mb303 yaitu situs resmi spekulasi slot tergacor rating tertinggi hari ini saran google. lokasi gambling 'Slot Mania' slot gacor sah paling baik no 1 paling terjaga...mb808 yaitu website yang memberikan tambahan pendapatan langsung bagi anda pencari cuan koran yang bisa langsung di wd dan juga memperoleh probabilitas ...trpc77 tempat paling baik bakal pengetahuan judi slot yang tidak tertandingi! peroleh kesempatan logam buat menikmati kemudahan login yang ......megabet303 ialah situs legal ringan maxwin slot gacor yang dipastikan menang besar dan juga dipercaya fairplay dalam bermain oleh menyandang sertifikat international....trpc77 yaitu salah satu situs slot server thailand 'BO Agen' yang terbaru di lingkaran ini dan pernah mempersiapkan permainan slot paling gacor...ath303 adalah salah satu cukong spekulasi dan togel online terpercaya di indonesia. terjaga timbul di website...athena777 merupakan usul lokasi terbaik dan terpercaya 2024 berlandaskan meruah penjelasan member, jalan keluar kamu mencari lokasi terpercaya 2024 di indonesia. ... สำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ • ThaitimeNews
loader
Foto

แล้งหน้าเราจะไม่วิกฤต!ส่องความคืบหน้า 6 เดือน แผนเพิ่มประสิทธิภาพน้ำใน EEC

            “น้ำ” มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นเมื่อพูดถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์ของประเทศ อย่างโครงการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ที่มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้ในระยะยาว การสร้างความมั่นคงในการใช้ทรัพยากรของน้ำในพื้นที่จึงเป็นสิ่งสำคัญ

          ท่ามกลางวิกฤตภัยแล้ง และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นในทุกปี การหาแหล่งน้ำเพิ่มทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินอาจไม่เพียงพอ การลดอัตราการใช้น้ำคาดการณ์ในพื้นที่อีอีซีจึงเป็นเป้าหมายของ “แผนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อีอีซี” ภายใต้ยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม การบริหารจัดการน้ำ โดยรศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการแผนงาน กล่าวถึงแผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมายว่า เป็นรูปแบบทุนวิจัยและการบริหารจัดการงานวิจัยแบบใหม่ที่ออกแบบบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำในทุกระดับ เพื่อให้มีข้อมูล เกิดการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างกลไกการใช้น้ำที่เป็นธรรม และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำอย่างประหยัด โดยมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์คือ ลดค่าเฉลี่ยปริมาณการใช้น้ำในทุกภาคส่วนทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือนลงร้อยละ 15 และเพิ่มปริมาณน้ำให้เขื่อนหรือแหล่งน้ำต้นทุนให้ได้ประมาณ 85% จากเดิม 65% โดยมีระยะเวลาวิจัย 3 ปี และมีการพัฒนาเซ็นเซอร์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้ได้นำร่องการดำเนินงานแล้วในพื้นที่โครงการท่อส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง (คบ.ท่อทองแดง) สำนักงานชลประทานที่ 4 จังหวัดกำแพงเพชร และโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง

          รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ในฐานะหัวหน้ากลุ่มวิจัยแผนงานการพัฒนาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อีอีซี กล่าวว่า การศึกษาและวิเคราะห์สมดุลน้ำในพื้นที่ EEC มีนักวิจัยร่วมกันทำงานเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำาเมื่อการพัฒนา EEC เกิดขึ้นเต็มตัวจำเป็นต้องใช้น้ำในปริมาณที่มาก จึงมีแผนศึกษา วิเคราะห์สมดุลน้ำในพื้นที่อีอีซีในปัจจุบันและอนาคตในอีก 20 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2561-2580) ศึกษาอุปสงค์และอุปทาน ศึกษาการใช้น้ำที่แท้จริงของภาคส่วนต่างๆ การหาแนวทางแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพื่อลดการใช้น้ำใน 4 ภาคส่วนหลัก คือ ภาคการเกษตร ภาคอุปโภคบริโภค ภาคบริการ และภาคอุตสาหกรรม เน้นการศึกษาใน 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.การประเมินการใช้น้ำ วิเคราะห์สมดุลน้ำในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งหาแนวทางการใช้น้ำต้นทุนทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ร่วมกัน 2. คาดการณ์การใช้น้ำของภาคส่วนต่างๆ และแนวทางการลดการใช้น้ำด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เช่นการบำบัดน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ เนื่องจากเป็นการลงทุนที่ไม่แพง

