นักวิจัยเผย“โมเดลธุรกิจไฟฟ้าแบบใหม่”ประชาชนจะซื้อขายไฟฟ้ากันเองไม่ง้อรัฐ

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)     จัดการประชุมสัมมนา “วิจัยพลังงานสู่การใช้งานจริงอย่างยั่งยืน ปีที่ 3” ณ โรงแรมสุโกศล กรุงเทพฯ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลในประเด็นทิศทางและรูปแบบการพัฒนางานวิจัยด้านพลังงานไฟฟ้าที่นำไปสู่ความพร้อมของสังคมทุกภาคส่วน ต่อการเปลี่ยนพลิกโฉมระบบสาธารณูปโภคไฟฟ้าในอนาคต

ศ.ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ ประธานคณะกรรมการอำนวยโครงการร่วมสนับสนุนทุนวิจัย กฟผ. – สกว. กล่าวว่า ในปี 2554 สกว. และ กฟผ. ได้ตกลงร่วมมือกันในการจัดตั้งและดำเนินงาน “โครงการร่วมสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนา กฟผ. – สกว.” สนับสนุนโครงการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การส่งและ        การใช้พลังงานไฟฟ้า ตลอดจนการวิจัยเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องทางด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม                      ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา มีโครงการวิจัยที่ได้รับการจัดสรรทุนทั้งสิ้น 28 โครงการ เสร็จสิ้นแล้ว           18 โครงการ ดำเนินการอยู่ 10 โครงการ และมีโครงการที่อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาข้อเสนอโครงการอีก                3 โครงการ โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนงานวิจัยที่มีศักยภาพนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง ไม่ขึ้นหิ้งที่ร้าง               สร้างความสมดุล เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนทุน  ผ่านการพัฒนาโจทย์วิจัยตลอดจนขัดเกลาผลการวิจัยให้ได้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

ด้าน รศ.ดร. ศุภชาติ จงไพบูลย์พัฒนะ นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร                 ม.ธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้ประสานงานสำนักงานโครงการดังกล่าว เปิดเผยว่า ในอนาคตอันใกล้                ระบบผลิตและส่งจ่ายไฟฟ้า  จะมีการเปลี่ยนแปลงที่เรียกกันว่า “Disruptive Change” หรือ                “การเปลี่ยนแบบพลิกโฉม” เหมือนอย่างที่เกิดกับหลาย ๆ เทคโนโลยีมาแล้ว เช่น โทรศัพท์มือถือ ที่ทำให้โทรศัพท์พื้นฐาน ใช้สายตามบ้านหมดความสำคัญ และทำให้กล้องถ่ายรูปใช้ฟิล์มและร้านรับล้างฟิลม์อัดรูปสูญหาย เพราะปัจจุบัน ในส่วนของเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า แผงเซลล์แสงอาทิตย์กำลังมีราคาถูกลงอย่างมาก จนสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างคุ้มทุน ด้วยการติดตั้งบนหลังคาบ้านหรืออาคาร ดังนั้นจะเกิดโรงไฟฟ้าขนาดเล็กขึ้นเป็นจำนวนมาก กระจายกันไปทั่วทุกแห่ง ยิ่งอนาคตอันใกล้นี้ แนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะแบตเตอรี่จะมีราคาถูกลงและจุไฟได้มากจนสามารถวิ่งได้ไกล เท่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง เมื่อราคาแบตเตอรี่ถูกลงก็คุ้มค่าที่จะนำมาติดตั้งคู่กับแผงเซลล์แสงอาทิตย์ สามารถเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ตอนกลางคืนหรือตอนไม่มีแสงแดด เช่นตอนมีเมฆมากหรือฝนตก หรือหากมีเหลือใช้          ก็สามารถนำไปชาร์จขายให้รถยนต์ไฟฟ้า หรือขายให้เพื่อนบ้านที่ต้องการโดยส่งผ่านโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะที่ชื่อ “สมาร์ทกริด” (Smart Grid) ดังนั้น อาจเกิดรูปแบบ “ธุรกิจใหม่” ที่จะมีการซื้อขายไฟฟ้ากันเอง             ตามครัวเรือนหรือตามอาคารในราคาที่ตกลงกันเอง โดยใช้เทคโนโลยีธุรกรรมการเงินดิจิทัลที่รวดเร็วและน่าเชื่อถืออย่าง “บล็อคเชนเทคโนโลยี” (Blockchain Technology) ซึ่งถูกกว่าการซื้อจาก กฟผ.              ดังนั้น กฟผ. จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินธุรกิจใหม่ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉมที่กำลังจะเกิดขึ้น และต้องไม่ลืมว่า มันอาจจะเป็นการเปลี่ยนอย่างรวดเร็วที่คาดไม่ถึง ในอนาคตอันใกล้อาจมีธุรกิจซื้อขายไฟฟ้าในแบบที่คล้ายคลึงกับบริการ “แกร็บแท็กซี่” (Grab Taxi) หรือบริการค้นหาที่พัก                  ทริปแอดไวเซอร์ (Trip Advisor) ที่เจ้าของธุรกิจไม่ได้เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าขึ้นมาเองก็เป็นได้

ต่อมาภายในงานดังกล่าว มีการเสวนาเรื่อง “ทิศทางการวิจัยเพื่อเตรียมพร้อมไปสู่การเปลี่ยน  พลิกโฉมระบบสาธารณูปโภคไฟฟ้า”  โดยในเวทีมีประเด็นถกคิดที่น่าสนใจในแวดวงพลังงาน            อาทิ ภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องโครงข่ายไฟฟ้า โดยต้องมีการสนับสนุนภาควิจัยอย่างตรงจุดและต่อเนื่อง ในเรื่องระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ในเมืองไทยผลิตแล้ว ทั้งนี้เทคโนโลยีที่นักวิจัยผลิต ภาคเอกชนจะถือว่าสำเร็จก็ต่อเมื่อมีความคุ้มค่าในการลงทุนหรือไม่  นอกจากนี้ควรมีการวิจัยว่า สาเหตุที่ยุติการสร้างโรงงานไฟฟ้า เกิดจากอะไร หรือเทคโนโลยีผลิตพลังงานไฟฟ้าประเภทใดบ้างที่ชุมชน สังคมยังขาดความเชื่อมั่น อันเป็นการทำวิจัยเพื่อแก้ปัญหาเชิงสังคมไปพร้อมกับการวิจัยด้านพลังงานที่เป็นเชิงนโยบายและนวัตกรรม          พร้อมกันนี้ยังมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนและระดมสมองในประเด็นการวิจัยพลังงานสู่การใช้จริง เพื่อค้นหาโจทย์วิจัยที่เหมาะสมต่อการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของประเทศโดยแบ่งเป็นเวทีย่อย 4 กลุ่มคือ 1. กลุ่มการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานไฟฟ้า 2.กลุ่มผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ ลม แสงอาทิตย์ 3.กลุ่มผลิตไฟฟ้าจาก        ชีวมวล แก้สชีวภาพ ขยะ และ 4.กลุ่มผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน นิวเคลียร์ การสร้างความเข้าใจพร้อม                       สร้างสาธารณประโยชน์แก่สังคมและชุมชน

 

Leave a Reply

Your email address will not be published.