ศาลฎีกาฯ รับฟ้อง ‘ยิ่งลักษณ์’ คดีจำนำข้าว พิจารณานัดแรก 19 พ.ค.นี้

ศาลฎีกาฯ รับฟ้อง ‘ยิ่งลักษณ์’ คดีจำนำข้าว พิจารณานัดแรก 19 พ.ค.นี้

องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ละเลยไม่ดำเนินการยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 6 แสนล้านบาท โดยนัดพิจารณาคดีครั้งแรกวันที่ 19 พ.ค. 2558 เวลา 09.30น.

มีรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้เดินทางไปที่ศาล เพื่อฟังผลการพิจารณาของศาลแต่อย่างใด ซึ่งก่อนหน้านี้ ทีมทนายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุว่า กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องไปที่ศาล

 

ทั้งนี้    สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ตัวแทนอัยการสูงสุด ยื่นสำนวน เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ดำเนินคดีอาญา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในคดีที่ไม่ยับยั้งโครงการจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดไปก่อนหน้านี้

 

โดยผู้พิพากษาที่ได้รับเลือกให้พิจารณาคดีออกมา 9 คน ประกอบด้วย นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา นายวิรุฬ แสงเทียน ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา นายธนฤกษ์ นิติเศรณี ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา นายศิริชัย วัฒนโยธิน รองประธานศาลฎีกา นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา นายวีระพล ตั้งสุวรรณ รองประธานศาลฎีกา นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย ประธานคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา นายธานิศ เกศวพิทักษ์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ จะต้องเดินทางมาที่ศาลฎีกาฯ ด้วยตนเอง ส่วนศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับองค์คณะผู้พิพากษาเป็นผู้จารณา  และให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ส่งให้กับจำเลยภายใน 7 วัน แต่หากไม่มีผู้รับหมายก็ให้ปิดหมายแจ้ง

ขณะที่ นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทีมทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่า เมื่อศาลฎีกาฯประทับรับฟ้องแล้ว ก็ถือว่าเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลอย่างเต็มที่ และจากนี้ทีมทนายความต้องรอสำนวนคำฟ้องจากศาลฎีกาฯก่อน แล้วจึงนัดหารือกันถึงแนวทางการต่อสู้คดีต่อไป และในวันที่ 19 พ.ค. ที่ศาลฎีกาฯนัดพิจารณาคดีครั้งแรก เพื่อสอบคำให้การจำเลยนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางศาลฎีกาฯอย่างแน่นอน

ด้าน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัวโดยระบุว่า ตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องดิฉันในคดีเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายโครงการรับจำนำข้าวในวันนี้นั้น

 

ตลอดระยะเวลาที่ดิฉันปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีนั้น ดิฉันทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต รับใช้พี่น้องประชาชนตามที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาด้วยอุดมการณ์ที่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างครบถ้วนถูกต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ข้อกฎหมาย ตลอดจนกฎระเบียบ ข้อบังคับ ของทางราชการทุกประการ และต้องการเห็นประเทศชาติเจริญก้าวหน้า ทุกคนมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไร่ชาวนาที่ถูกเอารัดเอาเปรียบมาโดยตลอด

 

ดิฉันขอยืนยันอีกครั้งว่า คดีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่กล่าวหาดิฉันนี้ ถือเป็นคดีแรกที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำนโยบายเศรษฐกิจพื้นฐานของประเทศ อันเป็นนโยบายที่ประชาชนได้มอบหมายความไว้วางใจตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตยให้ดิฉันมาดำเนินการ และเมื่อมีการเสนอนโยบายดังกล่าวต่อประชาชนและเกิดเป็น “ฉันทามติ” ของประชาชนที่ต้องการให้ “กลไกตลาด” เป็นธรรม สะท้อนความเป็นจริงและยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนา เพราะที่ผ่านมาชาวนาเป็นผู้ผลิตไม่สามารถกำหนดราคาผลผลิตของตนเองในตลาดได้ การกำหนดราคาตกอยู่ในมือของผู้ซื้อโดยสิ้นเชิง คดีนี้จึงเป็นคดีที่จะมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การเมือง ตลอดจนเกษตรกรและประชาชนอย่างกว้างขวาง ทั้งยังมีผลต่อบรรทัดฐานและการตัดสินใจในการจัดทำนโยบายที่จะช่วยเหลือประชาชนในอนาคต

 

ดิฉันขอตั้งข้อสังเกตต่อเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะ “หลักนิติธรรม” ที่พึงต้องปฏิบัติต่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาเพื่ออำนวยความยุติธรรมนั้น ได้ขาดหายไปในคดีที่เกี่ยวกับตัวดิฉัน เห็นได้จากรายงานและสำนวนคดีพร้อมความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เองก็ระบุอย่างชัดเจนว่า “ไม่มีพยานหลักฐานว่าดิฉันกระทำการทุจริตหรือสมยอมให้ผู้ใดทุจริต” แต่ก็มีการชี้มูลความผิดกับดิฉัน และก่อนหน้าที่อัยการสูงสุดจะฟ้องคดี อัยการสูงสุดได้ชี้ข้อไม่สมบูรณ์ของคดีนี้หลายเรื่องตามที่เป็นข่าวทราบกันโดยทั่วไป และต่อมาทั้งที่ทางอัยการยังไม่ได้มีการสืบพยานหลักฐานให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะฟ้องคดีนี้ แต่กลับมีการเร่งรีบที่จะส่งฟ้อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นไปตามกระบวนการปกติที่ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา

 

อย่างไรก็ดี แม้เมื่อศาลฎีกาฯ มีคำสั่งประทับฟ้องคดีนี้ ดิฉันมั่นใจในความบริสุทธิ์และเชื่อมั่นในพยานหลักฐานที่จะนำมาพิสูจน์ความจริงต่อศาลตามขั้นตอนกระบวนการพิจารณาคดีของศาลตามที่กฎหมายกำหนดว่า ดิฉันมิได้กระทำความผิดใดๆทั้งสิ้น

 

ดิฉันเพียงหวังว่าในการพิจารณาคดีในชั้นศาลฎีกาฯ ดิฉันจะมีสิทธิที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง และมีโอกาสเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้ง และพยานหลักฐานของดิฉันในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ

 

ที่สำคัญดิฉันขอให้มีการพิจารณาอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม ปราศจากอคติใดๆ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาดิฉันเห็นว่า ดิฉันยังไม่ได้รับสิทธิในกระบวนการยุติธรรมในชั้นที่ถูกกล่าวหา และมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองที่จะทำลายดิฉันเข้ามาแทรกซ้อนโดยตลอด

 

สุดท้ายนี้ ดิฉันขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายได้โปรดยุติการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ หยุดกดดันหรือชี้นำเพื่อประโยชน์ทางการเมือง จนกว่ากระบวนการพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯ จะเสร็จสิ้น เพื่อให้ความเป็นธรรมกลับคืนสู่สังคมไทยต่อไป

Leave a Reply

Your email address will not be published.