“ ปัจจุบันในอีอีซี มีการใช้น้ำเฉพาะภาคอุปโภคบริโภคร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประมาณ 800 ล้าน ลบ.ม./ปี แต่ East Water ส่งน้ำให้อยู่เฉลี่ยประมาณ 300-400 ล้าน ลบ.ม./ปี ยังขาดอยู่กว่าครึ่ง แนวโน้มคาดว่าในอนาคตความต้องการน้ำจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,200 ล้าน ลบ.ม./ปี จากข้อมูลของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ปริมาณน้ำต้นทุนของภาคตะวันออกมีอยู่ประมาณ 2,539 ล้าน ลบ.ม. แต่ตอนนี้เราใช้กันอยู่ 2,419 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งอยู่ในระดับที่มีความเสี่ยงสูง เพราะต้องอาศัยน้ำจากลุ่มน้ำข้างเคียง โดยเฉพาะฉะเชิงเทรา ซึ่งในปีปกติจะได้รับการผันน้ำจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำย่อยคลองวังโตนดประมาณ 597 ล้าน ลบ.ม. แต่ในปีแล้งเช่นปี 2563 นี้ การผันน้ำดังกล่าวมีปริมาณน้อยมาก ทำให้เกิดการขาดน้ำรุนแรง นอกจากนี้ปริมาณน้ำต้นทุนจะมีความแปรปรวนสูงขึ้นอีกจากสภาพการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศจะทำให้ฝนตกลดน้อยลงประมาณ 10 - 30 มม.ในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลทำให้น้ำท่าลดลดลง สถานการณ์น้ำที่น้อยลงก็ยิ่งจะมีความรุนแรงขึ้นจึงค่อนข้างน่ากังวล

          ผลการศึกษาในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา พบว่า การใช้น้ำใน 3 จังหวัด มีความแตกต่างกันในด้านโครงสร้าง โดยเฉพาะชลบุรีเพียงจังหวัดเดียว มีการใช้น้ำมากถึงเกือบ 200 ล้าน ลบ.ม.แบ่งเป็นการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและการท่องเที่ยว 31% , ภาคเกษตร 25% และภาคอุตสาหกรรม 43% แต่ทั้งนี้โรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดชลบุรี ใช้น้ำจาก East Water ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2561 อยู่ที่ 35 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ปี 2558 อยู่ที่ 83 ล้าน ลบ.ม. จะเห็นว่าโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มีการพัฒนาบ่อสำรองน้ำของตนเองและมีระบบ 3R คือ มีน้ำใช้เองจากการบำบัดน้ำเสียหมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำใหม่สามารถลดการใช้น้ำหรือประหยัดน้ำได้ 15 - 40% แต่การใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ทั้งในเชิงการท่องเที่ยว พาณิชยกรรม และที่อยู่อาศัย ประเภทเกสเฮ้าท์ หรือธุรกิจบ้านเช่า ยังอยู่ในระดับสูง

รศ.ดร.บัญชา ให้ข้อสังเกตุว่า ถึงแม้การท่องเที่ยวจะซบเซาแต่การใช้น้ำส่วนนี้กลับลดลงน้อยมากหรือแทบไม่ลดลง จึงมองว่าต้องใช้มาตรการลดการใช้ในภาคอุปโภคบริโภคและบริการอย่างเร่งด่วน ร่วมกับมาตรการทางด้านเศรษฐศาสตร์และกฎหมาย พร้อมเสนอให้ชลบุรีเป็น Smart and Eco City เป็นเมืองศูนย์กลางเทคโนโลยีบวกความเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ประหยัดทรัพยากรและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

          ขณะที่จังหวัดระยอง มีประชากรประมาณ 1 ล้านคน รวมประชากรแฝงแล้ว แต่มีการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมมากที่สุดกว่า 59% ของการใช้น้ำทั้งจังหวัด เนื่องจากอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกกว่า 60% อยู่ที่นี่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก จากข้อมูลการใช้น้ำของบริษัทจัดการน้ำภาคเอกชน พบว่า มีการใช้น้ำในระบบถึง 175 ล้าน ลบ.ม./ปี ใช้น้ำใต้ดินอีกกว่า 20 ล้าน ลบ.ม./ปี รวมการใช้น้ำเฉพาะภาคอุตสาหกรรมประมาณ 203 ล้าน ลบ.ม./ปี ขณะที่ภาคการเกษตร รวมทั้งภาคอุปโภคบริโภคและท่องเที่ยว มีการใช้น้ำน้อยกว่าคือ 28% และ 13% ตามลำดับ

