mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

โรงไฟฟ้าชุมชนแบบชีวมวลผสมผสาน…ตอบโจทย์เป้าหมายธุรกิจ พร้อมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร

ประเด็นสำคัญ

  • โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนนับได้ว่าเป็นนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญอันหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนด้านพลังงานในพื้นที่ชุมชน และสร้างรายได้เสริมให้เกิดแก่ชุมชนผ่านการจำหน่ายวัสดุทางการเกษตรเพื่อเป็นเชื้อเพลิง โดยโรงไฟฟ้าชุมชนประเภทชีวมวลน่าจะทำให้เกษตรกรในปัจจุบันได้รับประโยชน์สูงสุดจากการขายวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้แก่โรงไฟฟ้าชุมชนได้ โดยเฉพาะวัสดุทางการเกษตรที่รวบรวมได้จากแปลงเพาะปลูก ซึ่งยังไม่ได้รับการนำมาใช้ประโยชน์เท่าที่ควร
  • อย่างไรก็ดี การใช้ชีวมวลจากพื้นที่เพาะปลูกอย่างเดียวก็อาจทำให้เกิดข้อจำกัดด้านขนาดของโรงไฟฟ้าที่จะลงทุน ส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดแรงจูงใจในการลงทุน ดังนั้น การผสมผสานชีวมวลจากแปลงเพาะปลูกและโรงงานแปรรูป ตลอดจนให้ชุมชนและโรงงานแปรรูปเข้ามามีส่วนร่วมทุน น่าจะเป็นแนวทางที่ทำให้ผู้ประกอบการสามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจ พร้อมทั้งสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในระยะยาว
  • ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าชุมชนแบบชีวมวลผสมผสานจะส่งผลให้ผู้ประกอบการได้กำไรต่อปีเพิ่มขึ้น และระยะเวลาคืนทุนมีแนวโน้มลดลง โดยที่โรงไฟฟ้าชุมชนแบบผสมผสานชีวมวล 3 MW จะก่อให้เกิดกำไรราว 14.6 ล้านบาท และระยะเวลาคืนทุน 8.2 ปี ในขณะที่โรงไฟฟ้าขนาด 10 MW จะมีกำไรราว 57.1 ล้านบาท และระยะเวลาคืนทุน 7 ปี

ปัจจุบัน ภาครัฐกำลังเร่งผลักดัน “นโยบายโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน” เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าภายในชุมชน และพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนที่ใช้วัสดุทางการเกษตรจากชุมชนเป็นหลัก โดยโครงการดังกล่าวมีแผนขับเคลื่อนระหว่างปี 2563–2567 กำลังผลิตรวมทั้งสิ้น 1,933 MW ซึ่งในปี 2563-2564 จะมีการหนุนให้เกิดโรงไฟฟ้าชุมชนจำนวน 700 MW แบ่งเป็นโครงการ Quick Win จำนวน 100 MW ที่ต้องจ่ายไฟเข้าระบบภายใน 12 เดือนหลังการลงนามซื้อขายไฟฟ้า และโครงการประเภททั่วไป 600 MW ซึ่งต้องจ่ายไฟภายในปี 2564

ทั้งนี้ ภายใต้นโยบายโรงไฟฟ้าชุมชน โรงไฟฟ้าชุมชนแบบชีวมวลเป็นหนึ่งในประเภทโรงไฟฟ้าชุมชนที่กำลังได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐ ชุมชนเกษตรกร และภาคเอกชนในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งในด้านธุรกิจ การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าให้แก่ชุมชน และสร้างรายได้เสริมให้แก่ชุมชนโดยตรงจากการขายวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลให้แก่โรงไฟฟ้า อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการที่สนใจจะลงทุนในโรงไฟฟ้าชุมชนแบบชีวมวลก็ยังคงต้องเผชิญประเด็นเกี่ยวกับการพิจารณาทางเลือกในการได้มาซึ่งวัตถุดิบชีวมวล ซึ่งมีอยู่ 2 แนวทาง คือ ชีวมวลที่ได้จากโรงงานแปรรูปพืชผล และชีวมวลที่รวบรวมได้จากพื้นที่เพาะปลูก รวมทั้งประเด็นการเลือกโมเดลผู้ร่วมทุน ซึ่งกระทำได้ 2 รูปแบบ คือ รูปแบบร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าและชุมชน (Model-1) และรูปแบบร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชุมชน ชุมชน และโรงงานแปรรูปพืชผล (Model-2)

