mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

CIMB THAI หั่น GDP ติดลบ6.4%-เสนอเร่งหาทางยับยั้งก่อนเศรษฐกิจไทยเข้าสู่เฟส 4

โคโรนาไครซิสลามไม่หยุด

เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงชะลอตัวแรงขึ้นกว่าช่วงเดือนที่ผ่านมา จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จากจีนและภูมิภาคเอเชียไปสู่ทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกาอย่างรวดเร็ว จนกระทบแทบทุกภาคส่วนทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ล่าสุดมีการประกาศมาตรการให้คนอยู่แต่ในบ้านหรือ lockdown ในแต่ละภูมิภาค การห้ามเคลื่อนย้ายคนและสินค้าตลอดจนการทำงานในเขตอุตสาหกรรมดูจะเป็นแนวทางที่ดีในการลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส แต่ในขณะเดียวกัน มาตรการเหล่านั้นทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอลงแรงหรือหยุดชะงัก สิ่งที่ตามมาคือการจ้างงานลดลง อัตราการว่างงานสูงขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อแผ่วลง เศรษฐกิจประเทศสำคัญๆ กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะการถดถอย แต่จะเลวร้ายแค่ไหน จะลากยาวเป็นวิกฤติเศรษฐกิจหรือไม่ คงตอบยาก ขึ้นอยู่กับการควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส แนวทางการรักษาผู้ติดเชื้อ และมาตรการทางการเงินและการคลังที่จะประคองและดูแลผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ วิกฤติเศรษฐกิจรอบที่ผ่านๆ มามีการเปลี่ยนรูปแบบอย่างเสมอ ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ไม่สามารถคาดการณ์วิกฤติได้ เช่น วิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 เกิดในภาคการเงินในประเทศ วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2551 เกิดจากภาคการเงินของสหรัฐแต่ไทยได้รับผลกระทบผ่านภาคการส่งออกที่หดตัวแรงจนกระทบอุปสงค์ในประเทศ

รอบนี้ในปี 2563 หากจะเกิดวิกฤติโคโรนาหรือโควิด-19 จะเกิดได้ผ่านหลากหลายช่องทาง แต่ท้ายที่สุดหากเหตุการณ์เลวร้ายควบคุมไม่อยู่จนเกิดวิกฤติคงหนีไม่พ้นภาคการเงิน แต่ในมุมมองของเรา ทั่วโลกยังไม่ใช่วิกฤติ เพียงแต่เข้าสู่ภาวะการถดถอยที่ประเทศสำคัญมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงแรงหรือหดตัว

สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ได้ปรับมุมมองทางเศรษฐกิจไทยจากเดิมขยายตัว 1.7% เป็นหดตัว 6.4% ตามภาวะการถดถอยของเศรษฐกิจโลก ภาวะการถดถอยนี้น่าจะทำให้เศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาสที่ 2 และน่าจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง แต่หากสถานการณ์เลวร้ายไปอีก เศรษฐกิจไทยคงเข้าสู่ภาวะวิกฤติตามเศรษฐกิจโลก และอย่าลืมว่า เศรษฐกิจไทยก็มีความเสี่ยงเติบโตช้าก่อนหน้าไวรัสระบาด จากปัญหาสงครามการค้า ภัยแล้ง และงบประมาณที่ล่าช้า คำถามคือ ไทยอยู่ห่างจากช่วงวิกฤติมากน้อยเพียงไร อยู่เฟสไหนในช่วงวิกฤตินี้ และจะหนีพ้นวิกฤติไปได้อย่างไร

เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่เฟส 3

ประเทศไทยอยู่ในเฟส 2 ของการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ที่การระบาดเข้ามาสู่คนไทยที่ติดต่อผ่านผู้ติดเชื้อต่างชาติ หรือหากติดต่อผ่านคนไทยด้วยกันก็ยังสามารถสืบหาแหล่งที่มาได้ แต่ในอีกไม่ช้าอาจจะเข้าเฟส 3 คือการที่คนไทยติดกันเองในวงกว้างและรวดเร็วโดยไม่ทราบแหล่งที่มา ซึ่งภาคสาธารณสุขกำลังทำงานอย่างเต็มที่ในการยืดเวลาการเข้าสู่เฟส 3 แต่หากเทียบการระบาดทางเศรษฐกิจ เรามองว่าเศรษฐกิจไทยได้เข้าสู่เฟส 3 ไปเรียบร้อยแล้ว

