KTIS มั่นใจรายได้ปีนี้ทะลุ 20,000 ล้านบาท

กลุ่ม KTIS ตั้งเป้ารายได้ปี 60 จากปริมาณน้ำตาลที่ผลิตได้ในปีนี้เปรียบเทียบกับปี 57-58 ประกอบกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการขายไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงชีวมวล คาดรายได้รวมปีนี้ทะลุ 20,000 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิไตรมาสแรกทำได้ 412 ล้านบาท โตกว่าปี 59 ถึง 730% ผู้บริหารเผยผลผลิตอ้อยสูงขึ้น ทั้งปริมาณและคุณภาพ นอกจากจะส่งผลดีโดยตรงต่อสายธุรกิจน้ำตาลแล้ว สายธุรกิจเอทานอล โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวมวล โรงงานผลิตเยื่อกระดาษชานอ้อย และบรรจุภัณฑ์จากเยื่อชานอ้อย 100% ก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นด้วย

นายณัฎฐปัญญ์  ศิริวิริยะกุล  รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เปิดเผยว่า หากพิจารณาจากผลประกอบการย้อนหลังของบริษัทฯ จะเห็นว่ารายได้ในแต่ละปีมีความสัมพันธ์กับปริมาณน้ำตาลทรายที่ผลิตได้ และราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลก เนื่องจากสัดส่วนรายได้ของบริษัทฯ กว่า 75% มาจากการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย

สำหรับปี 2560 นี้ กลุ่ม KTIS ผลิตน้ำตาลทรายได้ 9.4 ล้านกระสอบ ราคาเฉลี่ยที่ได้ในไตรมาสแรกค่อนข้างสูงคือ 17,158.9 บาทต่อตัน

“เมื่อดูจากปริมาณและราคาน้ำตาลในปีนี้ เทียบกับปีที่ผ่านๆ มา ประกอบกับรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นจากการจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวมวล จึงมั่นใจว่ารายได้ของปี 2560 นี้ ไม่น่าจะต่ำกว่าปี 2557-2558 คือประมาณ 20,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ไตรมาสแรกของปี 2560 นี้ ทำอัตรากำไรสุทธิได้ค่อนข้างสูงคือ 10.45% เนื่องจากต้นทุนขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และถึงแม้ว่าราคาน้ำตาลในตลาดโลกอาจลดลงบ้าง แต่ก็เชื่อว่าตลอดทั้งปี กลุ่ม KTIS น่าจะยังคงทำกำไรเติบโตได้ดี โดยไตรมาสแรกปีนี้กำไรสุทธิเติบโตถึง 730%” นายณัฎฐปัญญ์กล่าว

รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม KTIS กล่าวด้วยว่า ผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2560  มีรายได้รวม 3,943.8  ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 412.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 729.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2559 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 49.7 ล้านบาท โดยปีนี้ KTIS มีอ้อยเพิ่มมากขึ้น 15.4% และจากคุณภาพที่ดีมาก ทำให้ผลิตน้ำตาลได้มากกว่าปีก่อนถึง 29.8% โดยราคาขายน้ำตาลเฉลี่ยในไตรมาสแรกอยู่ที่ตันละ 17,158.9 บาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งราคาเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 13,363.1  บาท คิดเป็นเพิ่มขึ้น 28.4%

“รายได้ทั้งปีที่คาดว่าจะทำได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาทนั้น นอกจากสายธุรกิจน้ำตาล ซึ่งมีน้ำตาลอีกปริมาณมากที่จะทยอยส่งมอบและรับรู้รายได้ในอีก 3 ไตรมาสที่เหลือของปีนี้ ในสายธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล ก็จะรับรู้รายได้มากขึ้น เพราะโรงไฟฟ้าชีวมวลของกลุ่ม KTIS สามารถผลิตไฟฟ้าและขายไฟให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ครบทั้ง 3 โรงแล้ว นอกจากนั้น ในสายธุรกิจผลิตเยื่อกระดาษจากชานอ้อย ก็ได้รับผลดีจากการที่มีปริมาณอ้อยเข้าหีบมาก ทำให้มีปริมาณชานอ้อยมากขึ้นด้วย” นายณัฎฐปัญญ์กล่าว

Leave a Reply

Your email address will not be published.