ทั้งนี้ ในการเลือกแหล่งที่มาของชีวมวล ผู้ประกอบการอาจต้องประสบกับสภาวะลำบากเชิงธุรกิจ โดยหากใช้ชีวมวลที่รวบรวมจากแปลงเพาะปลูกเพียงอย่างเดียว ก็จะเผชิญข้อจำกัดด้านขนาดของโรงไฟฟ้าที่เหมาะสมในการลงทุนซึ่งไม่ควรเกิน 1 MW สำหรับแต่ละชุมชน ทำให้ระดับผลกำไรที่ได้อาจไม่จูงใจพอและต้องใช้ระยะเวลานานในการคืนทุน ในขณะที่อีกด้านหนึ่งหากเลือกใช้ชีวมวลที่รวบรวมได้จากโรงงานแปรรูป ก็อาจจะสามารถลงทุนในโรงไฟฟ้าชุมชนได้ถึง 10 MW ซึ่งเป็นขนาดสูงสุดตามที่โครงการอนุญาต แต่ก็ต้องเผชิญกับประเด็นความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ เนื่องจากต้องแย่งชิงเชื้อเพลิงกับโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ซึ่งปัจจุบันมีขนาดของการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้วสูงถึง 1,815 MW และกับโรงงานอุตสาหกรรมที่นำชีวมวลไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น เช่น ผลิตเป็นความร้อนใช้ในโรงงาน เป็นต้น ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แนวทางหนึ่งในการแก้ไขประเด็นปัญหาดังกล่าว คือ การใช้แนวทางการผสมผสานชีวมวลทั้งสองแบบ ควบคู่ไปกับการเลือกใช้รูปแบบการร่วมทุน Model-2 ซึ่งมีทั้งชุมชนและโรงงานแปรรูปเข้ามามีส่วนร่วมในโรงไฟฟ้าชุมชน ดังรายละเอียดการวิเคราะห์ต่อไปนี้ 

โรงไฟฟ้าชุมชนแบบชีวมวลผสมผสาน…หนุนกำไรต่อปีเพิ่มขึ้น และระยะเวลาคืนทุนลดลง

เมื่อพิจารณาเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าชุมชนประเภทชีวมวล วัสดุชีวมวลทางการเกษตรที่เหมาะสมและมีการปลูกอยู่ทั่วไปในประเทศไทยจะมาจากพืช 5 ชนิด คือ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด และปาล์มน้ำมัน โดยปัจจุบัน โรงไฟฟ้าชีวมวลที่มีอยู่ส่วนใหญ่มักใช้ชีวมวลที่รวบรวมได้จากโรงงานแปรรูปพืชต่างๆ ดังกล่าวเป็นหลัก เนื่องจากสามารถรวบรวมในปริมาณมากได้ง่าย อย่างไรก็ดี ชีวมวลดังกล่าวบางประเภทในปัจจุบันได้ถูกใช้อย่างกว้างขวาง และแทบจะไม่มีปริมาณคงเหลือนัก ได้แก่ แกลบจากข้าว ชานอ้อย ใยปาล์ม และกะลาปาล์ม เนื่องจากชีวมวลเหล่านี้นอกเหนือจากถูกใช้ไปในการผลิตไฟฟ้าแล้ว ยังมักถูกใช้ในการผลิตความร้อนสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม หรือแม้แต่เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และวัสดุก่อสร้าง ทำให้ชีวมวลในกลุ่มนี้มักประสบภาวะขาดแคลนและมีราคาสูง โดยเฉพาะในช่วงภัยแล้งหรือน้ำท่วม ดังนั้น หากโรงไฟฟ้าชุมชนเน้นการใช้ชีวมวลประเภทนี้ทั้งหมด และเลือกใช้ Model-1 ในการร่วมทุน ก็อาจจะประสบความเสี่ยงด้านวัตถุดิบที่ไม่เพียงพอและต้นทุนที่สูงได้ นอกจากนี้ เกษตรกรมักไม่ค่อยได้รับประโยชน์จากการขายชีวมวลดังกล่าวให้แก่โรงไฟฟ้าชุมชน และจะได้รับเพียงรายได้จากการขายพืชเกษตรไปยังโรงงานแปรรูป ยกเว้นกรณีโรงงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างโรงสีประจำหมู่บ้าน