เฟส 1 การระบาดไวรัสในประเทศจีนกระทบภาคการท่องเที่ยว การส่งออก และการผลิต จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนหดตัวมากกว่าครึ่ง ขณะที่เศรษฐกิจจีนชะลอลงแรงมีผลให้ภาคการส่งออกไทยหดตัวตามอุปสงค์ที่ลดลง นอกจากนี้ การที่จีนสั่งปิดโรงงานและภาคธุรกิจมีผลให้ไทยขาดวัตถุดิบสำคัญที่มาจากจีน จนมีผลให้ภาคการผลิตของไทยที่ชะลอตามการส่งออกที่หดตัวอยู่แล้วกลับย่ำแย่อีกเพราะต้องลดกำลังการผลิตตามการขาดแคลนวัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรม

เฟส 2 ต่อมาเมื่อการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19เข้ามาในประเทศไทย เราได้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่เฟสที่ 2 คือ กระทบผ่านภาคการบริโภคที่ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่แออัด ประกอบกับนักท่องเที่ยวชาติอื่นเริ่มลดลงต่อเนื่อง การใช้จ่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคเริ่มลดลง ยอดการค้าปลีกมีแนวโน้มชะลอลงตามความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนแอ คนเริ่มระมัดระวังการออกนอกบ้าน และล่าสุดมีการประกาศของหน่วยงานราชการในหลายจังหวัดที่ขอความร่วมมือผู้คนออกนอกบ้านเท่าที่จำเป็น และปิดสถานบริการหลายประเภทเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ของเชื้อไวรัส มีผลให้การใช้จ่ายของครัวเรือนชะลอลงแรงหรือหดตัวได้ในบางประเภท

เฟส 3 เศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าสู่เฟส 3 ของการแพร่เชื้อไวรัสไปบ้างแล้วผ่านตลาดการเงินที่เริ่มติดเชื้อ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยมีแรงเทขายหนัก ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกหดหาย มีการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทเพื่อนำเงินสดกลับไปถือในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ จากการที่นักลงทุนกังวลต่อปัญหาสภาพคล่องในสหรัฐฯ นอกจากนี้ นักลงทุนยังกังวลว่าธุรกิจสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว การขนส่ง และน้ำมันอาจมีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ ส่งผลให้ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น นักลงทุนเทขายตราสารหนี้ รวมไปถึงตราสารหนี้ที่แทบจะเรียกว่าปลอดภัยที่สุดในโลกนั่นคือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาพันธบัตรลดลงหรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้น และไม่เพียงสหรัฐฯ เท่านั้น ภาวะความแตกตื่นนี้ลามไปทั่วโลกรวมทั้งไทย ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมมือกับหลายภาคส่วนได้ออกมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบผ่านธนาคารพาณิชย์เพื่อช่วยพยุงความผันผวนในตลาดตราสารหนี้ นอกจากนั้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.75% ต่อปี เพื่อเสริมสภาพคล่องในระบบ ซึ่งในภาวะเช่นนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเฟส 3 เท่านั้น มีความเป็นไปได้สูงที่ทางกนง. จะลดดอกเบี้ยอีกครั้งในไตรมาสที่ 2 นี้เหลือ 0.50% ต่อปี โดยที่ภาครัฐได้ออกมาตรการพยุงสภาพคล่องและมาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ต่อเนื่อง ช่วยยืดเวลาให้เราอยู่ในช่วงต้นของเฟส 3 นานขึ้น โดยเฉพาะหลังตลาดพันธบัตรเริ่มอยู่ในภาวะที่บริหารจัดการได้ นักลงทุนหายตกใจ

อย่างไรก็ดี ความเสียหายทางเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว การส่งออก การผลิต การบริโภค และความผันผวนในตลาดเงิน ตลาดทุนนั้นมีมาก เศรษฐกิจไทยจึงอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ในปีนี้ เรามองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะเข้าสู่จุดต่ำสุดช่วงไตรมาสที่ 2 ทางกนง. น่าจะใช้นโยบายอื่นควบคู่กับการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในการดูแลสภาพคล่อง ซึ่งมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องนั้นน่าจะมีส่วนช่วยให้เงินบาทอยู่ในทิศทางอ่อนค่าได้ จากการที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ สภาพคล่องสูง น่าจะลดความน่าสนใจของเงินบาท อีกทั้งภาวะความไม่แน่นอนในตลาดโลกน่าจะมีผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่ในทิศทางแข็งค่าเทียบสกุลอื่นๆ เงินบาทน่าจะอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ ไปได้ถึงระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงไตรมาสที่ 2 นี้ และน่าจะเริ่มมีเสถียรภาพก่อนกลับมาแข็งค่าได้เล็กน้อยจากการที่ไทยยังเกินดุลการค้าและจากการที่ตลาดการเงินโลกเริ่มคลายความกังวลจากปัญหาสภาพคล่อง เรามองปลายปีนี้เงินบาทน่าจะอยู่ที่ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

