคงมีมาตรการปิดเมืองบางส่วนต่อเนื่องใน

ไตรมาส 3 และใช้ระดับการประเมินผลกระทบรายธุรกิจตามเกณฑ์ข้างต้น ประกอบกับการปรับให้แรงงานนอกระบบได้รับผลกระทบมากกว่าแรงงานในระบบในแต่ละภาคธุรกิจ เราคาดว่าจะมีการเลิกจ้างงานหรือถูกพักงานโดยไม่มีรายได้ เพิ่มขึ้นจาก COVID-19 อีกกว่า 4.4 ล้านคน ส่งผลให้การว่างงานโดยรวมเพิ่มสูงขึ้นเป็น 4.9 ล้านคนหรือคิดเป็น 13.2% ของกำลังแรงงานไทย  โดยภาคธุรกิจที่จะมีการเลิกจ้างหรือพักงานมากที่สุด ได้แก่ ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก ธุรกิจโรงแรมและบริการอาหาร ซึ่งคาดว่าจะมีการจ้างงานลดลงถึง 1.5 ล้านคน (-25%) และ 9.9 แสนคน (-34%) ตามลำดับ  นอกจากนี้ การจ้างงานในธุรกิจบันเทิง ก่อสร้าง และธุรกิจขนส่งจะได้รับผลกระทบสูงถึงราว 24-28% ขณะที่ในภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบทั้งจากคำสั่งซื้อจากในและต่างประเทศที่ลดลง การติดขัดในห่วงโซ่การผลิต และสต๊อกสินค้าคงคลังเดิมที่อยู่ในระดับสูง คาดว่าการจ้างงานจะลดลง 5.8 แสนคนหรือ 10% จากระดับการจ้างงานก่อนสถานการณ์ COVID-19 ทั้งนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้

ภาคการเกษตรไม่อาจเป็นแหล่งรองรับแรงงานจากเมืองได้เหมือนแต่ก่อน

แรงงานที่ถูกเลิกจ้างในภาคบริการและภาคการผลิตจะประสบปัญหาในการหางานใหม่ในเขตเมืองในห้วงเวลาที่ทุกองคาพยพของเศรษฐกิจไทยต่างได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ในขณะที่ภาคเกษตรที่เคยเป็นแหล่งรองรับการไหลกลับของแรงงานจากเมืองจากวิกฤตคราวก่อน ๆ อาจไม่มีความสามารถในการจุนเจือรายได้ให้แก่ผู้ถูกเลิกจ้าง ทั้งด้วยจำนวนผู้ที่จะตกงานที่คาดว่าจะสูงเป็นประวัติการณ์ และด้วยปัญหาภัยแล้งที่ส่งผลต่อเนื่องให้ปริมาณผลผลิตพืชเศรษฐกิจหลักลดลง (รูปที่ 6) โดยเฉพาะข้าวซึ่งแม้ราคาตลาดโลกจะเพิ่มสูงขึ้นมาก แต่ครัวเรือนเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งชลประทานได้หรือยังประสบภาวะภัยแล้ง จึงไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลิตผลได้เพียงพอต่อการสร้างรายได้

นักศึกษาที่กำลังจบใหม่จะไม่สามารถหางานได้หรืออาจต้องทำงานต่ำกว่าระดับความสามารถ

KKP Research คาดว่าในช่วงกลางปีนี้ จะมีนักศึกษาจบใหม่ที่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานราว 340,000 คน อย่างไรก็ตามด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ถูกซ้ำเติมด้วยการแพร่ระบาดของ COVID-19 อาจทำให้มีเพียงราว 1 ใน 3 ของบัณฑิตจบใหม่เหล่านี้ที่สามารถหางานที่เหมาะสมกับระดับทักษะได้ โดยจะเป็นกลุ่มที่ศึกษามาในสายวิชาชีพหรือเทคโนโลยี ที่ยังเป็นที่ต้องการในหลายภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจสารสนเทศและการสื่อสารที่ยังมีการลงทุนต่อเนื่อง และได้รับผลกระทบจำกัดจากสถานการณ์ COVID-19 (อ่านเพิ่มเติมใน “สถานการณ์การจ้างงานไทย น่าห่วงแค่ไหน”) บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากอาจจำเป็นต้องเลือกทำงานต่ำกว่าระดับ หรือตัดสินใจไม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน และยังขาดช่องทางในการเสริมทักษะจากความไม่พร้อมของสถานศึกษาในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งเท่ากับว่าเป็นค่าเสียโอกาสสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจต้องอยู่ในภาวะชะงักงันเป็นเวลานาน