 ในขณะที่ชีวมวลอีกกลุ่มหนึ่งที่ปัจจุบันยังไม่ค่อยมีการนำมาใช้ประโยชน์และมีปริมาณเหลืออยู่จำนวนมาก ซึ่งภาครัฐพยายามสนับสนุนให้นำมาใช้ในโรงไฟฟ้าชุมชน คือ ชีวมวลประเภทที่ต้องรวบรวมจากพื้นที่เพาะปลูกเมื่อเกิดกระบวนการเก็บเกี่ยว เช่น ฟางข้าว เหง้ามันสำปะหลัง และลำต้นข้าวโพด เป็นต้น เนื่องจากวัสดุทางการเกษตรดังกล่าวมักยากแก่การเก็บรวบรวมเพราะกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ จึงมีต้นทุนในการรวบรวมที่สูงสำหรับผู้ประกอบการทั่วไป อย่างไรก็ดี ในกรณีของโรงไฟฟ้าชุมชน เนื่องจากชุมชนได้ร่วมเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชน พร้อมทั้งมีการทำเกษตรพันธะสัญญา (Contract farming) เกี่ยวกับการรับซื้อชีวมวล ส่งผลให้น่าจะเกิดแรงจูงใจแก่เกษตรกรในชุมชนที่จะรวบรวมชีวมวลต่างๆ เหล่านี้ป้อนสู่โรงไฟฟ้าชุมชนได้ ในขณะเดียวกันต้นทุนการรวบรวมก็จะไม่สูงนัก เพราะเกษตรกรในชุมชนเป็นผู้รวบรวมเอง

นอกจากนี้ ชีวมวลจากพื้นที่เพาะปลูกยังช่วยให้ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชุมชนสามารถลดต้นทุนด้านวัตถุดิบชีวมวลในการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วย (kWh) ลงได้ เมื่อเทียบกับการใช้ชีวมวลจากโรงงานแปรรูปเป็นหลัก โดยเฉพาะต้นทุนชีวมวลจากอ้อย (-58.3%) ปาล์มน้ำมัน (-17.1%) และข้าว (-10.4%) เนื่องจากชีวมวลที่หลงเหลือในพื้นที่เพาะปลูกมักให้ค่าพลังงานที่สูงกว่า และมีราคารับซื้อในตลาดที่ต่ำกว่าชีวมวลที่ได้จากโรงงานแปรรูปกว่าเท่าตัว

อย่างไรก็ดี ชีวมวลกลุ่มนี้มักมีน้ำหนักเบาแต่ความหนาแน่นรวม (Bulk Density) ต่ำ และอยู่กระจัดกระจายครอบคลุมพื้นที่ ทำให้การเก็บรวบรวมในรัศมีรอบโรงไฟฟ้าไม่ควรเกิน 20-25 กิโลเมตรเพื่อควบคุมค่าขนส่ง จึงทำให้ขนาดโรงไฟฟ้าชุมชนสำหรับพื้นที่รัศมีดังกล่าวควรอยู่ที่ไม่เกิน 1 MW  ซึ่งเป็นข้อจำกัดประการหนึ่งของการลงทุน ส่งผลให้ระดับกำไรต่อปีอยู่ที่ต่ำกว่า 4.3 ล้านบาท และระยะเวลาในการคืนทุนไม่ต่ำกว่า 9 ปี เนื่องจากการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลต้องการเงินลงทุนที่สูงถึงราว 40 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ทำให้โดยรวมแล้วอาจไม่เกิดแรงจูงใจที่สูงพอสำหรับผู้ประกอบการในการลงทุนโรงไฟฟ้าชุมชนดังกล่าว

 ในทางกลับกัน หากผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชุมชนผสมผสานการใช้ชีวมวลจากพื้นที่เพาะปลูก 1 MW เข้ากับการใช้ชีวมวลจากโรงงานแปรรูป ก็จะสามารถขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าได้สูงสุดตามขีดจำกัดที่ภาครัฐกำหนดที่ 10 MW และกำลังการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นยังก่อให้เกิดการประหยัดเชิงขนาด ส่งผลให้ได้กำไรต่อปีเพิ่มขึ้น และระยะเวลาคืนทุนมีแนวโน้มลดลง โดยที่โรงไฟฟ้าชุมชนแบบผสมผสานชีวมวล 3 MW จะมีกำไรราว 14.6 ล้านบาท และระยะเวลาคืนทุน 8.2 ปี ในขณะที่โรงไฟฟ้าขนาด 10 MW จะมีกำไรราว 57.1 ล้านบาท และระยะเวลาคืนทุน 7 ปี