เร่งยับยั้งก่อนเศรษฐกิจไทยเข้าสู่เฟส 4

วิกฤติมักยากที่จะคาดเดา แต่มักลงเอยที่ภาคการเงินแล้วส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจอื่นๆ หยุดชะงัก เราคาดว่าหากปัญหาไวรัสระบาดลากยาว เศรษฐกิจจะทรุดหนักจนเกิดวิกฤติขึ้นมา

วิกฤติจะเกิดผ่านปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ หรือ credit crisis กล่าวคือ กลุ่มภาคธุรกิจที่มีปัญหาหนี้สูงและเป็นกลุ่มที่อันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับน่าลงทุน หรือ non-investment grade หรือ high yield จะเป็นกลุ่มที่อาจผิดนัดชำระหนี้และอาจทำให้เกิดปัญหาความเชื่อมั่นต่อระบบตลาดเงินและตลาดทุน จนเกิดการลามไปสู่การไถ่ถอนตราสารหนี้ เช่น หุ้นกู้บริษัทเอกชน หรือ corporate bond ในกลุ่มที่มีความน่าเชื่อถือดีหรือไม่ได้รับปัญหาทางเศรษฐกิจมากจนบริษัทไม่มีเงินชำระหนี้

อย่าลืมว่าด้วยปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันจากพิษไวรัสที่ยอดขายตก หลายธุรกิจปิดตัวลงชั่วคราวได้ยิ่งซ้ำเติมปัญหาสภาพคล่อง แม้วันนี้ทางหน่วยงานกำกับดูแลตลาดเงินตลาดทุนได้ออกมาตรการมาประคองตลาดและสร้างความเชื่อมั่น แต่หากกลุ่มที่เสี่ยงล้มแล้วเกิดอาการลามดึงกลุ่มที่ดีๆ มีความเสี่ยงตามไปด้วย ธุรกิจที่มีความน่าเชื่อถือดีเพียงแต่ขาดเงินสดก็อาจประสบปัญหาได้จากภาวะความตกใจของตลาด หรือเมื่อภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ก็อาจถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ

ในภาวะที่ทุกคนเทขายสินทรัพย์ต่างๆ จากความกังวลว่าธุรกิจจะไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ หรือกังวลว่าราคาสินทรัพย์จะลดลงไปต่อเนื่อง ราคาสินทรัพย์อื่น เช่น ที่ดิน บ้าน คอนโด รถยนต์ นาฬิกาหรูและสินค้าฟุ่มเฟือยราคาสูงอื่นๆ อาจมีราคาลดลงได้ เกิดผลด้านจิตวิทยาต่อผู้บริโภคผ่านความมั่งคั่ง หรือ wealth effect ที่เมื่อคนรู้สึกว่าตัวเองจนลง ก็จะลดการบริโภคหรืออุปโภคสินค้าตามมา จนภาพใยแมงมุมที่โยงจากปัญหาไวรัสระบาดสู่การท่องเที่ยว การส่งออก การผลิต การบริโภค และภาคการเงินวนครบทั้งวงจรและฉุดให้เศรษฐกิจดำดิ่งจนเกิดการว่างงานสูงและอาจลากยาวจนเศรษฐกิจถดถอยไปได้ราว 1 ปีหรือ 2 ปี ซึ่งภาวะนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นเฟสที่ 4 ที่เศรษฐกิจไทยอาจหดตัวได้มากกว่า 11% ในปีนี้ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด และอาจเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เลวร้ายที่สุดที่เราเคยเผชิญ

แต่อย่าเพิ่งตกใจ เรายังเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีทางออกในการยืดเวลาของเฟส 3 และให้เศรษฐกิจไทยสามารถกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งในปีหน้า ช่วยให้เราพ้นวิกฤตินี้ไปได้ หรือเราอาจฟื้นได้เร็วโดยอาจหดตัวเพียง 2.2% ในกรณีที่ดีที่สุดในปีนี้ ซึ่งอาจจะเจ็บในระยะสั้นแต่จะจบไวและฟื้นเร็ว แต่เราต้องทำอย่างไรบ้าง สำนักวิจัยฯ มีความเห็น 3 ประการเพื่อยื้อเวลาให้เราประคองตัวได้หรืออาจพลิกให้เรากลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งในครึ่งปีหลังดังนี้