รัฐควรมีมาตรการสนับสนุนการจ้างงานเพื่อให้เศรษฐกิจกลับฟื้นขึ้นได้โดยเร็วเมื่อสถานการณ์ COVID-19 เริ่มคลี่คลาย

มาตรการจากทางการที่ออกมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเงินโอน 5,000 บาท (“เราไม่ทิ้งกัน”) การพักชำระหนี้ชั่วคราว หรือการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft loans) ผ่านสถาบันการเงินให้แก่ธุรกิจ เป็นมาตรการเชิงเยียวยาเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อลูกจ้างและภาคธุรกิจ โดยมีการจ้างงานเป็นเพียงเหตุผลหนึ่งแต่ไม่ได้เป็นเงื่อนไขหลักในการขอรับความช่วยเหลือ อีกทั้งข้อมูลของภาครัฐที่ไม่สมบูรณ์หรือผิดพลาดยังทำให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติทั้งที่ความช่วยเหลือจำเป็นต้องถึงมือผู้ที่ประสบปัญหาจริง และด้วยความรวดเร็วทันการ จึงอาจก่อให้เกิดภาระแก่รัฐมากเกินความจำเป็น (moral hazard and inefficiency)

มาตรการเชิงรุกเพื่อรักษาการจ้างงานของภาคธุรกิจ

KKP Research มองว่า นอกจากมาตรการเชิงเยียวยาดังกล่าวข้างต้นแล้ว ทางการควรมีมาตรการเชิงรุกเพื่อรักษาการจ้างงานให้อยู่ระดับที่พร้อมต่อการขับเคลื่อนธุรกิจเมื่อสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย ซึ่งอาจทำได้โดย (1) การกำหนดเงื่อนไขในการรักษาระดับการจ้างงานขั้นต่ำในการขอรับความช่วยเหลือ โดยอาจมีข้อยกเว้นได้ในบางกรณี (2) การอุดหนุนการจ่ายค่าจ้างให้แก่พนักงานหรือลูกจ้างเป็นสัดส่วนตามผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ซึ่งรวมถึงผลกระทบจากคำสั่งปิดเมืองของภาครัฐ (3) การออกแบบโครงสร้างความช่วยเหลือให้ผู้ที่อยู่ในการจ้างงานและธุรกิจที่คงตำแหน่งงาน ได้รับประโยชน์จากมาตรการไม่น้อยไปกว่าการพักงานหรือการเลิกจ้าง เพื่อลดปัญหา moral hazard และ (4) สนับสนุนให้แรงงานนอกระบบเข้าระบบประกันตนเองในภาคสมัครใจเพิ่มมากขึ้น โดยให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อเป็นแรงจูงใจมากกว่าการสงเคราะห์อุดหนุนจากภาครัฐในแบบเดิม โดยอาจให้หน่วยงานของรัฐจ่ายเงินสมทบ เพื่อลดภาระทางการคลังในอนาคต และเพื่อสร้างฐานข้อมูลด้านการจ้างงานที่ครอบคลุมและถูกต้อง พร้อมต่อการให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีในระยะต่อไป

เร่งสร้างงานในท้องถิ่นและส่งเสริมการเพิ่มทักษะใหม่

นอกจากนี้ ภาครัฐควรมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการรองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างเพื่อให้แรงงานยังสามารถรักษาทักษะ

มีรายได้ และเพิ่มทักษะใหม่เพื่อรองรับงานประเภทใหม่ได้ ทั้ง (1) การขยายการลงทุนในท้องถิ่นเพื่อสร้างตำแหน่งงานใหม่ที่ก่อให้เกิดประโยชน์จริงต่อเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง หรือลงทุนด้านระบบบริหารจัดการน้ำในเขตอุตสาหกรรม อีกทั้งอาจลงทุนในด้านสุขอนามัยและเวชภัณฑ์ มีการจ้างงาน

ด้านสาธารณสุขเพื่อเป็นผู้ให้ความรู้หรือรณรงค์ด้านอนามัย หรือเป็นผู้ช่วยแพทย์และพยาบาล ในห้วงเวลาปัจจุบันที่โรค COVID-19 และโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจจะยังดำรงอยู่ไปอีกพักหนึ่ง และ (2) การเสริมทักษะแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง เพื่อให้แรงงานสามารถพัฒนาศักยภาพของตน หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ เพื่อประโยชน์ในการหางานในอนาคตเมื่อสถานการณ์ COVID-19 บรรเทาลง โดยโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นควรมีการปรึกษาร่วมกันทั้งในแง่ความต้องการและความเป็นไปได้กับหน่วยงานท้องถิ่น และอาจเป็นการต่อยอดจากโครงการเดิมหากยังมีอยู่เพื่อสร้างงานและเพิ่มเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจได้โดยเร็วที่สุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News