อย่างไรก็ดี การผสมผสานชีวมวลดังกล่าว ก็ยังไม่สามารถขจัดความเสี่ยงเกี่ยวกับการขาดแคลนวัตถุดิบจากโรงงานแปรรูปในบางขณะได้ โดยเฉพาะในกรณีที่โรงไฟฟ้าชุมชนเลือกที่จะใช้ Model-1 ในการร่วมทุน ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบชีวมวล ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชุมชนควรที่จะเลือก Model-2 เพื่อให้ทั้งชุมชนและโรงงานแปรรูป ซึ่งเป็นเจ้าของชีวมวล ได้เข้ามามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าชุมชน ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า Model-2 นี้น่าจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับโรงไฟฟ้าชุมชนแบบชีวมวล อย่างไรก็ตาม Model-2 นี้ ก็ยังมีข้อจำกัดสำหรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจของโรงงานแปรรูปในปัจจุบันโดยเฉพาะสำหรับโรงงานแปรรูปขนาดใหญ่ ซึ่งมักจะมีการลงทุนนำชีวมวลมาผลิตไฟฟ้าหรือความร้อนใช้ในเชิงธุรกิจเอง ฉะนั้น การจับมือร่วมกับโรงงานแปรรูปอาจจะต้องมุ่งเน้นไปที่โรงงานแปรรูปชนาดกลางและเล็ก รวมทั้งต้องพิจารณาภูมิภาคที่มีศักยภาพของพืชผลชีวมวลแต่ละชนิดอย่างเพียงพอ โดยชีวมวลจากข้าวอาจมุ่งเน้นไปที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ อ้อยมุ่งเน้นไปที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคตะวันตก มันสำปะหลังมุ่งเน้นไปที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ข้าวโพดมุ่งเน้นไปที่ภาคเหนือ และปาล์มน้ำมันมุ่งเน้นไปที่ภาคใต้

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรต้องกำหนดขนาดของโรงไฟฟ้าชุมชนแบบผสมผสานชีวมวลที่จะลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ตนจะรับได้ ในขณะที่ยังคงสามารถตอบโจทย์เป้าหมายทางธุรกิจขององค์กรตนอยู่ ในขณะเดียวกันก็ควรวางแผนบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบในกรณีฉุกเฉินที่เชื้อเพลิงขาดแคลนหรือเกิดความผันผวนของราคาจนอาจกระทบผลการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในภาวะภัยแล้งและน้ำท่วมได้

กล่าวโดยสรุป โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนนับได้ว่าเป็นนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญอันหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนด้านพลังงานในพื้นที่ชุมชน และสร้างรายได้เสริมให้เกิดแก่ชุมชน ผ่านการจำหน่ายวัสดุทางการเกษตรเพื่อเป็นเชื้อเพลิง โดยโรงไฟฟ้าชุมชนประเภทชีวมวลน่าจะทำให้เกษตรกรในปัจจุบันได้รับประโยชน์สูงสุดจากการขายวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้แก่โรงไฟฟ้าชุมชนได้ โดยเฉพาะวัสดุทางการเกษตรที่รวบรวมได้จากแปลงเพาะปลูก ซึ่งยังไม่ได้รับการนำมาใช้ประโยชน์เท่าที่ควร ขณะที่ภาครัฐก็พยายามสนับสนุนให้ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชุมชนใช้ชีวมวลดังกล่าวเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร อย่างไรก็ดี การใช้ชีวมวลจากพื้นที่เพาะปลูกอย่างเดียวก็อาจทำให้เกิดข้อจำกัดด้านขนาดของโรงไฟฟ้าที่จะลงทุนได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดแรงจูงใจที่จะลงทุน ดังนั้น การผสมผสานชีวมวลจากทั้งแปลงเพาะปลูกและโรงงานแปรรูป ตลอดจนให้ชุมชนและโรงงานแปรรูปเข้ามามีส่วนร่วมทุน น่าจะเป็นแนวทางที่ทำให้ผู้ประกอบการสามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจของตนได้ ขณะเดียวกันก็สามารถตอบสนองเจตนารมณ์ของโรงไฟฟ้าชุมชนที่จะสร้างความมั่งคั่งให้แก่เกษตรกรในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News