ประการแรก นโยบายการเงินต้องผ่อนปรนและคิดนอกกรอบ วันนี้ทั้งครัวเรือนและธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น SME หรือธุรกิจขนาดใหญ่ ต่างขาดเงินสดหรือขาดสภาพคล่อง จากการถูกเลิกจ้าง หรือยอดขายตก ภาระหนี้มีสูง แม้ที่ผ่านมากนง.ได้ลดดอกเบี้ยแล้ว แต่คนจำนวนมากยังมีภาระหนี้สินอยู่ ซึ่งมาตรการของธปท. ในการดูแลให้คนยังมีความสามารถในการชำระหนี้ เช่น ลดยอดการชำระหรือยืดเวลาการชำระหรือให้ชำระเพียงดอกเบี้ยได้ชั่วคราวนับเป็นก้าวที่ดีในการประคองภาคเอกชน แต่อาจต้องพิจารณาว่าปัญหาทางเศรษฐกิจจะไม่ลากยาวและลูกหนี้สามารถฟื้นได้เร็วเมื่อหมดโครงการนี้ ไม่เช่นนั้น ยอดหนี้เสียจะพุ่งได้ในอนาคต นอกจากมาตรการนี้ มาตรการทางการเงินอีกด้านที่น่าสนใจคือการอัดฉีดสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจผ่านการซื้อสินทรัพย์ต่างๆ เช่น ตราสารหนี้ หรือ หุ้นกู้เอกชน และอาจเป็นการซื้อตรงหรือผ่านตลาดรองเพื่อลดความผันผวนด้านราคาและเพื่อให้ธุรกิจมีกระแสเงินสดอยู่รอดได้

ประการที่สอง นโยบายการคลังต้องรวดเร็วและทั่วถึง ในวันที่คนขาดรายได้จากยอดขายตกหรือว่างงาน ความเชื่อมั่นหดหาย ภาครัฐสามารถเติมเงินในกระเป๋าคนได้อย่างน้อยก็เพียงพอให้ครอบครัวเขาดำรงชีพได้ในภาวะเช่นนี้ เราอาจต้องมาพิจารณารายได้ขั้นพื้นฐานที่ภาครัฐจะสามารถโอนให้หัวหน้าครัวเรือนได้แล้วเพียงพอต่อการใช้จ่าย เช่น ราว 5,000 บาทต่อคนในช่วง 3 เดือนนี้ หรืออาจคิดมาตรการจ้างงาน หรือเป็นการซื้อหาอาหารหรือสินค้าที่จำเป็นแจกเองผ่านหน่วยงานของรัฐหรือชุมชน นอกจากนี้ รัฐบาลอาจใช้โอกาสนี้ดึงคนกลุ่มมนุษย์เงินเดือนเข้ามาใช้เงินด้วยการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ใช่เพียงเพิ่มลดหย่อน และอาจทำชั่วคราวในปีนี้ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและผ่อนคลายความกังวล รวมไปถึงรัฐบาลอาจเสริมมาตรการทางการเงินด้วยการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเพื่อให้คนมีเงินพอใช้จ่ายหรือดำรงธุรกิจต่อได้ ทั้งนี้ งบการลงทุนภาครัฐน่าจะเป็นตัวหลักในการเร่งสร้างงานและผลักดันการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคในช่วงที่การลงทุนภาคเอกชนถดถอย ซึ่งโดยปกติแล้ว การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวมากกว่าภาวะปกติเพื่อเป็นตัวสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติที่เอกชนอ่อนแอ แต่อาจต้องแลกด้วยภาระทางการคลังที่มากขึ้นในอนาคต รวมถึงการเข้าซื้อกิจการหรืออุ้มหรือ bail out ธุรกิจที่ล้ม

ประการที่สาม เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว เพราะไวรัสที่ระบาดมีผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิตโดยที่เราไม่รู้เลยว่าเราจะต้องเผชิญกับภาวะเช่นนี้อีกครั้งในอนาคตหรือไม่หากไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกัน ซึ่งสิ่งที่เราทำได้คือปรับตัว เช่น หากไม่มีงานในเมืองก็ต้องสร้างงานในชุมชน หรือสร้างตลาดสินค้าและรายได้ในพื้นที่ต่างๆ เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และยืดหยุ่นคล่องตัวพอจะปรับเปลี่ยนงานได้เสมอ อีกทั้งเราได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีมากขึ้นในการทำงานหรือเรียนหนังสือผ่านโปรแกรมต่างๆ ซึ่งหากเราพัฒนาต่อยอดได้ สิ่งเหล่านี้อาจช่วยลดมลพิษและสร้างงานใหม่ๆ ได้ในอนาคต

สุดท้าย ผมอยากให้ทุกคนเรียนรู้บทเรียนภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจไทยครั้งนี้ว่า เราจะเติบโตทางเศรษฐกิจกันได้อีกครั้งเมื่อเราควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้ จากการไม่ก่อหนี้จนเกินตัวและเกิดภาระทางการเงินทั้งภาคครัวเรือนและธุรกิจมากจนเกินไป รวมทั้งเราร่วมมือร่วมใจฝ่าฟันปัญหาไปพร้อมกันได้ จนเศรษฐกิจไทยไม่เข้าสู่เฟส 4 หรือภาวะวิกฤติครับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News