รศ.ดร.บัญชา กล่าวา “สาเหตุที่ระยองมีปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างมาก เพราะภาคอุตสาหกรรมเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีโรงงานนอกนิคมอุตสาหกรรมอีกกว่า 1,698 แห่ง ทั้งมีโรงงานขนาดใหญ่ค่อนข้างมาก แม้ว่าในพื้นที่จังหวัดระยองจะมีอ่างเก็บน้ำขยนาดใหญ่ 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำประแสร์ และอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล แต่ปีนี้ต้องถือว่าวิกฤตที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ซึ่งทั้งสองอ่างน้ำหายไป 100 กว่าล้าน ลบ.ม. เทียบเท่ากับปริมาณน้ำสำหรับ 3 เดือนหายไป ฉะนั้น ทิศทางในครึ่งปีหลังจึงเสนอว่า จำเป็นต้องมีการผลักดันให้ลดการใช้น้ำโดยด่วน อาจจะไม่ได้ไปช่วยนิคมอุตสาหกรรมหรือโรงงานโดยตรง แต่ต้องให้ความรู้เรื่องเทคนิค เนื่องจากระยองมีแหล่งน้ำสำรองและการบำบัดน้ำเสียเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่น้อย จึงต้องเร่งให้ภาคอุตสาหกรรมลดการใช้น้ำผ่านระบบ 3R อย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม โดยการศึกษาจากนี้ไปจะมุ่งเน้นไปที่ระยองให้มากขึ้น”

สำหรับจังหวัดฉะเชิงเทรา กว่า 85% เป็นการใช้น้ำเพื่อการเกษตร จึงควรลดการใช้น้ำเพื่อการเกษตรลงเนื่องจากปัจจุบันมีการใช้น้ำเกินศักยภาพ เพราะต้องพึ่งพาน้ำจากพื้นที่ใกล้เคียงคือที่จงหวัดจันทรบุรี ปราจีนบุรี และผันน้ำจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขณะที่มีการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และภาคอุตสาหกรรม เพียงแค่ 11% ซึ่งจะให้ลดการใช้น้ำลงอีกคงเป็นไปไม่ได้ 

ทั้งนี้ รศ.ดร.บัญชา กล่าวด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนั้นไม่สำคัญเท่าความแปรปรวน (Climate Variation) ซึ่งจะส่งผลกระทบกับปริมาณน้ำฝน เช่นในปีนี้ที่สภาพอากาศแปรปรวนอย่างมาก ฉะนั้นภาคส่วนจะต้องปรับตัวอย่างจริงจัง โดยที่นักวิจัยจะนำองค์ความรู้ไปให้กับคนในชุมชน หรือนำผู้เชี่ยวชาญลงไปให้คำแนะนำ แต่เราต้องทำเหมือนเราแลกเปลี่ยน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเรามาช่วย”

          อีกประเด็นซึ่งเป็นเกิดเป็นข้อขัดแย้งอย่างมากบนพื้นที่อีอีซีและบริเวณใกล้เคียงคือ ภาคเกษตร เพราะแม้ภาคอุตสาหกรรมจะเป็นธงนำบนพื้นที่อีอีซี แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิถีชาวสวนคือเสน่ห์ของภูมิภาคตะวันออก อีกทั้งการเป็นมหานครผลไม้โลก ยังอยู่ในยุทธศาสตร์ประเทศ ที่สามารถเชื่อมโยงทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

          ดร.ทรงศักดิ์ ภัทราวุฒิชัย หัวหน้าโครงการ “ศึกษาปริมาณความต้องการน้ำเพื่อการเกษตรภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเพื่อการรองรับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก” กล่าวว่า เกษตรกรจะต้องรู้ว่า จริงๆ แล้วพืชต้องการน้ำเท่าไหร่ เพราะน้ำเริ่มหายาก แต่การจะไปบอกให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมการรดน้ำที่เคยทำมาคงไม่ได้ ดีที่สุดคือต้องมีข้อมูลไปบอก เบื้องต้นจึงได้ทดลองนำร่องการศึกษาความต้องการน้ำในพืช“ทุเรียน” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจและยังเป็นอีกตัวแปรสำคัญในการกำหนดสมดุลน้ำของคนในภูมิภาคนี้

          ดร.ทรงศักดิ์ บอกว่า ทุเรียน 1 ต้น ใช้น้ำมากถึง 200 ลิตรต่อวัน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการขอความร่วมมือจากชาวสวนทุเรียน ใช้พื้นที่ 10 ไร่ทดลองลดการใช้น้ำลงเหลือ 100 ลิตรต่อต้นต่อวัน โดยผลผลิตยังคงคุณภาพและปริมาณเหมือนเดิม

          “ ที่น่าเป็นห่วงคือ ขณะนี้เรามีทุเรียนที่ปลูกอยู่นอกเขตชลประทานมากกว่า 300,000 ไร่ และที่ปลูกในเขตชลประทานกว่า 40,000 ไร่ สถานการณ์ดังกล่าวแน่นอนว่า สมดุลน้ำเปลี่ยนแน่หากมีการโค่นต้นยางพาราเปลี่ยนมาปลูกทุเรียนเพิ่มมากขึ้นยิ่งส่งผลต่อการใช้น้ำในพื้นที่มากยิ่งขึ้น เพราะยางพาราอาศัยน้ำฝน ขณะที่ทุเรียนใช้น้ำมากถึง 200 ลิตรต่อต้นต่อวัน”

          ทางด้านภาคอุตสาหกรรม นางพรรรัตน์ เพชรภักดี  ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะหัวหน้าโครงการ“การพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี” กล่าวว่า หลักการบริหารจัดการน้ำต้องเริ่มต้นที่ตัวของนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานเองก่อน ต้องทราบถึงอุปสงค์และอุปทานในพื้นที่ของตนเอง โดยวิธีการบริหารจัดการจะต้องตั้งโจทย์อยู่บนสถานการณ์ที่วิกฤตที่สุด และเริ่มปรับตัวโดยใช้หลักของ 3R (Reuse Reduce Recycle) โดยเฉพาะการรีไซเคิล โดยการนำน้ำทิ้งมาบำบัดใช้อีกครั้ง เพราะที่ผ่านมาน้ำส่วนนี้ถือเป็นการสูญเสียที่ไม่ได้ประโยชน์ รวมทั้งนำ IOT เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็วและแม่นยำในการบริหารจัดการน้ำมากยิ่งขึ้น

 “การนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ใหม่เป็นสิ่งที่ทุกนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยสามารถทำได้ แต่สิ่งที่เป็นตัวอย่างของนิคมคือ การติดเซ็นเซอร์เพื่อมอนิเตอร์สถานการณ์ของน้ำดิบภายในนิคมแบบเรียลไทม์ว่าน้ำดิบเข้าเป็นอย่างไร คุณภาพน้ำเป็นอย่างไร เป็นการใส่เทคโนโลยีเข้าไปเพื่อลดต้นทุน ลดการใช้สารเคมี ฯลฯ”

          ขณะเดียวกันก็ต้องมีการขยายผลไปยังชุมชนโดยรอบด้วย นั่นคือ นิคมต้องมีองค์ความรู้ด้วย เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำวิธีการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต้องทำอย่างไรบ้าง อย่าง นิคมอุตสาหกรรมอมตะ ซิตี้ จ.ชลบุรี ที่เข้าไปช่วย บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) เป็นหนึ่งในโรงงานต้นแบบของโครงการ เรื่องการกำจัดน้ำทิ้ง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วน้ำทิ้งที่ออกจากระบบน้ำเสียส่วนกลางจะต้องนำกลับมาใช้ใหม่

          “ฉะนั้นโมเดลของนิคมไม่ได้ทำเสร็จอยู่แค่ในรั้วของนิคม แต่ต้องทำขยายจากรั้วนิคมไปยังชุมชนโดยรอบ นั่นคือบอกชุมชนให้รู้ว่า น้ำทิ้งออกไปมันมีคุณค่าแบบไหน เอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง และไปทำโปรเจ็กร่วมกับชุมชน เราต้องสร้างจิตสำนึกร่วมกันว่าเราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนต้องร่วมรับผิดชอบเพื่อจะเดินไปด้วยกันและใช้ประโยชน์ร่วมกันให้ได้” พรรรัตน์ กล่าวย้ำ

          สุดท้ายนี้ รศ.ดร.บัญชา ในฐานะหัวหน้ากลุ่มวิจัยแผนงานการพัฒนาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อีอีซี ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรื่องน้ำ ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับ EEC เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของพฤติกรรมการใช้น้ำที่คนส่วนใหญ่ยังคงใช้น้ำกันแบบไม่ประหยัดขณะที่น้ำมีจำกัด จึงอยากให้ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคปรับตัว ลดการใช้น้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำให้มากขึ้น และภาครัฐควรหันมาให้ความสำคัญเรื่อง Demand Side หรือ ความต้องการน้ำ มากกว่า Supply Side ซึ่งมองว่าสุดท้ายจะแก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมด เพราะปัจจุบัน ปัญหาคือไม่มีน้ำให้เก็บ เช่นปีที่แล้งจัด แต่การให้สร้างอ่างเพื่อกักเก็บน้ำ แต่ก็ไม่มีน้ำให้เก็บ”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Political News